เข้าสู่ระบบ“คุณหนูรอง... ของมีค่าด้านใน ฮูหยินใหญ่เคยสั่งให้ขนออกไปตรวจสอบเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณหนูออกจากจวน เกรงว่าอาจจะ...” พ่อบ้านเฉินละล่ำละลักบอก เพราะรู้ดีว่าของข้างในถูกปล้นชิงไปเกือบหมดสิ้น “ตรวจสอบงั้นหรือ...”มู่หรงหลิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบเสียจนบ่าวไพร่ที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังพากันขนลุกชัน นางปรายตามองความว่างเปล่าของห้องโถงที่ครั้งหนึ่งเคยวิจิตรด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ทว่าบัดนี้กลับเหลือเพียงฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ“ตรวจสอบจนเหลือไว้เพียงคราบเลือดและรอยเล็บ... ฮูหยินใหญ่ ท่านช่างทำหน้าที่นายหญิงของจวนได้ไร้ที่ติจริงๆ” นางหันกลับมาสบตากับพ่อบ้านเฉิน สายตาคู่นั้นดุดันและทรงอำนาจจนชายชราต้องก้มหน้าหลบจนชิดอก “ของที่ถูกปล้นไป ข้าจะทวงคืนแน่พ่อบ้านเฉิน... ทั้งต้นและดอก” พ่อบ้านเฉินลอบปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ยามที่มู่หรงหลิงหันกลับมามองเขา สายตานั้นมิใช่สายตาของเด็กสาวกาลกิณีที่เขารู้จัก แต่มันคือสายตาของคนที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางทาง“ขอรับ... ข้าทราบแล้วขอรับ คุณหนูรอง” พ่อบ้านเฉินตอบด้วยเสียงสั่นละล่ำละลัก ในใจพลันตระหนักแล้วว่าตัวกาลกิณีที่ถูกขับไล่ไปเมื่อ
“ท่านพี่…ไม่ได้นะเจ้าคะ เรือนนั้นปิดตายมาสิบปีแล้ว” ฮูหยินใหญ่หวีดร้อง ทว่าแม่ทัพใหญ่กลับสะบัดหน้าหนี“ฮูหยิน...เรือนเซิ่งอวี่เป็นของฮูหยินรอง ในยามนี้หลิงเอ๋อร์ก็กลับมาแล้วก็ควรยกให้นาง... ไปเถิด หลิงเอ๋อร์ เอาตามที่เจ้าว่า… ในเมื่อมันเกี่ยวพันกับวาสนาของข้า เรือนเซิ่งอวี่...ก็เหมาะที่จะประดิษฐานป้ายมงคลนั้น...”“แต่เรือนนั้นถูกปิดตายไว้ตามคำสั่งท่านแม่ทัพ...ยังมิได้ทำความสะอาดเลยเจ้าค่ะ เกรงว่า…” แม่นมหลี่ท้วงเสียงแผ่ว เรือนนั่นถูกปิดตายไว้นับแต่มู่หรงหลิงจากไป ฮูหยินของนางก็มิเคยได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้าไปครอบครอง“ท่านพ่อสั่งปิดเพื่อรอมอบให้แก่ข้า ผู้เป็นบุตรีสายตรงของเจ้าของเรือนมิใช่หรือ ในเมื่อยังมิได้ทำความสะอาด ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกขอความเมตตา ช่วยส่งคนไปเร่งทำความสะอาดเรือนให้ลูกด้วยเถิดเจ้าค่ะ ลูกจะได้ไปสวดมนต์ขอความคุ้มครองให้ท่านพ่อโดยเร็ว” มู่หรงหลิงแย้งขึ้น“พ่อบ้านเฉิน ให้คนไปทำความสะอาดเรือนเซิ่งอวี่โดยเร็วที่สุด หลิงเอ๋อร์...เจ้าไปจัดการ จะจัดการวางสิ่งใดไว้ตรงไหนก็แจ้งพ่อบ้านเฉิน”“เจ้าค่ะ…ท่านพ่อ”มู่หรงหลิงยอบกายลาอย่างงดงาม ก่อนเดินเชิดหน้าผ่านฮูหยินใหญ่ไปอย่างนางห
