เข้าสู่ระบบเวลาต่อมา
19:45 น.
หลังจากที่ทานข้าวมื้อเย็นเสร็จต่างคนก็ต่างแยกย้าย ด้านของขวัญที่กลับเข้าห้องมาอาบน้ำ พอแต่งตัวอะไรเสร็จเธอก็พาตัวเองไปหาอีกคน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของเขามือเล็กข้างหนึ่งจึงยกขึ้นเคาะประตูห้องสองสามครั้ง
ก็อกๆๆ
รอไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าของห้อง ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ
“คราวหลังยัยหนูไม่ต้องเคาะประตูนะ ห้องฉันก็เหมือนห้องหนู หนูเข้าออกได้ตามสบายเลย”
“ค่ะ” ของขวัญพยักหน้าตอบรับทันทีขณะที่ยังคงยืนปักหลักอยู่หน้าประตู ก่อนจะได้ยินอีกคนพูดต่อ
“พูดอยู่หยกๆเหมือนจะเข้าใจแต่ไม่ทำตามนะ”
“คะ?” ของขวัญถึงกับงงเมื่อได้ยินเขาพูดมาเช่นนั้น
“ก็เมื่อกี้ฉันบอกอยู่ว่าห้องฉันก็เหมือนห้องหนู ฉันให้หนูเข้าออกได้ตามสบายเลย แล้วนี่ทำไมถึงไม่เข้ามา ถ้าฉันไม่บอกให้เข้ามาหนูจะยืนตรงนี้จนถึงเช้าเลยหรือไง”
ของขวัญถึงกับหน้าเจือนทันที ก่อนจะพูดกลับไปอย่างไม่เต็มเสียง
“ก็หนูเกรงใจหนิคะ” เพราะต่อให้เขาจะอนุญาตให้เธอเข้าห้องเขาได้อย่างตามใจ แต่เธอก็ยังมีความเกรงใจอยู่ดี
ด้านจอมทัพเมื่อเห็นเด็กสาวมีท่าทีกระอักกระอ่วน เขาจึงเลือกไม่ถือสา ก่อนจะจับจูงมือเล็กพาเธอเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูกลับอย่างเดิม โดยไม่ลืมกดล็อคกลอนเพื่อความเป็นส่วนตัว พอเดินมาถึงเตียงเขาก็จับเด็กสาวให้นั่งลงบนเตียงก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอพลางลูบศีรษะเล็กไปด้วย
“เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อน ถ้ายัยหนูง่วงก็นอนไปก่อนได้เลยนะ” ที่จริงก่อนหน้าเขากะว่าจะอาบน้ำให้ตัวหอมๆรอเด็กสาวมานอนด้วย แต่เพราะมีบัญชีรายรับรายจ่ายของสวนทุเรียนที่ต้องคิดจึงยังไม่ได้อาบน้ำ พอคิดบัญชีเสร็จเด็กสาวก็มาพอดี
“ค่ะ” ของขวัญพยักหน้าตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ ก่อนที่อีกคนจะก้มลงมาหอมแก้มนุ่มนิ่มของเธอฟอดใหญ่เพราะอดใจทนมองความน่ารักของเธอเฉยๆไม่ไหว จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวสีขาวที่แขวนไว้บนที่แขวนข้างตู้เสื้อผ้า ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำที่มีอยู่ในตัวห้องนอน แต่ไม่วายหันกลับไปส่งยิ้มให้เด็กสาวที่นั่งมองเขาตาแป๋วอยู่บนเตียงก่อนที่จะปิดประตูห้องน้ำลง
จากนั้นทางด้านของขวัญก็นั่งๆนอนๆอยู่บนเตียงพลางเล่นโทรศัพท์ที่ถือติดมือมาด้วยเพื่อฆ่าเวลารออีกคนอาบน้ำ แต่ทว่าด้วยความที่วันนี้เธอเผชิญกับเรื่องราวมากมายอีกทั้งเมื่อคืนก็แทบจะไม่ได้นอนทั้งคืน ร่างกายก็เลยเหนื่อยล้าสะสม จึงทำให้อ่อนเพลียจนผล็อยหลับไป
