เข้าสู่ระบบแสงแรกของวันยังไม่ทันจับขอบฟ้า หรูอวี้เซียงลืมตาตื่นขึ้นมาในความเงียบของเช้าตรู่ เธอพลิกตัวเล็กน้อยก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีอ่อนเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนังที่ชี้เวลาตีห้าครึ่ง
“ยังเช้าอยู่เลย” เธอพึมพำกับตัวเอง
แต่ทว่าเมื่อเปิดประตูออกจากห้องนอน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของโจ๊กที่กำลังถูกปรุงลอยมาจากในครัว
“ย่าตื่นก่อนฉันอีกแล้ว” หรูอวี้เซียงหัวเราะก่อนที่เธอจะเดินตรงไปตามกลิ่น
ฮัวอวี้หลินที่อยู่ด้านในครัวกำลังวุ่นวายอยู่กับการคนโจ๊กในหม้อ ด้านข้างมีเครื่องเคียงเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นผักดองหรือปาท่องโก๋ตัวเล็ก
“ย่าคะ ตื่นเช้าขนาดนี้อีกแล้วเหรอ?” หรูอวี้เซียงเอ่ยพลางเดินเข้าไปใกล้
“เซียงเอ๋อร์ ตื่นแล้วเหรอลูก? กำลังจะเรียกอยู่พอดี” ฮัวอวี้หลินยิ้มพลางหันมามองหลานสาว ก่อนจะตักโจ๊กใส่ถ้วย
หรูอวี้เซียงยกยิ้มบาง ๆ “ย่าให้ฉันช่วยอะไรไหมคะ?”
ฮัวอวี้หลินส่ายหน้า “ไม่ต้องเลย แค่มากินข้าวพร้อมย่าก็พอแล้ว”
“แต่ย่าเหนื่อยนะคะ ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันช่วยบ้าง” หรูอวี้เซียงพูดพลางเดินไปหยิบถ้วยอีกใบเพื่อเตรียมจัดโต๊ะ
“เด็กโง่ ย่ายังไหวอยู่” ฮัวอวี้หลินตอบเสียงกลั้วหัวเราะ
ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะไม้เล็ก ๆ กลางห้องโถง หรูอวี้เซียงมองโจ๊กที่ควันลอยฉุยและยกยิ้มด้วยความสุข
“โจ๊กของย่าอร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ”
ฮัวอวี้หลินหัวเราะออกมา “ปากหวานแบบนี้ต้องกินให้หมดนะ”
บรรยากาศในบ้านหลังเล็กอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของสองย่าหลาน เสียงหัวเราะและบทสนทนาทำให้เช้านี้เป็นอีกวันที่หรูอวี้เซียงรู้สึกว่าการกลับมาที่นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต
หลังจากย่ากับหลานช่วยกันเก็บล้างถ้วยชามเรียบร้อย หรูอวี้เซียงเช็ดมือบนผ้าผืนเล็กก่อนจะเดินเข้าไปหาย่าที่กำลังจัดการกับสมุนไพรตากแห้งในตะกร้า
“ย่าคะ ปกติย่าทำอะไรบ้างในแต่ละวัน? ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่เคยถามมาก่อนเลย” คนเป็นหลานเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ฮัวอวี้หลินเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวคนเดียว พร้อมรอยยิ้มบาง “ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากรู้ล่ะลูก?”
“ก็ฉันกลับมาอยู่ที่นี่แล้วนี่ค่ะ ฉันอยากช่วยแบ่งเบาภาระของย่าบ้าง” หรูอวี้เซียงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฮัวอวี้หลินส่งเสียงหัวเราะก่อนจะวางตะกร้าสมุนไพรลงบนโต๊ะ “ย่าก็ไม่มีอะไรมากหรอกลูก ส่วนใหญ่ย่าก็จัดการเรื่องพวกนี้แหละ เก็บผักผลไม้ ขายสมุนไพรที่ตากแห้ง แล้วก็ปลูกพืชในสวนหลังบ้าน”
หรูอวี้เซียงเลิกคิ้วด้วยความสนใจ “สมุนไพรพวกนี้ย่าเอาไปขายที่ไหนคะ?”
