เข้าสู่ระบบรถม้าจอดลงตรงหน้าบ้านเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง สารถีเอ่ยบอกว่า “ถึงแล้วขอรับ”
ซิ่วอิงก้าวขาลงไปก่อนจากนั้นช่วยประคองนายหญิงลงจากรถม้า และอุ้มเว่ยซินเหยียนจากแม่นมเตียว จากนั้นแม่นมเตียวจึงยกหีบข้าวของให้ซิ่วอิงรับอยู่ด้านล่าง เสร็จแล้วรถม้าก็ขับเคลื่อนออกไปทันที ยังโชคดีที่ก่อนมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้พวกนางได้แวะซื้อข้าวของและอาหารกลับมาด้วย
ซินเหยียนคนใหม่ที่มาจากโลกปัจจุบันแล้ววิญญาณเข้ามาสวมอยู่ในร่างนี้ตั้งแต่เจ็ดวันก่อนมองดูบ้านดินผสมอิฐแดงหลังคามุงด้วยหญ้าอย่างไม่เชื่อสายตา นี่หรือคือบ้านหลังใหม่ที่เธอต้องมาอยู่ เสียงเล็กแหลมเอ่ยถามผู้เป็นแม่ว่า “นี่คือบ้านของเราหรือเจ้าคะท่านแม่” แม้เธออยู่ในร่างนี้มาหลายวันแล้วแต่เธอก็ยังไม่ชินกับสภาพบ้านเมืองในยุคนี้เท่าไรนัก
“ใช่ นี่คือบ้านของเรา เหยียนเอ๋อร์กลัวหรือไม่” จ้าวฟางหรูรู้สึกสงสารบุตรสาวจับใจที่ต้องกลับมาอยู่บ้านเก่าเช่นนี้ แต่คิดอีกแง่หนึ่งก็ยังดีที่ยังมีบ้านอยู่
นางส่ายหน้าน้อย ๆ “ไม่กลัวเจ้าค่ะ” นางไม่กลัวแต่ว่ามันรกมาก แต่มันก็สมควรแล้วเพราะระหว่างเดินทางท่านแม่เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่ท่านตาจากไปเมื่อห้าปีก่อนบ้านหลังนี้ก็ไม่เคยมีใครมาอาศัยอยู่เลย อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังอยู่ตรงบริเวณเชิงเขา ห่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านเกือบหนึ่งลี้จึงทำให้บรรยากาศดูวังเวงอยู่สักหน่อย
จ้าวฟางหรูยิ้มอ่อนให้ลูกสาว แล้วจึงพาทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน แต่ภายในบ้านมีฝุ่นเกาะและหยากไย่ขึ้นเต็ม จึงทำให้เดินเข้าไปข้างในไม่ได้ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้คงต้องทำความสะอาดภายในบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำข้างนอก” ตอนนี้เพิ่งยามอู่ยังพอมีเวลาในการทำความสะอาดอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงเวลาอาหารค่ำ
“เหมือนจะมีงูเลยเจ้าค่ะนายหญิง” ซิ่วอิงพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว ในใจรู้สึกสงสารนายหญิงกับคุณหนูยิ่งนักที่ต้องมาอยู่บ้านเก่า ๆ แบบนี้ ถึงจวนสกุลเว่ยจะไม่ใหญ่โตมาก แต่เรือนฮูหยินใหญ่ก็ใหญ่โตมากกว่าบ้านหลังนี้หลายเท่า คิดมาถึงตรงนี้ซิ่วอิงก็นึกชิงชังเสิ่นอี๋เหนียงขึ้นมาจนเข้ากระดูกดำ
“ในหีบมีสมุนไพรไล่สัตว์มีพิษ ทำความสะอาดแล้วเจ้านำมาจุดสักหน่อยก็แล้วกัน” สมุนไพรสองหีบที่นำติดตัวมาวันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่หมอจ้าวมอบให้นางก่อนที่ท่านจะจากไปรวมถึงตำราแพทย์อีกจำนวนหนึ่ง ถึงนางจะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการแพทย์มากนักแต่ก็พอรู้จักชื่อสมุนไพรและประโยชน์ของมันอยู่บ้าง
“เจ้าค่ะ”
“ท่านแม่มีสมุนไพรด้วยหรือเจ้าคะ” เว่ยซินเหยียนถามออกด้วยความใคร่รู้
“มีสิ แม่ยังมีตำราแพทย์อีกหลายสิบเล่มด้วยนะ เป็นของท่านตาของเจ้าทั้งนั้น”
“จริงหรือเจ้าคะ” ดวงตาดำขลับเป็นประกายวาววับ เช่นนั้นก็ดีเลย นางจะได้ศึกษาเรื่องสมุนไพรและศาสตร์การแพทย์ไปพร้อม ๆ กัน