ประมาณสิบห้านาทีต่อมาร่างสูงใหญ่ก็เปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ แต่ทว่าเมื่อมองไปยังเด็กสาวที่ตอนนี้กำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง ปากหนาก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู และไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปหาเธอ ก่อนจะโน้มตัวลงไปหาแล้วหอมซับศีรษะเล็กอย่างรักใคร่เอ็นดู จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ที่คาอยู่ในมือเล็กไปวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง ก่อนจะหันไปดึงผ้าห่มผืนหนาตรงปลายเตียงขึ้นมาห่มคลุมกายให้เด็กสาวจนถึงไหล่มนอย่างมิดชิด เสร็จก็พาตัวเองไปแต่งตัวให้เรียบร้อย
หลังจากนั้นจอมทัพก็ขึ้นมานอนกอดเด็กสาวบนเตียงอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน โดยให้เธอหนุนแขนเขาแทนหมอน ในคราแรกตั้งใจว่าอาบน้ำเสร็จคืนนี้เขาจะพาเธอทำกิจกรรมเสียเหงื่อบนเตียงด้วยกันสักหน่อย แต่เด็กสาวดันมาชิ่งหลับเสียก่อน จึงต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป แต่กระนั้นก็ไม่เป็นไรเพราะพรุ่งนี้ยังมี
ไม่นานจู่ๆคนหลับก็ขยับพลิกตัวไปมา ขณะสองขาเรียวเล็กพยายามถีบผ้าห่มออกจากตัว จอมทัพจึงเลือกที่จะมองดูเธอนิ่งๆ ก็ได้เห็นว่าเมียเด็กของตัวเองนอนดิ้นเหมือนกัน หรือที่ภาษาปากของคนใต้เรียกกันว่า นอนร้าย
เมื่อเห็นเช่นนั้นปากหนาก็ระบายยิ้มไม่หุบด้วยความเอ็นดูเมียเด็ก กระทั่งพอเห็นว่าเธอหยุดดิ้นแล้วค่อยๆนิ่งไป เขาจึงจับผ้าห่มที่เธอถีบออกขึ้นมาคลุมกายให้เธออย่างเดิม แต่ทว่าก็ถูกเธอสลัดออกทันทีพร้อมกับส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคออย่างคนรำคาญ
“อื้อ” ขณะที่ตายังคงหลับพริ้มแต่คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่ย จนเขาชักจะสงสัยว่าเธอหลับยังไงถึงได้หน้าย่นเหมือนลูกหมาสายพันธุ์ปั๊กขนาดนี้ ทว่าเธอก็ยังคงน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาเขาไม่เปลี่ยน และเมื่อเห็นว่าเด็กสาวค่อยๆนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้เขารอจนกว่าเธอจะหลับลึก เขาจึงจัดการห่มผ้าให้เธออีกครั้ง แต่ทว่าก็เหมือนเด็กสาวจะดิ้นอีก เขาจึงกอดเธอเอาไว้พลางมือใหญ่คอยตบก้นกลมมนเบาๆเพื่อกล่อมให้เธอหลับดีๆ ไม่ต่างอะไรกับพ่อแม่ที่กำลังตบก้นลูกน้อยเพื่อกล่อมให้หลับไป
ขณะเดียวกันในหัวก็หวนคิดถึงเรื่องในอดีตที่เขาเคยกระทำต่อเธอ แม้เด็กสาวไม่ได้ถือโทษโกรธเกลียดเขา แต่ทว่าความรู้สึกผิดก็ไม่เคยเลือนหายไปจากใจเขาเลย ใครจะไปคิดว่าเด็กสาวตัวน้อยๆที่เขากำลังนอนกอดอยู่ในตอนนี้จะเป็นคนที่เขาคิดทำร้ายในวันนั้น แม้จะไม่ใช่ความผิดของเขาทั้งหมด แต่ทว่าต้นเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็มาจากเขา จะให้ลบลืมความผิดของตัวเองเขาคงทำไม่ได้
ขณะที่กำลังจมอยู่กับความรู้สึกผิด เบ้าตาก็เริ่มร้อนผ่าว เขาจึงเงยใบหน้าขึ้นเล็กน้อย มองสูงเพื่อกลั้นน้ำตาของลูกผู้ชายไม่ให้ไหลออกมา เพราะตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยร้องไห้อีกเลย แต่ถึงแม้จะพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แค่ไหน ทว่าก็ไม่อาจกลั้นมันเอาไว้ได้เมื่อความรู้สึกมากมายในตอนนี้มันถาโถมเข้ามาเกาะกินใจแกร่ง จนในที่สุดน้ำใสๆมันก็ไหลออกจากตา ไหลลงเรื่อยๆกระทั่งหยดแหมะลงบนแก้มขาวเนียนของเด็กสาวโดยที่เขาไม่รู้ตัว