“คุกเข่าลง”เสียงตวาดของแม่ทัพมู่หรงหรงอู่ ดังกึกก้องทรงพลังราวฟ้าฟาดลงกลางโถงใหญ่ ทำเอาบ่าวไพร่รอบด้านสั่นสะท้านก้มหน้าจนแทบชิดพื้น ไม่กล้าหายใจแรงทว่า มู่หรงหลิง กลับยังคงยืนเหยียดหลังตรงประดุจต้นไผ่ที่แม้ต้องลมพายุ ก็ไม่ยอมโค้งงอ แววตานางเรียบนิ่ง “ท่านพี่... หลิงเอ๋อร์ เพิ่งก้าวเข้าจวนวันแรก ก็ก่อเรื่องใหญ่ เผาเรือนทิ้งเสียแล้ว เช่นนี้...ข้าจะปกครองคนในจวนได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าขอพรยังไม่ทันสิ้นบทดี ก็ต้องรีบออกจากวัดทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย” เสียงสะอื้นสั่นของฮูหยินใหญ่มู่หรงอวี้หลานดังขึ้น นางยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตาเบาๆ ท่าทางดูน่าสะเทือนใจ ทว่าจอมปลอมสิ้นดีในสายตาของมู่หรงหลิงกลิ่นควันไฟที่ติดมากับอาภรณ์สีฟ้าซีด ลอยคลุ้งปะทะกับกลิ่นกำยานหรูหราประจำโถงใหญ่ ราวกับความสกปรกที่ถูกนำเข้ามาท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ มู่หรงหลิงปรายตามองฮูหยินใหญ่ของจวนก่อนจะคลี่ยิ้มบาง“ท่านพ่อ... ลูกเพิ่งกลับถึงจวน ยังมิทันได้ปรนนิบัติให้หายคิดถึง ท่านก็มอบบททดสอบอันใหญ่หลวงเช่นนี้แก่ลูกแล้วหรือเจ้าคะ” นางพูดกับบิดาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่สายตากลับเฉียงไปทางฮูหยินใหญ่…เย็นเยียบ“หลิงเอ๋อร์…” อวี้หลานต
“หยุดมือเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาวางเพลิงในจวนแม่ทัพ”เสียงตวาดดังก้องขึ้นกลางลาน พร้อมเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มทหารในชุดเกราะพลันดังขึ้น ฉินฟง องครักษ์คนสนิทของท่านแม่ทัพมู่หรงปรากฏกายขึ้นพร้อมกระบี่ที่ถูกชักออกมาจากฝักเพียงครึ่งเดียว แววตาคมกริบจ้องมองเปลวไฟสีส้มลุกโชน กำลังเลียไล้ชายคาเรือนเหมันต์โปรยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคอกม้าด้วยความตระหนก องครักษ์ด้านหลังขยับเท้าเตรียมพุ่งเข้าไปดับไฟทว่า “อย่าเข้าใกล้”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างราบเรียบ หากหนักแน่นพอจะสยบการเคลื่อนไหวทั้งหมดมู่หรงหลิงขยับกายเพียงเล็กน้อย ก้าวออกมายืนเบื้องหน้ากองเพลิงที่กำลังลุกโชน ชายอาภรณ์สีอ่อนพลิ้วไหวท่ามกลางลมร้อน นางมิได้มีท่าทีหวาดกลัว มือเรียวชูป้ายไม้จารึกอักษรทองขึ้นสูงเหนือศีรษะ แสงไฟสีส้มสาดสะท้อนทับอักษรศักดิ์สิทธิ์บนป้ายจนเกิดรัศมีให้ดูขลังจนน่าเกรงขามสะกดสายตาผู้คน ตราประทับเทียนลิขิต จากวัดเทียนฝูปรากฏเด่นชัด“ท่านคือองครักษ์ของจวนแม่ทัพกระมัง…” นางเว้นจังหวะสั้น ๆ ดวงตานิ่งลึก “หากข้าจำไม่ผิด ท่านมีหน้าที่ปกป้องเกียรติยศของท่านแม่ทัพ แต่วันนี้….ท่านกลับจะใช้กระบี่อาญาสิทธิ์ มาขัดขวางเพลิงพิ
