เข้าสู่ระบบพระตำหนักจินเฟิ่ง
“เพล้ง!!!” เสียงของตกกระทบลงบนพื้นแตกกระจายติดต่อกัน บ่งบอกได้ว่าเจ้าของตำหนักซึ่งมีความหมายว่าหงส์ทอง อยู่ในพระอารมณ์ขุ่นเคืองอย่างสุดขีด “ฝ่าบาทมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจางกุ้ยเฟยให้ดำรงตำแหน่งเป็นฮองเฮาเพื่อเป็นเกียรติกับนางอย่างนั้นเหรอ! แต่งตั้งนางนั่นทั้งๆ ที่มันตายไปแล้วให้มาเทียบชั้นกับข้าได้ยังไง! ข้าไม่เข้าใจ! ไม่เข้าใจ!!!” รับสั่งตวาดกึกก้อง เว่ยฮองเฮาในเวลานี้ทรงกริ้วตำหนักแทบพังอย่างยิ่งยวด “นั่นน่ะสิเพคะ หม่อมฉันเองก็ตกใจที่ได้ยินมาว่าฝ่าบาทมีประกาศแต่งตั้งให้จางกุ้ยเฟยดำรงตำแหน่งฮองเฮา มีพระยศเท่าเทียมกับพระนางทุกประการ ทั้งๆ ที่ก่อนสิ้นพระชนม์มีตำแหน่งเป็นเพียงแค่กุ้ยเฟย องค์รัชทายาทก็ยังไม่ทันมี แถมยังไม่มีโอกาสเข้าพิธีส่งตัวกับฝ่าบาทด้วยซ้ำแต่กลับแต่งตั้งให้ดำรงพระยศสูงสุดของฝ่ายในนี้ได้อย่างไรกัน” นางกำนัล ยวี่เยี่ยนจีบปากจีบคอแสดงความคิดเห็นของตนเองเป็นการใหญ่ “ไม่ได้! ข้าไม่ยอม! ตำแหน่งฮองเฮาของต้าถังมีเพียงตำแหน่งเดียวไม่เคยมีฮ่องเต้ในสมัยใดแต่งตั้งฮองเฮาพร้อมกันสองคนแบบนในขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลเฉิน “ฮูหยินขอรับ! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เสียงของฮุ่ยคังดังมาก่อนตัว จนทำให้ลี่เซียนซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนเพราะมีอาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะมาตั้งแต่ช่วงเช้ารู้สึกตัวขึ้นมาโดยพลัน ร่างอรชรลุกจากเตียงก่อนจะเดินโซซัดโซเซเพื่อไปเปิดประตูให้กับพ่อบ้านคนซื่อที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนในขณะนี้ “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ร้องเรียกหาข้าจนดังไปทั่วบ้านเช่นนี้” โฉมงามเอ่ยถามด้วยความแปลกใจพลางสังเกตสีหน้าของพ่อบ้านวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยอาการร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “แล้วนี่ไปซื้อของในเมืองมาทำไมจึงเห็นเจ้าเพียงคนเดียว ลี่อิงไปไหน!” ลี่เซียนถามหาพี่เลี้ยงคนซื่อของนางทันทีและเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “คือว่าลี่อิงนางยังคงอยู่ในตัวเมืองอี้โจวขอรับฮูหยินไม่ได้กลับมาด้วย แต่ให้บ่าวรีบกลับมารายงานให้นายท่านกับฮูหยินรีบหลบหนีออกไปจากบ้านสกุลเฉินก่อนจะมีอันตราย” คำกล่าวของฮุ่ยคังทำให้โฉมงามขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทั
เมืองอี้โจว ภายในตัวเมืองในย่านการค้าเต็มไปด้วยชาวเมืองอี้โจว กำลังเดินจับจ่ายหาซื้อสินค้าที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้ในครัวเรือน ของป่ามากมายวางขายดาษดื่นจนเต็มไปหมด ทั้งผ้าแพรพรรณรวมไปถึงเครื่องประดับและของกินของใช้อื่นๆ มีให้เลือกจนละลานตา ลี่อิงกำลังเดินจับจ่ายซื้อของโดยมีพ่อบ้านฮุ่ยคังเดินตามหลัง คอยช่วยถือของให้นางไม่ห่าง