และมันก็ยังคงไหลต่อไปเรื่อยๆ หยดแหมะลงบนแก้มนุ่มนิ่มทุกหยาดหยด กระทั่งเจ้าตัวเริ่มรู้สึกตัวเมื่อรับรู้ถึงความเปียกชื้นบนแก้มตัวเอง ดวงตากลมโตจึงค่อยๆลืมขึ้นก่อนจะกระพริบตาถี่ๆเพื่อมองสิ่งตรงหน้าให้ชัดๆ แต่เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าร้องไห้อยู่ก็ทำเอาตกใจไม่น้อย จึงไม่รอช้าถามออกไปด้วยความเป็นห่วง
“นายหัว ร้องไห้ทำไมคะ”
“ยัยหนู” จอมทัพอุทานเรียกเด็กสาวด้วยความตกใจเมื่อก้มลงมามองเธอที่ไม่รู้ว่าตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ หากเธอไม่พูดเขาคงไม่รู้ว่าเธอตื่นแล้ว แต่ทว่าจะให้ปาดน้ำตาทิ้งตอนนี้คงไม่ทันเพราะเด็กสาวดันเห็นหมดแล้วว่าคนแก่อย่างเขาแอบนอนร้องไห้ ไม่นานก็ได้ยินเธอถามอีกครั้ง
“นายหัวร้องไห้ทำไมคะ”
สิ้นคำถามของเด็กสาว จอมทัพจึงเลือกมองเธอนิ่งๆโดยไม่คิดจะตอบคำถามของเธอ แต่กลับพูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูดกับเธอออกไปโดยพยายามบังคับเสียงพูดไม่ให้สั่น
“ยัยหนู ฉันขอโทษนะที่ฉันเคยคิดทำร้ายหนู ฉันขอโทษจริงๆ”
สิ้นคำขอโทษของอีกคน ของขวัญก็ดันตัวลุกขึ้นนั่ง ขณะที่เขาก็ลุกขึ้นนั่งตามเธอเช่นกัน ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามเขาอีก
“ร้องไห้เพราะเรื่องนี้เหรอคะ นายหัวยังคิดมากกับเรื่องนี้อยู่อีกเหรอ”
“ยัยหนู หนูถามฉันแบบนี้หนูไม่โกรธฉันบ้างเลยเหรอ”
“ไม่ค่ะ หนูมองว่ามันเป็นเรื่องในอดีต อีกอย่างตอนนั้นหนูยังไม่เกิดเลย ปัญหาในตอนนั้นหนูไม่ได้อยู่รับรู้ด้วยซะหน่อย”
“แต่ฉันเป็นต้นเหตุที่เกือบจะทำให้หนูไม่ได้เกิดมานะ”
“แล้วไงคะ หนูก็ยังอยู่ดีหนิ หนูเติมโตมาด้วยความรักของแม่ ต่อให้หนูจะอยากมีพ่อเหมือนคนอื่น แต่แม่ก็ไม่เคยทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร แม่เลี้ยงดูหนูมาอย่างดี เห็นไหมคะตอนนี้หนูโตเป็นสาวแล้ว”
จอมทัพถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสายเมื่อคำพูดทุกประโยคของเด็กสาวที่เขาได้ฟังแล้วมันบาดลึกถึงคั่วหัวใจ เธอช่างไร้เดียงสาและมีจิตใจที่บริสุทธิ์จนเขาที่เคยคิดร้ายกับเธอแทบจะอยากเอาปืนจอหัวแล้วลั่นไกใส่สมองตัวเองให้กระจาย ที่ตอนนั้นคิดทำร้ายเด็กสาวลงได้ยังไง เธอช่างน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้เขาคิดทำร้ายเธอลงได้ยังไงกัน
“ขอบคุณนะยัยหนูที่มีชีวิตอยู่ ขอบคุณแม่ของหนูที่ให้หนูได้เกิดมา ขอบคุณทุกๆอย่างที่ทำให้ฉันได้มีหนูในวันนี้”
สิ้นเสียงทุ้ม ของขวัญก็เลื่อนสองมือเล็กขึ้นมากอบกุมใบหน้าหล่อคมเข้มที่ห้อมล้อมไปด้วยหนวดเครา ก่อนจะเอ่ยพูดกับเขาพลางเช็ดน้ำตาออกจากแก้มสากอย่างอ่อนโยน
“เราอย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลยนะคะ หนูไม่ชอบเห็นนายหัวเศร้าแบบนี้เลย อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ ต่อจากนี้เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะคะ”
