เข้าสู่ระบบเถาตงจึงพูดเอาใจองค์เหนือหัวว่า “ทูลฝ่าบาท เป็นเพราะบุตรสาวของใต้เท้าเว่ยถึงวัยออกเรือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งนางยังมีความเพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและศิลปะทั้งสี่แขนงก็แตกฉาน พิณ หมากล้อม อักษร และวาดภาพล้วนไม่เป็นรองใครในเมืองนี้ กระหม่อมจึงคิดว่านางเหมาะสมกับท่านอ๋องมากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ได้ฟังก็พยักหน้าพึงพอใจ หันไปมองขุนนางในท้องพระโรงพลางตรัสถามว่า “พวกท่านมีความคิดเห็นเช่นไร” โดยไม่คิดแม้แต่จะเอ่ยถามความคิดเห็นของจิ้งอันโหวผู้มีศักดิ์เป็นท่านตาของเจิ้นเสิ่นอ๋องเลยแม้แต่น้อย หย่งกั๋วกงลอบสบตากับราชครูจิว มุมปากทั้งสองยกขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มด้วยความพึงพอใจที่ฮ่องเต้มองข้ามจิ้งอันโหวไป
เมื่อเห็นว่าตนได้พ้นภัยแล้ว ขุนนางทั้งหลายจึงเอ่ยขึ้นเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นด้วยกับใต้เท้าเถา ฮ่องเต้หันไปตรัสถามเว่ยเฉิงว่า “แล้วใต้เท้าเว่ยมีความคิดเห็นอย่างไร”
เว่ยเฉิงพยายามเก็บสีหน้าให้เป็นปกติ ในเมื่อทุกคนลงมติเห็นพ้องกันเช่นนี้แล้วเขายังจะทำอะไรได้อีก ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ รู้สึกโกรธแค้นเสนาบดีกรมอากรจนอกแทบแตกตาย และก็เข้าใจว่าทำไมเสนาบดีเถาถึงได้เลือกบุตรสาวของตน ก็เพราะเขาเองก็หมายตาองค์ชายรองสุยหวังเหล่ยมาเป็นบุตรเขยเช่นเดียวกัน ถ้าตัดบุตรสาวของเขาไปได้ ตำแหน่งชายารองขององค์ชายรองผู้ซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นองค์รัชทายาทที่สุดในบรรดาโอรสของฮ่องเต้ทั้งสามพระองค์ก็ต้องตกเป็นของบุตรสาวของเสนาบดีเถาโดยไร้คู่แข่ง
เว่ยเฉิงเอ่ยขึ้นคล้ายมีความยินดียิ่ง “เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” เขาเว้นช่วงแล้วกล่าวต่อ “เพียงแต่กระหม่อมคิดว่าจะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ พระชายาคนก่อนเพิ่งจะ…” เว่ยเฉิงไม่กล้ากล่าวออกว่าพระชายาของเจิ้นเสิ่นอ๋องคนก่อนที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ไปเมื่อห้าเดือนที่แล้วเพิ่งจะเสียชีวิตไปหมาด ๆ
“เราไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว หากใต้เท้าเว่ยไม่คัดค้าน เราจะออกราชโองการทันที” ฮ่องเต้ไม่ได้สนใจความเป็นความตายของผู้อื่น เขาแค่ต้องการให้โอรสของตนแต่งงานแล้วรีบมีบุตรในเร็ววัน เพราะโอรสที่เขาห่วงใยที่สุดก็คือสุยอี้เฉิน
สุยอี้เฉินอาภัพตั้งแต่กำเนิด ถึงฮ่องเต้จะรักองค์ชายใหญ่มากเพียงใดแต่ก็ต้องเอาใจใส่บ้านเมืองเป็นหลัก เพราะคำทำนายของโหราจารย์คนนั้น พระองค์จึงจำเป็นต้องส่งโอรสไปอยู่ไกลถึงชายแดนเหนือ แต่ในใจก็ยังคิดถึงไม่เคยเสื่อมคลาย หากหาพระชายาดี ๆ ให้เขาสักคนได้ เขาก็อยากจะทำ อีกทั้งโรคที่สุยอี้เฉินป่วยไม่ใช่โรคติดต่อ เขาเชื่อว่าบุตรที่เกิดจากสุยอี้เฉินไม่มีทางเป็นเหมือนเขาอย่างแน่นอน