พี่เลี้ยงคนซื่อกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตามรายการที่คุณหนูของนางจดให้มาซื้อจนยาวเป็นหางว่าว ลี่อิงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสกุลเฉินมานานกว่าสองเดือนแล้ว กลายเป็นชาวเมืองอี้โจวเต็มตัว ชีวิตซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้คุณหนูของนางมีความสุขเป็นยิ่งนักในฐานะฮูหยินของตระกูลจ้าว โดยมีบ่าวไพร่เก่าแก่ของสกุลเฉินและลี่อิงคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อสองสามีภรรยาที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันในขณะนี้ ร่างอวบเดินผ่านผู้คนย่านตลาดการค้าพร้อมถือรายการที่จดใส่ในกระดาษมาไล่เลียงอีกครั้งว่าหาซื้อครบทุกรายการตามที่คุณหนูของนางสั่งมาครบหรือไม่ ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นหูนางเป็นยิ่งนั
รับสั่งขององค์ฮ่องเต้ทำให้หยุนซีหวนนึกถึงวันที่นางแอบได้ยิน ลี่อิงพูดคุยเรื่องการเดินทางกับแม่ทัพหนุ่มชื่อก้องว่าจะเดินทางไปที่ใด เพียงแต่ได้ยินไม่ค่อยชัดเจนเนื่องจากจุดที่นางแอบฟังอยู่ในขณะนั้นค่อนข้างไกลพอสมควร “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลเพิ่มเติมเพคะ” เสวียนจงฮ่องเต้หันกลับมาทอดพระเนตรเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “มีอะไรก็ว่ามา” รับสั่งอนุญาต พี่เลี้ยงร่างอวบรวบรวมความกล้าพร้อมทบทวนเหตุการณ์ในวันที่นางแอบได้ยินการพูดคุยระหว่างเพื่อนรักกับจ้าวเทียนอี้ออกไปทันใด “กราบทูลฝ่าบาท วันที่ลี่อิงกำลังจะออกจากวังหลวงหม่อมฉันบังเอิญเดินผ่านไปเห็นแม่ทัพจ้าวเทียนอี้กับลี่อิงกำลังคุยถึงเรื่องการเดินทาง ได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไรนักแต่เท่าที่จับใจความได้ หม่อมฉันได้ยินท่านแม่ทัพจ้าวเอ่ยถึงเมืองอี้โจวเพคะ” และนั่นทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ลุกประทับจากพระเก้าอี้ทันที จนนางพี่เลี้ยงปากดีรีบหมอบลงพื้นแทบไม่ทัน “ว่าอะไรนะ! เจ้าได้ยินจ้าวเทียนอี้เอ่ยถึงเมืองอี้โจวอย่างนั้นเหรอ!” รับสั่งสุรเสียงดังก้องจนทุกชีวิตในบ้านสกุล
เมืองลั่วหยางณ บ้านสกุลจาง พระเนตรดำใหญ่ทอดพระเนตรป้ายชื่อสกุลจางซึ่งติดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังงามของคหบดีผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งเมืองลั่วหยาง พระพักตร์คมดุทอดพระเนตรประตูบานใหญ่ปิดสนิทอยู่ในขณะนี้ ก่อนจะถูกเปิดออกด้วยฝีมือของบ่าวไพร่ที่อยู่ภายใน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นบุรุษหนุ่มในวัยสามสิบต้นๆ ยืนอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์นับสิบชีวิต “อะ... เอ่อ... พวกท่านต้องการพบผู้ใดอย่างนั้นเหรอขอรับ” บ่าวผู้ชายเอ่ยถามไถ่ออกไป ครั้นเมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์แปลกหน้ายืนอออยู่ตรงหน้าประตู แต่ละคนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูเพียงพิศแรกก็ล่วงรู้ทันทีว่าอยู่ในฐานะชนชั้นสูง โดยเฉพาะบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ ในชุดสีน้ำเงินเป็นมันเลื่อม กำลังยืนเอามือไพล่หลังพร้อมมองมาที่บ่าวคนดังกล่าว ฮ่องเต้หนุ่มซึ่งอยู่ในคราบของชายสามัญชนมีรับสั่งกลับไป “ข้ามาพบฮูหยินจางมารดาของจางลี่เซียน” รับสั่งถึงมารดาผู้ให้กำเนิดนางในดวงใจ “อ่อ... พวกท่านมาช้าไปเสียแล้ว นายหญิงเพิ่งจะถึงแก่กรรมไปเมื่อสิบวันก่อนนี่เอง” คำกล