สิ้นเสียงหวานจอมทัพก็เลือนมือใหญ่ทั้งสองข้างมาจับสองมือเล็กที่กำลังจับหน้าเขาอยู่ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอไป
“ได้ งั้นเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะครับเด็กดี”
“ค่ะ” ของขวัญตอบรับทันที ก่อนจะเอ่ยพูดกับเขาต่อด้วยใบหน้ายิ้มๆ
“นานๆทีจะได้ยินนายหัวพูดครับ ต่อไปพูดบ่อยๆนะคะหนูชอบค่ะ”
“งั้นเหรอ แต่ฉันคิดว่าฉันพูดกับหนูบ่อยอยู่นะ” เนื่องจากไม่เคยพูดครับกับใครบ่อยนักเว้นแต่กับพ่อแม่ ส่วนกับเด็กสาวเป็นคนพิเศษที่เขาอยากพูดเพราะๆด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าสำหรับเธอจะมองว่าเขายังพูดครับน้อยไป ทั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองก็พูดออกจะบ่อย หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่ค่อยใช้หางเสียงกับใครบ่อยนักจึงทำให้รู้สึกพิเศษว่าตนพูดกับเด็กสาวตลอด
“ไม่บ่อยนะคะ นายหัวพูดอยู่แต่นานๆทีค่ะ”
“งั้นถ้ายัยหนูชอบคราวหลังฉันจะพูดบ่อยๆดีไหมครับ” ไม่พูดเปล่า มือใหญ่เลื่อนขึ้นมาลูบศีรษะเล็กอย่างรักใคร่เอ็นดู
“ดีค่ะ” เด็กสาวก็ตอบกลับทันทีอย่างฉะฉาน ขณะใบหน้ายิ้มแป้นจนอีกคนที่มองอยู่ยิ้มตามด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของเธอ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอต่อ
“งั้นยัยหนูมานอนต่อเถอะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ” พูดจบจอมทัพก็โน้มใบหน้าเข้าไปพูดต่อข้างๆใบหูเล็กอย่างหยอกเย้า
“หรือว่าถ้ายัยหนูไม่อยากนอนแล้ว จะทำอย่างอื่นก็ได้นะ ฉันอยู่เล่นเป็นเพื่อนหนูได้” ก่อนจะผละใบหน้าออกมาก็ทำให้เห็นแก้มสาวแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุกก็อดเอ็นดูไม่ได้ ก่อนจะได้ยินเสียงหวานตอบด้วยท่าทีลนลาน
“ไม่ดีกว่าค่ะ หนูง่วงแล้ว งั้นหนูนอนต่อนะคะ ฝันดีค่ะนายหัว” พูดจบของขวัญก็ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมกายพร้อมกับเอนตัวลงนอน เมื่อศีรษะถึงหมอนเธอก็รีบหลับตาลงทันที เพราะถ้าเกิดไม่รีบชิ่งนอนตอนนี้เธอก็อาจจะไม่ได้นอน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะซื่อไปบ้างและไร้เดียงสาไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะซื่อบื้อถึงขนาดไม่รู้ว่าที่เขาพูดหมายถึงอะไร
ด้านจอมทัพที่มองอยู่ก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอนตัวลงนอนข้างเด็กสาวแล้วสอดแขนแกร่งเข้าใต้ลำคอเล็ก โอบกอดเธอเข้ามาแนบอก จากนั้นก็หอมซับศีรษะเล็กอย่างรักใคร่เอ็นดู ก่อนจะเอ่ยพูดออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู
“ฝันดีนะครับยัยหนูของฉัน” แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้คนฟังจะยังฟังอยู่หรือหลับไปแล้ว จากนั้นก็มองหน้าเด็กสาวต่ออยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดใจหลับตาลง ยอมนอนตามเธอไปในที่สุด...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