“ตลาดในหมู่บ้านนะลูก มีพ่อค้าจากที่อื่นมารับไปขายต่ออีกที หรือไม่ก็คนในหมู่บ้านมาซื้อกันเอง”
“แล้วในสวนหลังบ้าน ย่าปลูกอะไรบ้างคะ?”
ฮัวอวี้หลินลุกขึ้นเดินนำหลานสาวไปยังประตูหลังบ้าน ก่อนจะเปิดออก สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของทั้งสองคนคือพื้นที่กว้างที่เต็มไปด้วยพืชผักสมุนไพรหลากหลายชนิด
“นี่ไง พวกผักสวนครัว สมุนไพรพื้นบ้าน ส่วนโน้นก็มีต้นไม้ผลเล็ก ๆ พวกมะม่วงกับฝรั่ง”
หรูอวี้เซียงมองดูอย่างตื่นตาตื่นใจ “ย่าเก่งจังเลยค่ะ ทำทั้งหมดนี้คนเดียวได้ยังไง?”
“ใช่ที่ไหนล่ะลูก ย่ามีจ้างเพื่อนบ้านมาช่วยในช่วงเวลาเก็บเกี่ยว แต่งานส่วนใหญ่ย่าก็มักจะทำเองซึ่งย่าชินเสียแล้ว” ฮัวอวี้หลินตอบพร้อมรอยยิ้ม
“งั้นต่อไปนี้ฉันจะช่วยย่าเองค่ะ” หรูอวี้เซียงพูดด้วยความมุ่งมั่น
ฮัวอวี้หลินยิ้มอย่างอ่อนโยน “ย่าดีใจที่หลานกลับมาอยู่ที่นี่นะเซียงเอ๋อร์ แต่ย่าก็อยากให้หลานมีชีวิตที่ตัวเองเลือกด้วย”
หรูอวี้เซียงจับมือของย่าเอาไว้แน่น “ย่าคะ ชีวิตที่ฉันเลือกคืออยู่กับย่า และทำให้ที่นี่เป็นที่ที่มั่นคงสำหรับเราทั้งสองคนค่ะ”
ฮัวอวี้หลินมองหลานสาวด้วยสายตาเปี่ยมความรัก “งั้นย่าฝากด้วยนะ เซียงเอ๋อร์”
ทั้งสองยิ้มให้กัน ขณะที่สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านสวนหลังบ้านที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
แสงอันอบอุ่นของช่วงเช้าเริ่มเปลี่ยนเป็นแสงร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรูอวี้เซียงและย่าของเธอยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานในสวนหลังบ้านจนลืมเวลา แต่ทันใดนั้น เสียงเห่าดังลั่นของเจ้าเฮยก็ทำให้ทั้งสองสะดุ้งเงยหน้าขึ้น
“มีคนมาค่ะย่า?” หรูอวี้เซียงพูดพลางหันไปมองเจ้าสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังวิ่งตะบึงออกไปยังรั้วบ้าน
ฮัวอวี้หลินยกมือขึ้นปาดเหงื่อพลางยิ้ม “ดูเหมือนจะมีแขกมา หลานไปดูสิลูก”
หรูอวี้เซียงพยักหน้ารีบก้าวเท้าตามเจ้าเฮยไป และเมื่อเดินมาถึงประตูบ้าน เธอก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นโม่ไห่ตงยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับน้องสาวของเขา โม่เข่อซิง
“พี่ไห่ตง? เข่อซิง?” เธอเรียกชื่อทั้งสองด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
โม่ไห่ตงยิ้มบาง ๆ ขณะที่โม่เข่อซิงวิ่งเข้าไปหาหญิงสาวด้วยความตื่นเต้น
“พี่เซียงเซียง! ฉันคิดถึงพี่มากเลย!”
