เข้าสู่ระบบเพล้ง!!!
เสียงแจกันในห้องนอนของหลินเหยาแตกละเอียด เพราะโดนเจ้าของนั้นขว้างปาด้วยโทสะที่กำลังโหมกระพือ เพราะพี่สาวตัวดีเป็นต้นเหตุของอารมณ์ขุ่นมัวในครั้งนี้
“นางมีสิทธิ์อันใดมาไล่ข้า!”
เสียงเดือดดาลพ่นออกจากลำคอด้วยความโกรธแค้น
ทำไม...ทำไมนางต้องเป็นน้องสาว
ทำไมนางต้องเกิดทีหลัง
ทำไมมันจะสูงส่งกว่านาง
คำว่าทำไมผุดขึ้นจนรู้สึกแน่นอก จนหายใจไม่ออก แต่เล็กแม้ว่าแม่ได้เลื่อนเป็นฮูหยินใหญ่ แต่ว่าที่มาของแม่นั้นเกิดจากสตรีอุ่นเตียงในกองทัพมาก่อน นั่นย่อมทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียง ต่อให้บ่าวไพร่ในจวนเคารพนางกับแม่ในฐานะคุณหนูในจวน กับฮูหยินใหญ่ แต่ลับหลังพวกนางก็เอาไปพูดกันสนุกปาก ทั้งดูแคลนนางที่เป็นลูกอนุมากก่อนอยู่ดี
“บ่าวเก็บของเสร็จแล้วเจ้าค่ะคุณหนู เรารีบไปขึ้นรถม้ากลับกันเถิด” เสี่ยวเหรินรีบเตือนผู้เป็นนาย หากขืนให้พ่อบ้านหลี่มาไล่อีกรอบ คิดว่าการมาเยือนจวนจวิ้นอ๋องล้วนไม่ง่ายแล้ว
“ไม่ข้าไม่กลับ”
“โธ่...คุณหนู อย่าดื้อสิเจ้าคะ...เราแค่กลับไปตั้งหลักวางแผนก่อนเจ้าค่ะ...อีกอย่างครั้งนี้เป็นจวิ้นอ๋องที่ออกปากไล่ ไม่ใช่แค่เรานะเจ้าคะพระชายาเว่ยเหยาก็ด้วย”
เสี่ยวเหรินคร้านจะอับอายหน้าทนอยู่ในจวนจวิ๋นอ๋อง นายของตนตำแหน่งใดในจวนล้วนไม่มีไม่พอ ยังทำตัวเป็นสตรีน่าเกลียดให้สาวใช้บ่าวรับใช้ในจวนนินทากันอีก กล่าวได้ว่าใบหน้าของคุณหนูนางก็งามไม่แพ้สตรีนางใด เพียงแต่ด้อยกว่าคุณหนูเว่ยเหยาก็เท่านั้น เหตุใดคิดอยากใช้สามีร่วมกับพี่สาว
เมื่อหวงไท่จื่อคิดอยากเชื่อมสัมพันธ์จึงอ้างว่าคุณหนูใหญ่เว่ยเหยานั้นเกิดก่อนสมควรออกเรือนได้แล้ว จึงให้แต่งกับหงจื่อจวิ้นอ๋อง นั่นนำมาซึ่งความริษยาของแม่ลูกคู่นี้ซึ่งเสียวเหรินไม่อยากพูดให้มากความ แม้จะรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด
“หึ...จริงสินะ พี่สาวคนดีของข้าก็โดนตะเพิดไล่ ก็ได้ข้าจะกลับไปก่อน หากเมื่อมันสิ้นอำนาจในจวนเมื่อใด ข้าจะเข้ามาแทนที่ ดึงดันตอนนี้ไปก็รังแต่จะมีคนนินทา”
เสี่ยวเหรินเอามือลูบอก ในที่สุดนายของตนก็ฉลาดสักที การยื้อแย่งอำนาจในจวนจวิ้นอ๋องทำได้ หากว่ามีอำนาจบ้าง แต่นี่เป็นเหมือนสาวใช้ก็ไม่ปาน อ้างว่ามาดูแลท่านอ๋อง ที่จริงก็ต้องการเป็นอนุเท่านั้น แต่จวิ้นอ๋องผู้นี้เดาใจยากยิ่ง ขนาดหญิงงามดั่งนางเซียนมาจุติอย่างคุณหนูใหญ่เว่ยเหยา ก็ไม่คิดสนใจเหลียวแล ทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านอ๋องมีใครบางคนอยู่ในใจ ผู้นั้นคงงดงามมากสินะ ที่ทำให้กระทั่งสตรีงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเช่นคุณหนูเว่ยเหยาถึงกับหน้าถอดสี เมื่อตนเป็นถึงพระชายาแต่ไม่ได้รับความรักไม่พอ การให้เกียรติผู้เป็นเมียยังไม่มี
เรือนพระชายาจวิ้นอ๋อง...