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”แทนที่จะพานางไปยังเรือนรับรองหรือเรือนเดิมของมารดา แม่นมหลี่กลับนำทางพามู่หรงหลิงเดินอ้อมไปยังท้ายจวนที่รกชัฏ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เรือนเหมันต์โปรย เรือนไม้หลังเล็กเก่าคร่ำคร่าที่หลังคาผุพัง หญ้าขึ้นสูงท่วมหัว และมีกลิ่นอับชื้นของเชื้อราโชยคละคลุ้งออกมา หยากไย่เกาะเต็มขอบหน้าต่าง ตัดกับกลิ่นปัสสาวะม้าจากคอกข้างๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล“นี่คือที่พักของคุณหนูรองเจ้าค่ะ” แม่นมหลี่หยัดกาย จีบมือนำเสนอด้วยแววตาดูแคลน “ฮูหยินใหญ่เห็นว่า คุณหนูรองโตมาในบ้านป่า น่าจะชินกับบรรยากาศเรียบง่าย คงไม่คุ้นชินกับเรือนใหญ่ที่มีกฎระเบียบจัดจ้าน เรือนนี้สงบเงียบ... เหมาะกับคนที่เรียบง่ายอย่างคุณหนูรองที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”อาหนิงกำหมัดแน่นจนสั่น “นี่มันเรือนร้างชัดๆ หลังคาก็โหว่ พื้นก็ผุ จะให้คุณหนูข้านอนที่นี่ได้อย่างไร”“อาหนิง... เงียบก่อน” เสียงของมู่หรงหลิงราบเรียบแต่มีอำนาจ นางหันไปมองแม่นมหลี่ด้วยรอยยิ้มแผ่วเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา“นี่คือเรือนที่ฮูหยินใหญ่จัดให้เช่นนั้นหรือ” มู่หรงหลิงเอ่ยเสียงเรียบ สายตามองสำรวจความทรุดโทรมนั้นอย่างพิจารณาเรือนร้างที่เหม็นสาบขี้ม้า นางค่อยๆ เ
หน้าประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพมู่หรงอันเกรียงไกรตั้งตระหง่านราวป้อมปราการ แผ่นไม้หนาหุ้มทองสัมฤทธิ์สลักลายอสูรสงครามสะท้อนแสงแดดอ่อนยามบ่าย บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจที่น่าเกรงขาม แผ่ซ่านจนแม้แต่ลมยังพัดผ่านอย่างระมัดระวัง ทหารยามในชุดเกราะเกล็ดนิลสองนายยืนประจำการขนาบประตูใหญ่ ดุจรูปปั้นหิน มือกุมทวนยาวแน่น ปลายคมปลาบ แววตาแข็งกร้าวของผู้ผ่านสมรภูมิมากกว่าหนึ่งสนามรบ ปรายมองรถม้าคันเล็กที่ไร้ตราประทับ ไร้ผ้าแพรประดับ ไร้เครื่องหมายแห่งฐานันดรใด ๆ อย่างเย็นชาและดูแคลนรถม้าหยุดนิ่งสนิทลง ท่ามกลางความเงียบเชียบที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดขึ้นเพียงครึ่ง ทอดสายตามองประตูจวนอย่างนิ่งสงบ ราวกับกำลังประเมินสนามรบ มิใช่บ้านเกิดของตน บัดนี้หน้าประตูจวนไร้เงาพ่อบ้านหรือบ่าวอาวุโสชั้นสูงออกมารอรับคุณหนูรองที่กลับจวนตามธรรมเนียมของจวนแม่ทัพมู่หรงหลิงก้าวลงจากรถม้าอย่างช้าๆ อาภรณ์สีฟ้าซีดพลิ้วตามแรงลม แม้สีจะจางแต่วงแขนและสาบเสื้อกลับเย็บปักด้วยตะเข็บประณีต ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าฝีมือช่างชั้นสูง มิใช่ฝีมือชาวบ้านทั่วไป นางสวมหมวกคลุมหน้าปิดบังใบหน้าไว้จนเห็นเพียงแนวคา