หรูอวี้เซียงหัวเราะและอ้าแขนกอดโม่เข่อซิงที่โถมตัวเข้าหาเธอ “ฉันก็ดีใจที่ได้เจอเธอเหมือนกัน เข่อซิง”
โม่ไห่ตงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะพูดขึ้น “เข่อเอ๋อร์อยากมาหาเธอ พอรู้ว่าพี่จะมาก็ร่ำร้องตามมาด้วย”
“พี่มาหาฉันแต่เช้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?” หรูอวี้เซียง ถามพร้อมเลิกคิ้วขึ้นสูง
“เอาไว้พี่ค่อยบอก ตอนนี้เธอพาพวกเราไปทักทายย่าฮัวก่อนดีไหม” โม่ไห่ตงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หรูอวี้เซียงพยักหน้า “ได้ค่ะ ย่าคงดีใจที่ได้เจอพี่และเข่อซิง”
ทั้งสามเดินเข้ามาในบ้าน เจ้าเฮยที่เคยวิ่งไปต้อนรับก็เดินกลับมานั่งเฝ้าข้างย่าอย่างภักดี ฮัวอวี้หลินหันมายิ้มเมื่อเห็นแขกที่มาเยือน
“อ้าว ไห่ตงกับเข่อซิง มาได้ยังไงจ๊ะ?” หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงยินดี
“พวกเราแวะมาทักทายนะครับ” โม่ไห่ตงตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะอธิบายเพิ่ม “เข่อซิงอยากเจอเซียงเซียง และผมเองก็มีเรื่องอยากปรึกษากับเซียงเซียงรวมถึงย่าด้วย”
ฮัวอวี้หลินพยักหน้า “เข้ามานั่งพักก่อน เดี๋ยวย่าจะชงน้ำให้”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะย่า ฉันจะไปชงเอง” หรูอวี้เซียง รีบพูดและลุกขึ้นไปที่ครัว
ในขณะที่เธอกำลังชงน้ำชา เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเข่อซิงและบทสนทนาระหว่างย่ากับโม่ไห่ตงดังลอดเข้ามา ทำให้บรรยากาศในบ้านดูอบอุ่นและคุ้นเคย
เมื่อหรูอวี้เซียงกลับมาพร้อมถาดน้ำชา เธอวางมันลงบนโต๊ะและนั่งลงด้านข้างของย่า
“พี่ไห่ตง เรื่องที่พี่อยากปรึกษา… มันสำคัญมากไหมคะ?”
“พี่จะมาปรึกษากับย่าฮัวเรื่องขอซื้อที่ดิน ส่วนอีกเรื่องเอาไว้พี่จะบอกเธอภายหลัง” ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม
ดังนั้นหรูอวี้เซียงจึงนั่งฟังการสนทนาระหว่างย่ากับโม่ไห่ตงด้วยความสงบ เธอรู้ดีว่าชายหนุ่มตั้งใจจะทำการเกษตรบนที่ดินที่เขาขอซื้อ และหล่อนเองก็ไม่ได้แปลกใจเพราะเธอรู้ว่าความตั้งใจของเขามุ่งหวังที่จะสร้างสิ่งที่ยั่งยืนสำหรับอนาคตเหมือนกันกับเธอ
หลังจากการพูดคุยตกลงเรื่องที่ดินระหว่างโม่ไห่ตงกับฮัวอวี้หลินจบลง หญิงชราก็หันไปมองโม่เข่อซิงที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“เข่อซิง หนูสนใจไปดูสวนผลไม้กับย่าไหม? ช่วงนี้มีผลไม้หลายชนิดที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว”
โม่เข่อซิงยิ้มกว้างทันที “ได้ค่ะย่า หนูอยากไปมากเลยค่ะ!”