“เป่ยเป่ย เก็บของเรียบร้อยดีหรือไม่” เสียงที่อ่อนล้าเต็มทีกล่าวออกมา นางพยายามมานานแล้วแต่ทว่าจวิ้นอ๋องไม่เคยมีสายตามองมายังนางเลยสักนิดเดียว
นางเคยถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำอย่างไรนะ จะชนะคนในใจของจวิ้นอ๋องได้ แต่ว่าคำตอบคือความว่างเปล่า เมื่อนางเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจวิ้นอ๋องนั้นชื่นชอบผู้ใด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีข่าวจวิ้นอ๋องกับสตรีนางใดมาก่อน บางทีนางอาจไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว แต่นั่นล้วนไม่ใช่สิ่งที่นางต้องใส่ใจ หากแต่พยายามแล้วนางไม่ได้รับความรักตอบ นางควรพอ
เคยมีปราชญ์ ท่านหนึ่งกล่าวว่าตบมือข้างเดียวก็เหมือนยกมือสัมผัสลมสัมผัสอากาศ ล้วนไม่มีการตอบกลับมันมีแต่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
เป่ยเป่ยจัดของเสร็จแล้ว เห็นความเศร้าในดวงตานายหญิงของตนเองทำให้น้ำตาซึมออกมา นางรู้ดีว่าคุณหนูของนางรักบุรุษผู้นั้นมาเพียงใด แต่ทว่ารักข้างเดียวก็เท่านั้น
“พระชายาเพคะ จะไปจริง ๆ หรือเพคะ” นางกลัวว่าหากออกไปโดยพลการไม่ได้ขออนุญาตจะมีความผิดเอาได้ เพราะท่านอ๋องนั้นพูดด้วยความมัวเมา และโทสะจากที่คุณหนูรองหลินเหยาไปรบกวนเท่านั้น หากแต่คุณหนูของนางคิดเป็นจริงจัง
“จวิ้นอ๋องออกปากไล่เพียงนั้น ข้ามิหน้าทนอยู่ได้หรอก ข้าหน้าบาง” นางอับอายแทบแทรกแผ่นดิน สตรีที่บุรุษออกปากไล่จะอยู่ให้เขาผู้นั้นเห็นหน้าได้อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด
ไม่ใช่ว่านางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่มันเป็นเพราะการที่บังคับเอาคนที่ไม่ได้รักมาแต่งงาน ล้วนอยู่ไม่ยืดยาวนัก เพียงแต่ทำตามคำสั่งพ่อแม่เท่านั้น คำที่บอกว่าอยู่กันไปก็รักกันเอง เห็นจะไม่ถูกนัก
ยิ่งอยู่เหมือนยิ่งเพิ่มความเกลียดชังในใจให้กับจวิ้นอ๋อง นางไม่ต้องการให้เขาเกลียดนาง แค่ไม่รักก็เจ็บพอทนแล้ว
“เราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ...