Masukคนห่วงใยต้องคอยมองมาเรื่อย ๆ อีกทั้งยังฝากให้แม่ค้าบริเวณนั้นคอยจับตามอง เนื่องจากหวั่นเกรงเรื่องการลักพาตัว
เพราะอาเฟยหน้าตาน่ารักมาก เด็กชายหน้าตาผสมผสานความหล่อเหลาของบิดา และความงดงามตราตรึงของมารดาเข้ากันอย่างลงตัว
ผิวพรรณของเขาขาวเนียนละเอียดตั้งแต่กำเนิด ใครเห็นก็นึกเอ็นดูเด็กน้อยแก้มป่องคนนี้ น่าเสียดายที่บิดาของเด็กไม่เคยสนใจมองดูเลยสักนิด
พลั่ก!
เสียงชนกันเบา ๆ ของเด็กน้อยกับสตรีผู้สวมหมวกปกคลุมใบหน้า
แรงชนทำให้ก้อนสีขาวกระเด็นไปตกตรงแอ่งน้ำเล็ก ๆ ตามหลุมถนน เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกลงมาอย่างหนัก จึงมีน้ำขังหลงเหลืออยู่
“ซาเปาของอาเฟย หกหมดเยย”
เสียงพูดไม่ชัดของเด็กชายวัยสองปีกว่าเอ่ยขึ้น
มือข้างขวาที่เคยถือซาลาเปายกชูขึ้นให้ผู้ใหญ่เห็น ว่าตนหมดหวังมากเพียงไรเมื่อของอร่อยตกพื้นสกปรก
“หึ หึ เจ้าเดินมาชนข้าเอง แต่เอาเถิดเห็นแก่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูข้าจะชดเชยให้เจ้าเอง”
สตรีสวมหมวกนั่งยอง ๆ ลงพูดคุยกับเจ้าเด็กแก้มแดง แววตาซึ่งเรียบเฉยอยู่เสมอจ้องมองคนตัวเล็ก ด้วยแววตาอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“อาเฟยหิวมากขอยับ แต่ซาเปาหกแย้ว”
น้ำเสียงตัดพ้อเสียใจ บอกเล่าอาการหิวโหยให้คนแปลกหน้ารับรู้
ท่านแม่พึ่งซื้อของอร่อยให้กิน และบอกให้เขายืนรอคอยอยู่ตรงนี้ แต่ของหวงตกพื้นดินชื้นแฉะจนเปลี่ยนเป็นก้อนสีน้ำตาล อาเฟยยังกินสิ่งนี้ได้หรือไม่เล่า!
“ไม่เป็นไรค่อยซื้อใหม่เอาหลาย ๆ ลูกเลยดีหรือไม่”
“ลูกเดียวอิ่ม ท่างแม่บอกว่าไม่มีตำลึงขอยับ”
น้ำเสียงเล็ก ๆ รีบปฏิเสธตามคำสอนสั่งของมารดา เลยไม่กล้ากล่าวถึงการกินของอร่อยทีละหลายชิ้น
ถึงแม้ในใจอยากได้ของอร่อยเยอะ ๆ อย่างที่ท่านน้าใจดีบอกกล่าว แต่เขาจำได้ว่าท่านแม่บอกให้แบ่งกินทีละน้อย เพราะไม่มีตำลึงซื้อใหม่
“อิ่มแน่หรือ ดูจากพุงน้อย ๆ ของเจ้าคงกินเยอะไม่เบา”
ขณะสอบถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น สายตาอ่อนโยนก็เลื่อนขึ้นไปมองพุงกลมป้อมของคนมักน้อย เสียงท้องร้องดังแจ่มชัดถึงเพียงนี้ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังหิวมากแน่ ๆ
ขณะที่พูดคุยตกลงกับเด็กน้อยน่ารัก เสียงของมารดาผู้ห่วงใยบุตรได้เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ขออภัยเจ้าค่ะ บุตรชายของข้าล่วงเกินท่านแล้ว”
ชิงอีมองมาที่บุตรชายตลอด และเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจึงรีบทำงานให้เสร็จ
จากนั้นจึงเดินมาหาบุตรชายเพื่อขอโทษสตรีสวมหมวก ท่าทางของสตรีผู้นี้ทรงพลังเปี่ยมไปด้วยอำนาจบางอย่าง
“ไม่เป็นไร ข้าเองก็ผิดเช่นกัน จะเป็นอะไรหรือไม่หากข้าอยากซื้อซาลาเปาให้เด็กน้อยผู้นี้” คนพูดลุกขึ้นยืนเพื่อพูดคุยขออนุญาตมารดาของเด็ก
“เอ่อ…”
“อย่าได้เกรงใจเลย ข้าเดินมาชนจนเจ้าแก้มแดงอดกินของอร่อย เลยอยากรับผิดชอบ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ อาเฟยกล่าวขอบคุณท่านผู้นี้ด้วย แม่เห็นนะว่าเจ้าเดินไม่มองทาง มองแต่ซาลาเปาจนเดินไปชนคนอื่น ซาลาเปาเลยกระเด็นตกพื้น”
“อาเฟยขอบคุณขอยับ”
“ขอบคุณแล้วขอโทษด้วยดีหรือไม่”