เว่ยเฉิงได้แต่กัดฟันพูดออกไป “ขอบพระทัยฝ่าบาท” พูดจบยังปรายตามองเสนาบดีเถาด้วยสายตาเย็นเยียบ
หลังจากเลิกงานวันนั้นเว่ยเฉิงก็รีบกลับจวนของตนทันที เสิ่นซื่อในอดีตที่เคยมีตำแหน่งเป็นอี๋เหนียงเมื่อแปดปีก่อน แต่หลังจากที่จ้าวฟางหรูถูกขับไล่กลับบ้านเดิมเพราะคบชู้ นางก็ได้เลื่อนขั้นเป็นเว่ยฮูหยินอย่างเต็มตัว งานการในจวนสกุลเว่ยล้วนเป็นนางจัดการทั้งสิ้น
เสิ่นซื่อเดินออกมารอต้อนรับสามีที่เพิ่งกลับจากทำงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่สามีกลับทำหน้าดำคร่ำเครียดคล้ายคิดไม่ตก
นางเอ่ยถามเสียงอ้อนว่า “ท่านพี่ ใครบังอาจทำให้ท่านพี่ไม่สบายใจหรือเจ้าคะ”
ทั้งสองเดินไปยังเรือนหลักของเว่ยเฉิง พอนั่งลงบนเก้าอี้สาวใช้รินน้ำชาเสร็จเขาจึงไล่นางออกไปทันที เขาตอบภรรยาเสียงเครียดว่า “ฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้กับบุตรสาวของเรา”
ดวงตานางเปล่งประกายเจิดจ้า ถามว่า “กับองค์ชายรองหรือเจ้าคะ”
“กับเจิ้นเสิ่นอ๋อง”
น้ำเสียงของเสิ่นซื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นมาทันที “ไม่ได้นะเจ้าคะท่านพี่ ข้าไม่มีทางยอมให้ลูกของเราไปตายเป็นอันขาด”
“เจ้าอย่าได้เอะอะไป ใครได้ยินเข้าหัวเราจะหลุดออกจากบ่า”
นางบีบน้ำตา กล่าวออกเสียงอ่อนลงว่า “แต่ท่านพี่ ท่านจะยอมส่งอี๋เอ๋อร์ไปตายหรือเจ้าคะ ท่านก็รู้ว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องโหดร้ายเพียงใด” ชื่อเสียงของเขาคือบุรุษป่าเถื่อน และมีดวงกินภรรยา แต่งพระชายามาห้าคนล้วนตายเพราะน้ำมือเขาทั้งหมด แล้วเช่นนี้จะให้นางส่งบุตรสาวเข้าไปในถ้ำที่รู้ว่ามีปีศาจกินคนอาศัยอยู่ได้อย่างไร
เขากัดกรามแน่นเอ่ยว่า “ใต้เท้าเถาเป็นคนเสนอตัวลูกสาวเรา เขาคงคิดอยากกำจัดอี๋เอ๋อร์ให้พ้นตำแหน่งชายารองขององค์ชายรอง”
ขุนนางทั้งหลายต่างคาดเดาไปในทิศทางเดียวกันว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทต้องเป็นขององค์ชายรองอย่างแน่นอนเพราะเขามีความสามารถโดดเด่นเหนือโอรสองค์ใดของฮ่องเต้ แม้แต่งเข้าเป็นชายารองหรืออนุภรรยา พวกเขาก็เต็มใจยกบุตรสาวให้ ซึ่งตอนนี้มีบุตรสาวของจวนสกุลเว่ยกับสกุลเถาที่มีคะแนนสูสีกัน
ขณะที่เสิ่นซื่อกำลังร้องไห้ก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของนางกลายเป็นยินดีทันที “เขาไม่มีทางชนะเราเป็นอันขาด”