สกุลซ่งกลับไม่ได้ จวนจวิ้นอ๋องอยู่ไม่ได้ มีที่ใดให้พึ่งพิงอีก” เป่ยเป่ยรู้ดีว่าสนุกซ่งนั้นเหมือนขุนนรกเพียงใด หากองค์รัชทายาทไม่ทาบทามสู่ขอ นายหญิงของนางคงได้แต่งกับพวกพ่อค้าที่ไม่มียศตำแหน่ง เพราะแม่เลี้ยงของคุณหนูนั้นร้ายกาจมาก หากแต่นายท่านยิ่งแล้ว เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ไยดีไม่พอยังปล่อยให้คนรังแกเจ้านายของตน การอยู่ในจวนจึงไม่ต่างจากปากกัดตีนถีบดิ้นรนด้วยตัวเอง กระทั่งเบี้ยหวัดรายเดือนของคุณหนูยังถูกหักออกตั้งครึ่ง แต่เมื่อคุณหนูไปเรียกร้องความเป็นธรรม ก็โดนนายท่านกล่าวหาว่าใช้เงินมือเติบ นับจากนั้นมาคุณหนูก็ไร้ปากเสียงในเรือนอีกเลย
เว่ยเหยาถอนหายใจก่อนตอบ “อารามหย่งเล่อแล้วกัน ใครถามจะได้ตอบว่าไปถือศีลให้นางมีวาสนาได้เป็นแม่คนสักครั้ง”
สกุลเดิมก็กลับมิได้ จวนจวิ้นอ๋องก็อยู่ไม่ได้ มีที่ใดดีไปกว่าอารามเล่า อย่างน้อยนางได้ถือศีลสวดมนต์สงบใจ เผื่อคิดหาทางออกกับชีวิตของนาง
“เจ้าค่ะ” เป่ยเป่ยตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย นายหญิงของนางอาภัพจริง ๆ ครอบครัวไม่ไยดีก็หนักหนาแล้ว แต่งงานสามีไล่ออกจากจวนอีก บุญกรรมอันใดกัน
เว่ยเหยาเดินออกมาก็พอดีที่น้องสาวของนางก็ออกจากจวนจวิ้นอ๋องเช่นเดียวกัน นางเพียงแต่ยืนมองการจากไปของหลินเหยาแล้วคิดอะไรบางอย่างขึ้น
หากท่านอ๋องมีใจให้หลินเหยาสักนิดนางควรหลีกทางให้ แต่นี่ท่านอ๋องไม่มีใจให้คนสกุลซ่งแม้แต่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่นางอยากให้น้องสาวเลิกพยายาม สู้เอาเวลาไปดูแลตัวเอง เพื่อจะได้แต่งงานกับคนที่ดี ดีกว่าให้มารดานางชักจูงเพื่อแค่อยากแก้แค้นนาง
“คุณหนูรองกลับแล้วเจ้าค่ะ” เป่ยเป่ยดูแน่ใจแล้วก็รายงานกับนายของตนเอง นางเพียงพยักหน้าแล้วขึ้นรถม้าด้านข้างจวน ท่วงท่าสง่างามแต่ทว่าว่าใบหน้าเศร้าสร้อยนั้นทำให้คนที่นั่งรถม้ามาแปลกใจนัก
ไฉ่กั๋วกง ได้รับบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากทำงานขึ้นตรงกับฝ่าบาท และงานการสร้างเขื่อนรัฐเว่ยทำให้ประชาชนพ้นวิกฤติจากน้ำท่วม รวมทั้งปราดเปรื่องเรื่องบุ๋นบู๊ทำให้ฝ่าบาทต้องเอามาไว้ข้างกาย ไม่ให้ลงไปในขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง
วันนี้เดิมทีเขามาทำบุญที่อารามแทนท่านย่า เส้นทางนั้นไม่ใช่ต้องผ่านจวนจวิ้นอ๋อง เพียงแต่เส้นทางนั้นเกิดมีคนทะเลาะวิวาทกัน จึงเลี่ยงมาทางนี้ จึงได้พบเข้ากับพระชายาจวิ้นอ๋อง ที่เพิ่งแต่งงานเข้าจวนได้ไม่นาน เหตุใดใบหน้าจึงทุกข์ระทมหม่นเศร้าราวกับมีผู้ใดในครอบครัวจากไปเช่นนั้นเล่า
ไฉ่เฉินมองไปจนรถม้าไปไกลแล้ว แล้วเก็บความสงสัยไว้ในใจ มุ่งหน้าสู่อารามหย่งเล่อต่อไป