มารดาผู้สอนบุตรชายด้วยเหตุผล เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล คนแอบมองได้แต่อมยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ
“ขอโทษขอยับ อาเฟยจะรีบเดินไปหาท่างแม่”
คนผิดยอมกล่าวขอโทษแต่โดยดี อีกทั้งยังก้มหน้าหลบสายตา ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มอ่อนโยน ของคนที่ตนเพิ่งกล่าวขอโทษออกไป
เด็กชายรู้สึกอับอายเมื่อถูกมารดาจับได้ ทั้งรู้สึกหวาดกลัวคนแปลกหน้า ถึงแม้ท่านน้าผู้นี้จะใจดีมากแต่หมวกที่ท่านน้าสวมอยู่ ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างไรชอบกล
“ไม่เป็นไร”
หลังตอบรับคำขอโทษจากร่างเล็กจ้อย คนสวมหมวกจึงถอดหมวกคลุมใบหน้าออกทันที
นับเป็นครั้งแรกที่นางเปิดเผยโฉมหน้าในที่สาธารณะ เพราะเห็นสายตาหวาดกลัวของเด็กชายแก้มแดง ยามจ้องมองหมวกสีดำผ้าโปร่งบาง
“ท่างน้าจ๋วย”
เจ้าแก้มแดงจ้องมองคนถอดหมวกตาไม่กะพริบ ความหวาดกลัวเมื่อก่อนหน้าหายวับไปจนสิ้น
“หึ หึ เจ้าเด็กปากหวาน น้าถอดหมวกแล้วเราไปซื้อของอร่อยกันได้หรือยัง”
“ได้ขอยับ ท่างแม่ไปกันเยย”
เด็กพุงป่องกอบกุมมือแห้งกร้านของมารดา แล้วกวัดแกว่งไปมาด้วยความดีใจ ในความทรงจำของเขาซาลาเปาเป็นอาหารที่อร่อยมาก
“รบกวนคุณหนูด้วยนะเจ้าคะ ข้าเหลือตำลึงไม่มากจึงไม่สามารถซื้อชิ้นใหม่ได้อีก”
ฤดูหนาวใกล้มาเยือนอีกครั้ง ชิงอีจำต้องประหยัดตำลึงที่ได้จากค่าจ้างเข็นผัก ไว้ซื้อข้าวสารอาหารแห้งเพื่อประทังชีวิตในฤดูหนาวอันเลวร้าย
“ไม่เป็นไรข้าไม่ได้ขัดสนสิ่งใด อีกทั้งยังใจบุญชอบซื้อของอร่อยให้เด็กน้อย” ถึงแม้อาเฟยจะเป็นเด็กคนแรกที่นางซื้อของให้ก็ตาม
เมื่อเดินไปถึงร้านขายซาลาเปาเจ้าอร่อยของเมืองหลวง คนอยากรับผิดชอบไม่รอช้าด้วยเกรงว่าคนหิวจะเป็นลมไปเสียก่อน
โฉมสะคราญรีบเดินตรงไปกระซิบบางอย่างกับเจ้าของร้าน จากนั้นจึงจูงมือเด็กชายไปนั่งรอตรงเก้าอี้ไม้หน้าร้าน
นั่งรอคอยไม่นานลูกจ้างของทางร้าน ก็นำซาลาเปาทั้งหมดมาวางตรงหน้าเด็กชายกับมารดาของเขา ชิงอีกับอาเฟยตาโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นจำนวนของอร่อยตรงหน้า
เด็กน้อยผู้หิวโหยถึงขั้นน้ำลายไหลย้อย เมื่อกลิ่นหอมกรุ่นของซาลาเปานึ่งสุกใหม่ ๆ กำลังทำลายความสุภาพเรียบร้อย ตามที่มารดาเคยสอนสั่งอยู่เสมอ
“อึก อึก”
เสียงกลืนน้ำลายเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ คนงามยิ้มกว้างเต็มใบหน้าเมื่อเห็นอาการของเด็กหิว
จากนั้นจึงยื่นซาลาเปาซึ่งเป่าจนหายร้อนให้ตัวตะกละน้อย นางยื่นไปถึงสามครั้งมือเล็ก ๆ จึงหดกลับเพราะอิ่มมากนั่นเอง
“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู”
ชิงอีก้มหัวลงต่ำเพื่อขอบคุณอย่างสุดซึ้ง เมื่อคุณหนูผู้งดงามเหมาซื้อซาลาเปาให้บุตรชายจนหมดเกลี้ยงทั้งร้าน
ซาลาเปาหลายลูกถูกจัดเก็บลงภาชนะสานจากไม้ไผ่อย่างดี ดูท่าแล้วคงเก็บได้หลายวัน หากกลัวบูดเน่าก็นำออกมาอุ่นไว้เรื่อย ๆ
“ขอบคุณท่างน้า อาเฟยอิ่มมาก”
ตัวตะกละน้อยเดินตามมารดามาติด ๆ ศีรษะเล็กก้มหัวลงต่ำเลียนแบบมารดา เขากินซาลาเปามากถึงสามลูกใหญ่ ยามนี้จึงอิ่มจนพุงกาง
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