เว่ยเฉิงมองภรรยา ถามว่า “เจ้ามีวิธีหรือ”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มจาง ๆ กล่าวต่อว่า “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าท่านยังมีบุตรสาวอีกหนึ่งคน ข้าว่าบุตรคนนี้ของท่านพี่น่าจะเหมาะสมกับท่านอ๋องมากกว่าอี๋เอ๋อร์นะเจ้าคะ” ผ่านไปสองลมหายใจนางจึงกล่าวต่อ “เว่ยซินเหยียนอย่างไรเจ้าคะ” ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานางคิดหาทางกำจัดเว่ยซินเหยียนให้พ้นจากสกุลเว่ย ถึงแม้นางย้ายไปอยู่กับมารดาแต่หากนางยังไม่แต่งงานก็ยังคงเป็นคนของสกุลเว่ย ไม่คิดเลยว่าใต้เท้าเถาจะหาคนที่เหมาะสมกับเว่ยซินเหยียนได้มากขนาดนี้
ดวงตาของเว่ยเฉิงวาวโรจน์ เขาลืมไปได้อย่างไรว่ายังมีบุตรีอีกคนหนึ่ง อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดว่านางเป็นบุตรสาวของตนจึงไม่ได้สนใจและไม่คิดจะจดจำ อย่าว่าแต่เว่ยเฉิงที่ลืมว่ายังมีบุตรสาวอีกคน แม้แต่คนในเมืองลั่วหยางแห่งนี้ก็ลืมไปแล้วเช่นกัน ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจวนหลังเก่าของสกุลเว่ยวันนั้นจะอื้อฉาวไปทั่วเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี อีกทั้งจ้าวฟางหรูกับบุตรสาวก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว คนจึงลืมเลือนไปจนสิ้น แม้แต่ใต้เท้าเถาก็คงลืมเรื่องนี้ไปแล้วเช่นกัน
ในเมื่อเถาตงไม่ได้ระบุว่าเป็นบุตรีคนใด เช่นนั้นเขาก็ไม่ได้หลอกลวงเบื้องสูงแต่อย่างใด
เว่ยเฉิงแสยะยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ พูดกับภรรยาว่า “ฮูหยินของข้าช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก”
“มีสามีฉลาด ภรรยาจะโง่เขลาได้อย่างไรเจ้าคะ” เสิ่นซื่อยังพูดประจบสามี
ทั้งสองหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ในที่สุดพวกเขาก็หาทางออกให้กับเรื่องนี้ได้อย่างงดงามที่สุด จากนั้นเว่ยเฉิงก็มอบหมายหน้าที่นี้ให้เสิ่นซื่อจัดการทั้งหมด
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเ
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียง
เว่ยซินเหยียนเดินตามไปอย่างไม่อิดออด แต่พอเข้าไปในห้องหนังสือของบิดาแล้วท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของนางก็เปลี่ยนไปทันที ที่นางฝืนทำเมื่อครู่ก็เพื่อเป็นการหยั่งเชิงเท่านั้น นางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดาทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยคำใด แต่นางกลับเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านพ่อมีอะไรจะคุยกับข้าหรือเจ้าค
ทางด้านของเจิ้นเสิ่นอ๋องเมื่อได้รับราชโองการแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด ยังคงนั่งทำงานในห้องหนังสืออย่างสงบ ยิ่งเขาสวมชุดสีดำปักดิ้นทอง สวมหน้ากากเหล็กบวกกับถุงมือสีดำ บนร่างกายเขาไม่มีส่วนไหนที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาได้ ยกเว้นดวงตากับริมฝีปากเท่านั้น ยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามระคนน่