รถม้าของจวนจวิ้นอ๋องมาส่งพระชายาที่หน้าอาราม มีคนขับรถม้าและสาวใช้ประจำตัวของพระชายาขนของเข้าไปที่พักในอารามด้านหลังที่แยกชายหญิงชัดเจน
ที่นี่นอกจากคนในราชวงศ์บางคนก็ไม่ค่อยมีชาวบ้านมาทำบุญมากนัก นับว่าเป็นวัดที่ให้ความสงบเงียบได้ดี เว่ยเหยาจึงอยากใช้โอกาสนี้ให้นางได้สงบจิตใจสักครู่
ท่วงท่างามสง่าก้าวขึ้นไปตามบันไดมุ่งไปยังที่ประดิษฐานพระพุทธรูปด้านหน้าองค์ใหญ่สลักจากหิน ใบหน้าที่เศร้าหมองมองไปยังเบื้องหน้า พรั่งพรูความในใจหลังจากจุดธูป
หากมีที่ใดที่รับฟังความทุกข์ของนาง เห็นมีเพียงพุทธองค์เท่านั้น การเกิดมาในชนชั้นสูงตระกูลขุนนางล้วนไม่ทำให้นางมีความสุข ยามแต่งงานกับชายไม่ได้รัก ยิ่งไม่ได้รับความสุข แล้วสิ่งใดเล่าที่นางจะมีความสุขได้ ที่ใดเล่าที่จะเปิดอ้าแขนต้อนรับนาง
คิดถึงตรงนี้น้ำตาก็รินไหลออกมา นางคิดถึงเมื่อตอนเป็นเด็ก แม้ความจำเลือนรางแต่นางรับรู้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่นางมีความสุขที่สุด ได้อยู่กับท่านแม่แม้ว่าท่านจะป่วย ก็รักและดูแลนางอย่างดี จำตอนที่มีเด็กอันธพาลแย่งซาลาเปา มีพี่ชายคนหนึ่งช่วยไว้ นางนั่งกินซาลาเปาริมลำธารพูดคุยโดยไม่ต้องคิดอันใด เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ความทรงนั้นที่เหลือก็เลือนหายไป นางจำหลังจากนั้นไม่ได้อีกเลย ตอนนั้นจำได้ว่าท่านแม่จากไปแล้วนางก็ป่วย ตื่นมาก็มีช่วงหนึ่งความจำหายไป แต่แม้ว่าเลือนรางเต็มที แต่นึกทีไรก็อิ่มใจ
ท่าทางของพระชายาจวิ้นอ๋องนั้นล้วนอยู่ในสายตาของไฉ่กั๋วกง นางดูเหมือนเป็นคนอมทุกข์ ใบหน้างดงามฉาบทาความเศร้ามองอย่างไรเขาก็รู้สึกขัดตา นางไม่เหมาะกับความเศร้าหรอก นางเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่า
เขาแอบดูนางอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้คิดเข้าไปทักทาย เพียงแต่สายตาไม่อาจละจากสตรีเบื้องหน้าได้เลยเท่านั้น และนางก็ดูมีสมาธิกับการสวดมนต์ของพรจากพุทธองค์ไม่สนใจว่ามีใครอยู่รอบกายบ้าง
ยามลมพัดโชยผ่านหน้าความเย็นสบายทำให้นางใจสงบจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาพบกับความจริง
จวนจวิ้นอ๋องยามนี้เงียบลงถนัดตา เมื่อเจ้าของจวนขับไล่สองสตรีที่มารบกวนเวลาสำราญของเขาไปแล้ว ฝูเฉินนั้นอยากไปรายงานเรื่องพระชายานัก แต่ดูเหมือนจวิ้นอ๋องไม่ได้สนใจ จึงได้แต่อ้าปากแล้วก็หุบปากอยู่เช่นนั้น
