Masukหลังจากวันนั้นไป๋ซือเย่วจึงพยายามกินอาหารจนหมดเกลี้ยงทุกสำรับ ครบสามเวลาตามที่ได้รับจากทหารยาม
ร่างกายซึ่งเคยอ่อนแรงเพราะอดอาหาร อีกทั้งยังสกปรกมีกลิ่นเหม็นตามช่องปาก ก็ได้รับการใส่ใจดูแลจนกลับมาสะอาดและงดงามดังเดิม ถึงแม้ผิวพรรณจะยังคงซีดเซียวอยู่มากก็ตาม
ผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนชะตากรรมของบุตรชาย ตื่นแต่เช้ามืดทุกวันเพื่อสวดคาถารับอรุณของวันใหม่ ตามที่มารดาเคยสอนตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยความแน่วแน่ตั้งใจ
สายตามุ่งมั่นจ้องมองออกไปนอกกำแพงกั้นปิดทึบ คนจนตรอกพร้อมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะความตายซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
‘ข้าแต่สรวงสวรรค์ ด้วยจิตวิญญาณอันภักดีไม่มีที่สิ้นสุดทั้งตัวข้าและบรรพบุรุษ ข้าขอแลกดวงวิญญาณและชะตาชีวิต กับผู้มีบุญหนักและเข้มแข็งประหนึ่งนักรบ ซึ่งกายหยาบหมดเคราะห์กรรมแล้วในภพนี้ ต่อให้ดวงจิตต้องแตกสลายไม่มีวันหวนคืน ข้าผู้นี้ยินดีให้เป็นไป’
เรื่องราวของผู้ถูกจองจำในคุกใต้ดิน ยังคงดำเนินไปตามสภาพการณ์ที่เลวร้าย แต่ยังมีอาหารและน้ำให้กินดื่มไม่ขาด
แตกต่างจากสองชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในเรือนร้างท้ายตำหนัก ซึ่งยามนี้กำลังเผชิญหน้ากับความอดอยากและหิวโหยรุนแรง
จ๊อก! จ๊อก!
เสียงท้องร้องดังมาจากพุงกลม ๆ ของเด็กชายวัยสองปีกว่า
ถึงแม้จะถูกเลี้ยงดูแบบประหยัดค่อนไปทางขัดสน ทว่าเด็กชายไม่เคยได้อดอาหารเลยสักมื้อ เพราะผู้ดูแลยอมยกอาหารส่วนของตนให้เด็กน้อยกินก่อนเสมอ
“ท่างแม่อาเฟยหิวขอยับ”
เด็กน้อยตัวกลมวิ่งมาฟ้องมารดา เขาวิ่งเล่นอยู่นานเลยหิวมากอยากกินแป้งจี่หอม ๆ สักชิ้น
“อาเฟยหิวอีกแล้วหรือลูก”
ชิงอีแทบยกมือขึ้นกุมขมับ เพราะอาหารแห้งที่เคยมีถูกนำมาปรุงอาหารจนเกือบหมด สองชีวิตใกล้จะได้เผชิญหน้ากับความหิวโหยอย่างแท้จริง
เนื่องจากปิ่นปักผมทั้งสองชิ้นขององค์หญิงห้า ขายได้ตำลึงน้อยมาก ไม่รู้ว่าผู้รับซื้อกดราคาหรือเพราะเครื่องประดับ ไม่มีราคาค่างวดแต่แรกหรืออย่างไร
นางกำนัลชิงอีผู้รับหน้าที่ดูแลเด็กชายแรกเกิด ได้แต่ก้มหน้ายอมรับเพียงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน มารวมเข้ากับตำลึงของนาง ซึ่งมีติดกายเพียงหนึ่งตำลึงทองเท่านั้น
สองชีวิตจำต้องใช้จ่ายอย่างอัตคัดขัดสน นมอาหารหลักจำเป็นสำหรับเด็กทารกแรกเกิด จำต้องเปลี่ยนมาเป็นน้ำซาวข้าวแทน เนื่องจากนมวัวราคาแพงเกินตำลึงที่ถือครองอยู่
เด็กน้อยต้องเริ่มกินอาหารอ่อน ๆ และผลไม้รสหวานตั้งแต่ย่างเข้าเดือนที่สอง เพราะน้ำซาวข้าวกินอย่างไรก็ไม่อยู่ท้อง ไม่อย่างนั้นชิงอีต้องทนฟังเสียงร้องไห้ด้วยความหิวไปตลอดทั้งคืน
ชิงอีเคยร้องขออาหารและน้ำดื่มไปที่โรงครัวของตำหนัก แต่ไม่มีผู้ใดสนใจคำขอร้องของผู้หิวโหยเลยสักคน มิหนำซ้ำยังถูกกลั่นแกล้งจนตกอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่
อาหารซึ่งสละตำลึงอันน้อยนิดไปซื้อมากักตุนช่วงฤดูหนาว ถูกลักขโมยไปหลายต่อหลายครั้ง!