นางลืมไปได้อย่างไรว่าท่านตาของเจ้าร่างนี้เคยเป็นหมอเท้าเปล่ามาก่อน และท่านแม่ยังเคยเล่าให้นางฟังอีกว่าเป็นเพราะท่านตาเคยช่วยชีวิตเว่ยเฉิงเอาไว้ ท่านพ่อกับท่านแม่จึงได้เจอกันและเกิดเป็นความรัก ทั้งสองจึงได้แต่งงานกัน ด้วยครอบครัวของเว่ยเฉิงก็เป็นเพียงชาวนาธรรมดาฐานะค่อนข้างยากจน อีกทั้งพ่อแม่ของเขายังแก่ชราและมีบุตรชายเพียงคนเดียว
พอทราบว่าลูกเขยจะสอบเป็นขุนนางหมอจ้าวกับจ้าวฟางหรูก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ กระทั่งช่วยกันหาเงินส่งเสียเขาเรียนจนสอบเป็นขุนนางได้ แต่พอมีหญิงอื่นเข้ามาเขากลับไม่เคยนึกถึงคุณค่าของจ้าวฟางหรูที่เคยลำบากเพื่อเขาเลยแม้แต่น้อย
“จริงสิ” จ้าวฟางหรูมองบุตรสาวด้วยความรักสุดหัวใจ ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมานางก็ชอบถามเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์กับมารดาตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เว่ยซินเหยียนไม่เคยสนใจเรื่องนี้เลยสักนิด วัน ๆ เอาแต่เล่นตุ๊กตาผ้าที่มารดาเย็บให้
“เช่นนั้นข้าขอยืมตำราแพทย์ไปอ่านได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” ถึงบุตรสาวของนางจะอ่านหนังสือไม่ค่อยเก่ง แต่นางย่อมไม่ห้ามอยู่แล้ว ตอนอยู่ที่จวนสกุลเว่ยถึงบุตรสาวจะมีพัฒนาการทางสมองที่ค่อนข้างช้าแต่ศาสตร์ทั้งสี่ไม่ว่าจะเป็น พิณ หมากล้อม อักษร วาดภาพ นางก็จ้างอาจารย์มาสอนสั่งไม่เคยขาด ถึงเว่ยซินเหยียนจะทำได้ไม่ดีมากก็ตาม
ว่าจบจ้าวฟางหรูก็หยิบไม้กวาดขึ้นมา เตรียมทำความสะอาดบ้าน แต่แม่นมเตียวกลับห้ามไว้ “ให้ข้ากับซิ่วอิงทำเถิดเจ้าค่ะ นายหญิงกับคุณหนูเดินทางมาเหนื่อย ๆ นั่งพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ถึงแม้บาดแผลบนหลังเกือบจะหายดีแล้วแต่อาการป่วยของนายหญิงยังคงเหมือนเดิม “ข้าจะไปก่อไฟต้มยาให้นายหญิงก่อนเจ้าค่ะ” แม่นมเตียวกล่าวเสริมขึ้นอีก “ส่วนยาของคุณหนูคงไม่ต้องแล้วกระมัง”
“อืม” จ้าวฟางหรูตอบ พลางเดินจูงมือบุตรสาวออกไปนั่งม้านั่งที่เป็นไม้อยู่หน้าบ้าน เอ่ยถามลูกว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม”
“ลูกไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ตอนอยู่ที่โลกเดิมนางเป็นหมอทหารจำได้ว่าวันนั้นตนเพิ่งออกจากห้องผ่าตัด พอเข้าไปในห้องพักส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่าตนอ่อนเพลียและง่วงมาก และคงผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างนี้แล้ว แถมกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง มิหนำซ้ำยังรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไหลวนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา แม้กระทั่งในยามหลับนางก็ยังรู้สึกได้ อีกทั้งอาการป่วยอ่อนแรงของเจ้าของร่างเดิมก็หายไปด้วย รู้สึกว่าร่างกายของนางมีพลังมหาศาลทีเดียว แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองมันคืออะไร แต่นางจะต้องหาคำตอบกับเรื่องนี้ให้ได้ แต่สิ่งที่น่าเสียใจมากที่สุดก็คือเจ้าของร่างนี้ได้ตายไปแล้ว ตายด้วยน้ำมือพ่อแท้ ๆ ของตน
ถึงจะเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนสกุลเว่ยเพียงใด แต่จ้าวฟางหรูก็ดีใจที่สุดที่บุตรสาวหายป่วย และกลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป มุมปากยกยิ้มขึ้นจาง ๆ พูดออกเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” มือบางวางบนศีรษะบุตรสาวแล้วลูบไปมาอย่างรักใคร่
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