เวลาผ่านไปสองวัน จวิ้นอ๋องเพิ่งรู้สึกว่าจวนเงียบเหงาผิดปกติจึงเรียกองครักษ์ของตัวเองมาสอบถาม
“ฝูเฉิน ทำไมจวนเงียบนัก” ที่ผ่านมารู้สึกเหมือนจวนไม่เคยสงบสุขแบบนี้มาก่อน นี่มันหาได้ยากยิ่ง
“จวิ๋นอ๋องอยากหาผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ” ฝูเฉินไม่กล้ากล่าวทูลไป เพราะเป็นท่านอ๋องเองที่ขับไล่สองสตรีพี่น้อง อีกคนมีตำแหน่งเป็นถึงชายา อีกคนก็น้องเมีย เขาไม่รู้ว่าท่านโปรดเรียกหาสตรีคนใด
“พระชายาไปที่ใด ปิดเรือนเงียบเชียบ” เขาปรายตามองไปทางนั้นเห็นประตูปิด ไม่เห็นมีผู้ใดอยู่อีกเลย ส่วนสตรีอีกผู้เขาจำได้ว่าไล่นางไปแล้ว คงจะกลับบ้านไปแล้วกระมัง
“ท่านจวิ้นอ๋องลืมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าทรงไล่พระชายาออกไปด้วย ตอนนี้พระชายาไร้ที่ไปได้แต่ไปอาศัยอยู่อารามหย่งเล่อ” ฝูเฉินตอบไม่เต็มเสียงนัก ไม่รู้ด้วยว่านายของตนนั้นจะรู้สึกเช่นไรกับพระชายา
“เหอะ...! เรียกร้องความสนใจ ดี...ให้นางอยู่อารามก็ดี ข้าจะได้สบายตาสักหน่อย” เรียกร้องไปเถอะอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยว เขาคิดว่าเขาพูดชัดเจนแล้วในคืนเข้าหอ
หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว จวิ้นอ๋องก็พูดคำแรกกับเจ้าสาว
‘เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้ามิมีใจให้ ในใจข้ามีสตรีเพียงผู้เดียว แต่ข้ามิอาจขัดรับสั่งเสด็จพ่อ ดังนั้นเจ้าและข้าต่างคนต่างอยู่’ คำพูดบุรุษหนักแน่นดุจภูผา เขาไม่คิดกลับคำเรื่องนี้
พูดจบเขาก็กลับมาพักเรือนของตัวเอง แล้วไม่เหยียบไปเรือนของพระชายาอีกเลยนับแต่นั้น ส่วนสตรีอีกผู้ก็อาศัยบารมีพี่สาวเข้ามาในจวนเขาเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจหากไม่มาวุ่นวาย
“เพคะจวิ้นอ๋อง” นางพูดกับเขาเพียงแค่เท่านี้หลังจากเขาสะบัดหน้าเดินจากไป
“เอ่อ...จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“มีอันใดไม่ดี ไหนเจ้าลองว่ามาสักคำ”
“....” ฝูเฉินหรือจะกล้า หากเขาพูดมิเท่ากับเอาคอเข้ารองที่เขียงรอการประหารหรอกหรือ ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด จวิ้นอ๋องก็ไม่แพ้องค์รัชทายาทเช่นเดียวกัน