ฮัวอวี้หลินหัวเราะก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมชี้ไปทางสวนหลังบ้าน “งั้นไปกันเถอะลูก เซียงเอ๋อร์เดี๋ยวย่าจะพาเข่อซิงไปดูสวน หลานอยู่กับไห่ตงนะ”
“ได้ค่ะย่า” หรูอวี้เซียงตอบพร้อมรอยยิ้ม
โม่เข่อซิงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางตื่นเต้น “ไปค่ะย่า หนูอยากเห็นผลไม้ของย่าจะแย่แล้ว”
ก่อนที่เธอจะเดินตามฮัวอวี้หลินออกไป โม่เข่อซิงหันมามองพี่ชายและพี่สาวคนสนิทด้วยแววตาซุกซน เธอขยิบตาให้โม่ไห่ตงข้างหนึ่งอย่างจงใจท่าทีเต็มไปด้วยความรู้ทัน
โม่ไห่ตงยิ้มน้อย ๆ กับท่าทางของน้องสาว ขณะที่หรูอวี้เซียงมองเด็กสาวอย่างงุนงง
“เข่อซิงเป็นอะไรหรือเปล่า? เมื่อกี้ทำไมขยิบตาแบบนั้น?”
โม่เข่อซิงยิ้มแฉ่งก่อนตอบ “เปล่าค่ะพี่เซียงเซียง หนูไปก่อนนะคะ”
หรูอวี้เซียงหัวเราะเล็กน้อย “เข่อซิงนี่น่ารักเหมือนเดิมเลยนะคะ”
โม่ไห่ตงถอนหายใจพร้อมรอยยิ้ม “เธอรู้มากเกินไปต่างหาก” แม้ปากของเขาจะพูดออกไปแบบนั้นทว่าในใจกลับรู้สึกอบอุ่นที่มีน้องสาวอย่างเข่อซิง
ทันใดนั้นระบบ Warborn ได้แจ้งเตือนเสียงดังขึ้นในหัวของเขาตรวจพบความเคลื่อนไหวในรัศมี 200 เมตร ด้านหน้า!“เตรียมพร้อมทุกคน! อีก 200 เมตร ทาง 12 นาฬิกามีการเคลื่อนไหว” โม่ไห่ตงออกคำสั่งพร้อมยกอาวุธขึ้นเตรียมพร้อมเงาร่างหลายสิบเคลื่อนตัวออกมาจากซากอาคาร กลุ่มผู้ติดเชื้อระดับสูงที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็วและดวงตาแดงฉานพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา“ยิงที่หัว! ห้ามให้มันเข้าประชิด!” เสียงสั่งการของโม่ไห่ตงดังก้อง ขณะที่เสียงปืนและพลาสม่าบลาสเตอร์ระดมยิงใส่กลุ่มผู้ติดเชื้อการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด โม่ไห่ตงเคลื่อนตัวหลบหลีกอย่างว่องไว เปิดโล่พลังงานส่วนตัวเพื่อป้องกันตัวและทีม ขณะที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทางในช่วงหนึ่ง “ระวังข้างหลัง!” เสียงเตือนจากหลิวจินดังขึ้น โม่ไห่ตงหันกลับทันเวลาก่อนจะใช้ดาบพลังงานจากระบบฟันใส่ผู้ติดเชื้อที่พุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียดหลังการต่อสู้อันดุเดือดสิ้นสุดลงซากผู้ติดเชื้อนอนเกลื่อนพื้น ทหารทุกคนหอบหายใจหนักด้วยความเหนื่อยล้า แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พัก ระบบ Warborn ก็แจ้งเตือนอ
โม่ไห่ตงเงยหน้ามองเฉินเจียว แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของมารดาทำให้หัวใจของเขาพลันอบอุ่นขึ้นมา“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะดูแลตัวเองให้ดี” โม่ไห่ตงเผยรอยยิ้มบางก่อนหันมาทางคนรัก“เซียงเซียง เราต้องช่วยคนให้มากที่สุด แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบที่เราควบคุมได้”หรูอวี้เซียงพยักหน้า พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแสดงความจริงจัง “พี่พูดถูก ฉันจะยอมมอบวัคซีนนี้ให้ก็ต่อเมื่อเรามั่นใจว่ามันจะถูกใช้ในทางที่ถูกต้อง