ฮ่องเต้หนุ่มถอนพระทัยพร้อมคลายพระหัตถ์ออกจากท่อนพระกรทันที ก่อนจะพระดำเนินกลับไปประทับนั่งลงบนพระเก้าอี้ตามเดิม “ขอบใจที่อุตส่าห์เข้าห้องเครื่องเสวยปรุงโสมมาให้ข้า ที่หลังไม่ต้องปรุงมาให้ เก็บไว้สำหรับตัวเจ้าจะเป็นประโยชน์กว่า วันนี้เจ้ามาก็ดีแล้วข้าก็จะมอบหมายให้ดูแลวังหลวงตลอดจนถึงฝ่ายในทุกฝ่ายเพราะข้าจะไม่อยู่” รับสั่งของพระสวามีทำให้พระขนงที่โค้งดั่งวงพระจันทร์ขมวดเข้าหากันโดยพลัน “ฝ่าบาทจะเสด็จไปไหนเพคะ ทรงไม่ประทับอยู่ในวังหลวงเช่นนี้ หรือว่ามีข้าศึกบุกประชิดพรมแดนอย่างนั้นเหรอ หม่อมฉันมิเห็นได้ข่าวการเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยหรือแม้แต่จะมีกลุ่มกบฏก่อตัวขึ้นในต้าถังเลยนะเพคะ” รับสั่งของเว่ยฮองเฮาทำให้เสวียนจงฮ่องเต้แสยะพระโอษฐ์ออกมาทันที “แหม! เจ้าช่างล่วงรู้การเคลื่อนไหวของแผ่นดินต้าถังเสียจริง เว่ยเฟยหลงบิดาของเจ้าคงจะบอกให้ล่วงรู้ล่ะสิ แต่ก็ช่างเถอะเจ้ารอบรู้เรื่องต่างๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว ช่วงที่ข้าออกตรวจเยี่ยมราษฎรจะได้เบาใจ เพราะอย่างน้อยข้าก็คิดว่าเจ้าจะต้องหวงแหนแผ่นดินต้าถังในฐานะฮองเฮายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งมวล
พระตำหนักจินหลง ร่างสันทัดของเหวินอี้ถึงกับยืนนิ่งไปทันที เมื่อได้ยินรับสั่งขององค์ฮ่องเต้จะเสด็จไปราชการต่างพื้นที่ กงกงวัยกลางคนถึงกับงงงันเมื่อจู่ๆ องค์ฮ่องเต้ก็จะเสด็จออกจากวังหลวงเพื่อไปตรวจเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลยิ่งนัก และเสด็จไปไกลถึงเมืองอี้โจวเลยทีเดียว “ฝ่าบาท... จะเสด็จไปตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นการส่วนพระองค์ โดยมิมีกองทัพติดตามเสด็จ มิหนำซ้ำยังเดินทางในคราบสามัญชนมีเพียงกองทหารองครักษ์เท่านั้นจะทรงทำเช่นนี้จริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ มันอันตรายแก่พระชนม์ชีพยิ่งนัก ทรงเปลี่ยนพระทัยเถิดกระหม่อมกลัวแทนพ่ะย่ะค่ะ” เหวินอี้กราบทูลด้วยความทุกข์ใจ และคำกราบทูลของกงกงคนสนิท ทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ทรงพระสรวลอยู่ในพระศอออกมา “เจ้ากังวลเกินกว่าเหตุ ยิ่งเดินทางแบบเป็นทางการมันจะทำให้ข้าเป็นอันตรายมากยิ่งไปกว่าเดิม เดินทางในคราบสามัญชนนี่แหละถูกต้องแล้ว นานแล้วที่ข้าไม่ได้ล่วงรู้ความเป็นอยู่ของประชาชน นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มานานหลายปีก็อยู่แต่ในวังหลวง นี่เป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งยวดในยามเว้นว่างจากศึกสงครามทั้งภายในและภ