จนถึงวันที่ไฉ่เฉินต้องเดินทาง หงจื่อก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ เพียงแต่ยืนมองนางอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงทั้งอยากพานางไปอยู่ที่จวนด้วยกัน “ท่านเดินทางปลอดภัยนะ” เว่ยเหยามาส่งเขาที่หน้าจวนอวยพรให้เขาปลอดภัยกลับมา แต่คนที่ไม่อยากเห็นหน้าเขากลับแช่งชักเสียนี่ “ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมา” “เจ้า...!” สายตาของบุรุษทั้งสองส่งกันไปมาราวกับจะวางมวยจนเดือดร้อนคนท้องอย่างนางต้องห้ามทัพ “ท่านรีบไปเถิดสายแล้วจะร้อนเอาได้ ขอให้ท่านมีชัยกลับมา” “เจ้าอยู่ทางนี้ก็รักษาสุขภาพด้วย” เขามีแต่ความหวังดีให้กับนาง แม้ครั้งหนึ่งเคยคิดอยากได้นางมาครอบครองก็ตาม “พอแล้วจะไปก็รีบไป เดือดร้อนเมียข้าต้องลำบากมายืนส่ง” เขาไม่ชอบใจนักที่นางใส่ใจคนอื่นแต่รังเกียจเดียดฉันท์เพียงเขาคนเดียวเท่านั้น “หึ...พูดให้มันดี ๆ” นางส่งสายตาอำมหิตกลับมาทำให้คนที่ปากดีเมื่อครู่สะดุ้งแล้วยิ้มเจื่อนทันที “ขอโทษจ้ะ...เมียจ๋าอย่าโกรธเลยนะ เดี๋ยวลูกอารมณ์ไม่ดี” เขาเดินเข้ามาหมายจะลูบท้องนาง แต่นางเดินหนีเขาอย่างเคย “ไม่ต้องตามข้าจะพักผ่อนเหม็นเจ้านัก
คนช่างตื๊อยิ้มเห็นฟันขาวครอบทุกซี่ให้กับภรรยา เขานั่งรถม้าตามนางมาเช่นกัน แล้วให้คนของเขาจัดการเอาเป่ยเป่ยไปเก็บชั่วคราว แล้วตัวเองก็ถือดอกไม้เดินตามหลังนางมาจนถึงด้านบนโดยที่นางไม่รู้ตัวเลย “ข้าถือดอกไม้มาให้เจ้าไหว้พระ ไปเถิดไปไหว้พระกัน” เขาจับมือนางเดินเข้าไปแต่ก็โดนสะบัดหลุดออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี แต่ทว่าเขาก็ไม่ถือโทษโกรธนาง เพราะตัวเองทำผิดไว้มากจริง ๆ “ข้าไม่อยากทำบุญร่วมกับท่านออกไป ข้าจะไหว้พระ” “ห้ามกันได้ที่ไหนทำบุญร่วมกัน อย่างไรเจ้ากับข้าก็ต้องได้เกิดเป็นคู่ทุกภพชาติอยู่แล้ว” นอกจากหน้าหนาแล้วเขาก็ยังหน้ามึนอีกต่างหาก ง้อไปเรื่อย ๆ จนกว่านางจะให้อภัย เว่ยเหยาพยายามทำใจให้เย็น ใจให้เป็นกุศลที่สุด วันนี้มาทำบุญหลังจากผ่านเคราะห์กรรมมาแล้ว นางรอดชีวิตมาได้นับว่าโชคดี จากนี้คิดว่าจะทำกุศลให้หนักหน่อย แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นมารขัดขวางบุญที่นางจะทำเสียนี่ นางจึงไม่สนใจเขาแล้วเข้าไปไหว้พระขอพรจากพระด้านใน นางนั่งสวดภาวนาราวหนึ่งเค่อ แล้วก็ออกมาด้านนอก ด้านบนอารามร่มรื่นนักจนนางไม่อยากกลับด้วยซ้ำ หากไม่เพราะว่ามีคนที่ไม่ได้อยากให้ม