นางรู้ว่าเป็นฝีมือผู้ใดแต่จำต้องนิ่งเฉยเอาไว้ ไม่เคยร้องเรียนเจ้าของตำหนักเลยสักครั้ง เพราะอย่างน้อย ๆ ยามนี้ยังมีที่พักอาศัยสำหรับตนเองและเด็กชาย
หากร้องเรียนไปไม่แน่ว่าอาจจะถูกขับไล่ให้ไปนอนข้างถนน ซึ่งยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
“อาเฟยแม่ต้องแอบออกไปข้างนอกเพื่อหางานทำ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่มีแม้กระทั่งแป้งจี่ประทังชีวิต”
ชิงอีตั้งใจออกไปหารับจ้างในตลาด อย่างน้อยได้ตำลึงมาซื้ออาหารต่อวันยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
ผลไม้หรือพืชผักเกิดเองหลังตำหนัก ถูกเก็บมาทำอาหารจนเกิดไม่ทันแล้ว ต่อจากนี้ทางรอดเดียวคือการแอบออกไปข้างนอก เพื่อหางานทำนั่นเอง
“ไปด้วยขอยับ อาเฟยหิวข้าว”
เด็กชายวัยสองขวบกว่าเดินเข้ามากอดขาผู้เลี้ยงดูด้วยความรัก
ใบหน้าเล็กจ้อยฉายแววรูปงามไม่ต่างจากบิดาผู้ให้กำเนิด หากคนผู้นั้นใส่ใจมองมาด้วยใจเป็นกลางสักนิด เรื่องราวคงไม่เลวร้ายเช่นนี้
“อาเฟยต้องรอแม่อยู่เงียบ ๆ ห้ามร้องไห้นะเข้าใจหรือไม่ เดี๋ยวคนใจร้ายจะมาจับตัวไป”
ชิงอีจำต้องรับบทเป็นคุณแม่ของเด็กน้อย สองคนใช้ชีวิตอย่างขัดสนก็จริง แต่หัวใจกลับอบอุ่นเต็มไปด้วยความรักที่มอบให้กันและกัน
ยามใดที่รู้สึกเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง หากจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตคล้ายมารดาของเด็กชาย ชิงอีก็พร้อมสู้ต่อเพราะนางมองเห็นความหวังอยู่ในนั้น
“ขอยับท่างแม่ อาเฟยเด็กดี”
เด็กน้อยโอบกอดชิงอีด้วยรักเหมือนมารดา เด็กชายคิดว่าชิงอีคือมารดาผู้ให้กำเนิด ทั้ง ๆ ที่ชิงอีสอนให้เขารู้จักชื่อแซ่ของมารดาที่แท้จริงอยู่เสมอ
“โถ คุณชายของชิงอี คงคิดถึงท่านแม่มากเลย”
“คิดถึงขอยับ”
เมื่อตกลงกันได้สองคนแม่ลูกผู้น่าเวทนา จึงแอบออกไปทางด้านหลังตำหนักโดยไม่มีผู้ใดรู้ ชิงอีได้ทำงานรับจ้างเข็นผักในตลาดตามที่ตั้งใจ โดยมีเด็กน้อยขี่ห้อยอยู่บนหลัง
คนทำงานใช้ผ้าผูกร่างกลมป้อมติดกับแผ่นหลังอย่างดีไม่มีร่วงหล่น จากนั้นก็พากันเข็นผักไปส่งตามร้านต่าง ๆ ในตลาด
เด็กชายซึ่งขยับโยกไปตามจังหวะการเดิน ส่งเสียงหัวเราะด้วยความสุขเพราะคิดว่ามารดาพาเล่นสนุก เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยกับมารดาไปตามทาง
“ฮ่า ฮ่า ท่างแม่เป็นม้า”
“อาเฟยจับแน่น ๆ นะเดี๋ยวตกลงไป”
มือข้างหนึ่งจับเกวียนเข็นผัก ส่วนอีกข้างต้องคอยจับมือเล็กเอาไว้ ด้วยเกรงว่าเด็กน้อยจะหล่นลงไปจากแผ่นหลัง คนทำงานทั้งเหนื่อยทั้งมีความสุขปะปนกันไป
“ขอยับ อาเฟยไม่ตก สนุกมาก”
บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างเห็นใจสองคนแม่ลูก จึงไม่ว่าอะไรที่ชิงอีพาบุตรชายมาทำงานด้วย
ทว่าบางครั้งที่ของหนักเกินไป ชิงอีจำต้องปล่อยให้อาเฟยยืนรอคอยอยู่เพียงลำพัง
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