และไม่ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของใคร”“ถ้าอย่างนั้น เราควรไปคุยกับท่านผู้นำโดยตรง” โม่ไห่ตงเสนอในขณะที่ทั้งสองกำลังปรึกษากัน ระบบ Warborn ก็แสดงการแจ้งเตือนบนหน้าจอโปร่งใสที่ลอยอยู่ตรงหน้า[พบผู้ติดเชื้อกลุ่มใหม่ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือระดับความเสี่ยงสูง]“ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นเลย” หรูอวี้เซียงหันไปมองโม่ไห่ตง ก่อนที่เธอจะพูดต่อ “เราต้องรีบไปพบท่านผู้นำ ก่อนที่ทุกอย่างจะย่ำแย่ไปมากกว่านี้”ทางด้านเฉินเจียวกับโม่เข่อซิงได้มองชายหนุ่มหญิงสาวด้วยแววตาแห่งความภาคภูมิใจระคนชื่นชมณ ศูนย์บัญชาการฉุกเฉินที่ถูกตั้งขึ้นมาชั่วคร
รุ่งเช้าวันต่อมา หลังจากเกิดเหตุการณ์บุกชิงข้อมูลที่ศูนย์บัญชาการ นายพลจูเก่อหลางได้เข้าพบท่านผู้นำและรายงานสถานการณ์โดยละเอียด ความตึงเครียดก่อตัวขึ้นเมื่อผู้นำตระหนักถึงภัยคุกคามใหญ่มากกว่าที่เคยคาดไว้“เราต้องเร่งพัฒนาวัคซีนและหาทางควบคุมการแพร่ระบาดนี้ให้เร็วที่สุด” นายพลลู่กล่าวเสียงเครียดก่อนจะพูดต่อเมื่อนึกถึงเรื่องที่หรูอวี้เซียงเคยพูดไว้“ผมคิดว่าหรูอวี้เซียงน่าจะเป็นคนเดียวที่ช่วยเราได้ในตอนนี้” คนในทีมต่างเห็นพ้องกับคำพูดของเขาดังนั้นในเวลาต่อมา คณะผู้นำพร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ระดับสูงนำโดยโม่ไห่ตงที่กลับมารายงานตัวหลังเสร็จสิ้นภารกิจได้นำพวกเขาเข้าสู่บ้านของหรูอวี้เซียงที่เจ้าตัวกำลังยืนรออยู่อย่างรู้อยู่แล้ววจากการบอกกล่าวของไหหม่าผ่านการสื่อสารกับโม่ไห่ตงใบหน้าของหรูอวี้เซียงเต็มไปด้วยความสงบอย่างไม่แปลกใจในการมาของพวกเขา“พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ผมได้ยินมาว่าคุณมีความสามารถในการพัฒนาวัคซีนและที่สำคัญคุณมีห้องทดลองส่วนตัวที่ครบครัน ผมอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าห้องทดลองของคุณมีอะไรบ้าง” หลังเสร็จสิ้นการทักทายท่านผู้นำ
โม่ไห่ตงยิ้มอ่อนโยน “ผมสัญญาครับแม่ ผมจะกลับมาให้เร็วที่สุด”บรรยากาศในห้องผู้ป่วยเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรักของครอบครัว เสียงหัวเราะและคำให้กำลังใจดังก้องอยู่ในใจของทุกคน แม้ว่าการจากลาจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่พวกเขาต่างเชื่อมั่นว่าโม่ไห่ตงจะกลับมาพร้อมชัยชนะและความปลอดภัยตกเย็นภายในวันเดียวกันหรูอวี้เซียงได้นำสิ่งของที่ตัวเองเตรียมไว้มอบให้กับคนรัก“พี่ไห่ตง ของที่ฉันวางอยู่ตรงนี้พี่เก็บเข้าไปในระบบของพี่ให้หมดนะคะ และถ้าหากว่าพี่ต้องการความช่วยเหลือหรือมีอะไรเร่งด่วนให้เอไอในมิติของพี่ติดต่อมากับไหหม่าโดยตรงเพราะระบบของเราได้เชื่อมกันไว้แล้ว”“เข้าใจแล้ว เซียงเซียง ขอบคุณมากนะ เธอเตรียมทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบเสมอ”หรูอวี้เซียงยิ้มบาง “ฉันแค่ต้องการให้พี่ปลอดภัย พี่ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะ และอย่าใช้พลังงานระบบเกินขีดจำกัด”โม่ไห่ตงหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู หลังได้ยินคำพูดนี้ “เธอเหมือนเป็นหัวหน้าทีมสนับสนุนให้พี่เลยนะ”“ฉันก็แค่ห่วงพี่ ถ้าพี่เป็นอะไรไปใครจะกลับมาช่วยฉันดูแลหมู่บ้านล่ะ” หรูอวี้เซียงแสร้งพูดติดตลกแต่ในแววตากลับฉายชัดถึ