รถม้าของทั้งสี่คนเคลื่อนมายังเมืองหลวง หลังจากส่งเว่ยเหยาที่จวนกั๋วกงแล้ว เขาทั้งสองก็รีบเข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที เพราะเมียคนดีของเขานั้นไม่อยากกลับจวนของเขา จำเป็นต้องมาส่งที่นี่ ดีกว่าให้หางเลือกกลับไปยังชายแดนบูรพาเสี่ยงอันตรายคนเดียว “คืนนี้ห้ามเจ้าลงกลอน ไม่งั้นเจอดีแน่” “ข้าก็อยากเจอที่ดีของเจ้าสักแค่ไหน” ไฉ่เฉินอยากทรมานมันให้ถึงที่สุด ดูสิจะหอนขนาดไหน สมน้ำหน้าแล้ว “เจ้าคนชั่ว” “ขอบคุณที่ชม” สุดท้ายก็ไม่อาจทำให้มันโอนอ่อนได้ จึงได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจแล้วรายงานต่อเสด็จปู่เรื่องที่เจอมาก่อน หลังจากหารือแล้วส่งทหารลงไปแทรกซึมพร้อมจัดการให้สิ้นซาก ก็ถึงเวลาแยกย้าย แต่ทว่าไท่หวงจื่อเรียกหลานชายให้อยู่ก่อน “หงจื่อ...เจ้าไม่คิดจะรับตำแหน่งคืนจริง ๆ หรือ ปู่ว่าอย่างน้อยเป็นหน้าเป็นตากับภรรยาเจ้าไม่ดีหรือ” เขาอายุขนาดนี้แล้ว เรื่องอำนาจใดล้วนไม่อยากมีแล้ว ส่งต่อให้ลูกหลานจนสิ้นจะดีกว่า อีกไม่เกินสามปีคิดจะสละบัลลังก์ให้กับลู่จื่อขึ้นแทน เขานั่งมานานแล้วบัลลังก์มังกร มันเหนื่อย “เห้อ...ทูลเสด็จปู่หลานก็ไม่ใช่ไ
“เดี๋ยวปล่อย...ปล่อยข้า...ปล่อยข้า...อื้อ...!” ไฉ่เฉินรู้ว่ากำลังจะโดนนำตัวไปขึ้นเขียงก็ร้องโวยวายไปตลอดทาง เขาโดนมัดมือไม่พอยังโดนมัดขาอีก เมื่อเข้าไปในกระโจมที่มีผ้าแดงคลุมราวกับนี่จะเป็นคืนเข้าหอของเขาก็ไม่ปาน แต่ทว่ากลับไม่ได้เป็นการเข้าหอแบบปกตินี่สิ นี่มันข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าชัด ๆ ข้าจะไม่ยอมโดนปล้ำเด็ดขาด! ต่อให้ดิ้นรนปานใด แต่ทว่ากลับสู้แรงของสมุนนางโจรพวกนี้ไม่ได้เลย ตอนทำพิธีเขาเห็นนางผ่านแพรผืนบางที่ปิดหน้าปิดตาอยู่ ก็ไม่คิดว่านางจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวคิดปลุกปล้ำบุรุษเช่นนี้ “เอาผ้าอุดปาก ข้ารำคาญไม่อยากให้มันร้องเหมือนบุรุษผู้นั้น” เหล่าสมุนของเขาบอกว่าคู่สามีภรรยาเข้าหอกันราวกับหมูป่าถูกเชือด แต่นางเป็นถึงหน้าโจรย่อมไม่ให้บุรุษใดพรากพรหมจรรย์ได้ นอกจากนางจะเป็นคนขึ้นเอง นี่เป็นการสืบทอดการทำทายาทมารุ่นต่อรุ่น “จับขามัดให้แน่นกับเตียงอ้าให้กว้าง แขนด้วย” สตรีที่มีใบหน้างดงามล่มเมืองสั่งสมุนของตน แล้วที่เขาต้องตกใจคือ นางสั่งให้คนเหล่านั้นเปลื้องผ้าให้หมดจนเหลือเพียงชั้นในบดบังของสงวนเท่านั้น บัดซบ! ‘นี่เขาต้องถูกสตรีปล
หมับ! เว่ยเหยาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ เขาใช้สองมือกอบกุมสองเต้าอวบของนางเอาไว้แล้วบีบเคล้นคลึงขยำจนร่างเล็กรู้สึกว่ามันเจ็บปวด“ดะ...เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านพี่” เสียงเรียกหวานกระเส่าปลายเสียงเมื่อเขาขยับร่างที่เปล่าเปลือยเช่นเดียวกับนางทาบทับ หัวใจสาวสั่นหวิวเมื่อรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของส่วนกลางกายของเขา แม้ว่านางจะรั้งเขาไว้ แต่เสียงนั้นเหมือนดังเติมเชื้อไฟสวาทให้กับเขาก็เท่านั้น มือหนาไม่ได้ลดความแรงในการบีบนวดลงเลยสักนิด สองเต้าอวบของนางช่างเต็มไม้เต็มมือยิ่งนัก ครั้นได้ลองจูบและซุกไซ้ลำคอของนาง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกโม่ลี่ฮวา ที่เป็นกลิ่นประจำตัวนางโชยออกมาก็ยิ่งทำให้เขาหลงใหล “อะ...อื้อ...ท่านพี่...อื้อ...พี่หง...อื้อ” ไม่ว่าริมฝีปากของสามีของนางจะเคลื่อนไปที่ใด นางรู้สึกวาบหวามใจไปทุกที่ที่กลีบปากของเขาได้สัมผัส จนเมื่อริมฝีปากของเขาหยุดอยู่ตรงป้านรอบเต้าอวบโดยมีจุดกึ่งกลางแข็งชูชันขึ้นเป็นไต รอคอยให้เขาไปหยอกเย้าด้วยปลายลิ้น หัวใจชายหนุ่มก็รู้สึกสั่นระริกอยากเข้าไปกลืนกินนางทันที นางมองตามการเคลื่อนไหวริมฝีปากของเขา เมื่อมันหยุดที่ยอดป
“เอาเขาสองคนไปอาบน้ำ เตรียมเข้าพิธีบูชา” เสียงกร้าวของหัวหน้าโจรสาวสั่งการอย่างมีอำนาจ เหล่าพี่น้องโจรนั้นก็รับคำอย่างแข็งขัน “พิธีบูชา...บูชาอันใดไฉ่เฉิน” หงจื่อเริ่มหวั่นวิตก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เมียจะเป็นเช่นไรบ้างนึกเป็นห่วงนางเหลือเกิน แต่ทว่าก็ไม่อาจจะหลุดจากการคุมขังของคนพวกนี้ได้ เขาจะทำเช่นไรดีเล่า “ข้าก็โดนจับมากับเจ้าจะรู้ได้เช่นไรกันล่ะ” ไฉ่เฉินเจ็บใจนัก หัวหน้าโจรเป็นสตรีรู้ถึงไหนอายถึงนั้น แพ้ให้กับสตรีเช่นนี้ “พวกเจ้ากระซิบกระซาบอันใดกัน” “ปะเปล่า...เพียงอยากรู้ว่าพิธีอันใดที่ข้าต้องเข้าร่วม” “ก็แต่งงานกับท่านหัวหน้าของพวกเรา แล้วก็เข้าพิธีบูชาเพื่อส่งให้ทายาทของหัวหน้ามาเกิดในท้องของนายหญิง คืนนี้จันทร์เต็มดวงพอดี นับว่าฤกษ์ดีนัก” หนึ่งในกลุ่มนางข้ารับใช้หญิงกล่าว “ข้าเป็นชายแต่งงานแล้วมีราคี สวรรค์คงไม่โปรด เจ้าเอาเขาเลยรับรองว่านายหญิงของเจ้าจะได้รับบุตรที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าใครในใต้หล้า เหมาะสมสืบทอดอำนาจชุมโจรพวกเจ้าแน่นอน เขาทั้งองอาจชาตินักรบ ส่วนข้าเป็นคนขี้ขลาด” หงจื่อตัดช่องน้อยแต่พอตัว โยนหน้าที่อันสูงส่งใ