รุ่งเช้าวันถัดมา ในขณะที่หรูอวี้เซียงกำลังทำอาหารเช้าให้กับย่าและแขกอย่างปู่โม่กับคนรัก เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นก่อนจะมีเสียงของหลี่ไห่ตามมา“ไห่ตงอยู่ที่นี่ไหม” น้ำเสียงของผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนค่อนข้างเสียงดังจนแม้แต่เสี่ยวเฮยยังยกหัวขึ้นมาดูก่อนจะเดินนวยนาดมาทางเขา“ผมขอออกไปดูก่อนนะครับ” โม่ไห่ตงพูดขึ้นกับคนในบ้านพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกมาทางหน้าประตูชั้นนอกเมื่อประตูเปิดออกเขาก็พบกับกลุ่มคนตรงหน้า โม่ไห่ตงมองพวกเขาด้วยสายตาสงสัยแฝงความกังวล เพราะหนึ่งในผู้มาเยือนมีผู้พันหลี่เจี่ยอยู่ด้วย ร่วมกับหลี่ไห่และหลิวจิน ดังนั้นเขาจึงผายมือเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้ามานั่งในเรือนรับรองกลางบ้าน“อาหลี่ หลิวจิน ผู้พันหลี่ ทุกคนเข้ามานั่งก่อนครับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าถึงได้พากันมาแต่เช้า?”ผู้พันหลี่สบตาโม่ไห่ตง ก่อนจะยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“นี่คือคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการจูเก่อหลาง ทางหน่วย ของเราอยากเชิญนายกับหลิวจินให้เข้าร่วมหน่วยรบพิเศษอย่างเป็นทางการ”หลิวจินที่ถูกตามตัวมาด้วยเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ“หน่วย
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ เริ่มลอดผ่านหมอกหนาที่ลอยคลุมเกาะ หมู่บ้านดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับแฝงด้วยความตึงเครียดอย่างเงียบงัน ศาลากลางหมู่บ้านกลายเป็นสถานที่ประชุมสำคัญสำหรับการเจรจาครั้งนี้หรูอวี้เซียงเดินเข้ามาพร้อมกับโม่ไห่ตงและหลี่ไห่ ขณะที่ผู้พันหลี่เจี่ยกับผู้กองหวังลี่รออยู่ในศาลากลาง บรรยากาศภายในห้องประชุมค่อนข้างอึดอัดเล็กน้อย โม่ไห่ตงนั่งกอดอกข้างหรูอวี้เซียงดวงตาจับจ้องไปยังผู้พันหลี่เจี่ยอย่างไม่วางใจแม้ว่าพวกเขาจะรู้จักกันมาก่อนก็ตาม“เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย เราขอเสนอใช้พื้นที่บางส่วนของเกาะเป็นฐานบัญชาการชั่วคราว” ผู้พันหลี่เจี่ยเริ่มเปิดการเจรจาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “และเรายินดีให้ความช่วยเหลือในการเสริมกำลังป้องกันรอบเกาะเพื่อรับมือกับภัยจากภายนอก”หลี่ไห่เหลือบมองหรูอวี้เซียงเป็นเชิงขอความคิดเห็น หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจน“เรายินดีให้ความร่วมมือค่ะ แต่เรามีเงื่อนไขว่าการบริหารจัดการภายในหมู่บ้านต้องยังคงเป็นของพวกเรา และห้ามเจ้าหน้าที่ของคุณก้าวก่ายหรือแทรกแ







