LOGINเว่ยซินเหยียนนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามมารดาขึ้นอีก “ท่านแม่ อยู่ที่นี่เราจะหาเงินได้อย่างไรเจ้าคะ” ตอนนี้พวกนางมีอยู่กันทั้งหมดสี่คน มารดาของนางก็มีทรัพย์สมบัติไม่มาก เงินที่นำติดตัวมาคงอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงนางจะมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คงเป็นเรื่องยากที่ในยุคโบราณเช่นนี้จะทำให้ผู้คนมายอมรับนางในฐานะหมอคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นเด็กที่อายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น
“คงต้องเก็บสมุนไพรไปขายก่อน” ตอนนางยังเด็กก็เคยช่วยบิดาไปเก็บสมุนไพรมาทำยา เพราะท่านแม่จากไปตั้งแต่นางอายุได้เพียงสามขวบ นางจึงอยู่กับบิดาสองคนมาโดยตลอด บิดาไปไหนนางย่อมติดตามไปด้วย นางยังพอจำได้ว่าต้องไปเก็บสมุนไพรที่ใดบ้าง
เพียงแต่เรื่องการแพทย์ท่านพ่อไม่เคยสอน เพราะคิดว่านางเป็นสตรี เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเรียนรู้ก็ได้ เพราะภายภาคหน้าอย่างไรก็ต้องไปอยู่บ้านของสามี เรื่องนี้นางเพิ่งประจักษ์ได้เองว่าท่านพ่อคิดผิดถนัด หากตอนนั้นนางเรียนรู้วิชาแพทย์จากท่านพ่อ ตอนนี้นางอาจใช้มันหาเงินเลี้ยงดูบุตรสาวและบ่าวไพร่ได้
“ข้าจะช่วยท่านแม่เก็บสมุนไพรขายเจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนยิ้มให้มารดาจนตาหยี แต่ในใจกลับนึกเป็นห่วงมารดา ร่างกายนางเจ็บป่วยเช่นนี้จะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรได้อย่างไร
วันนั้นหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จทั้งสี่ก็เข้านอนแต่หัวค่ำ บ้านหลังนี้มีสองห้องนอน หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องโถง เว่ยซินเหยียนจึงนอนกับมารดา ส่วนแม่นมเตียวกับซิ่วอิงนอนด้วยกัน ด้วยความที่พวกนางเดินทางไกลมาหลายวันทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าสะสมจึงทำให้คืนนั้นนอนหลับเป็นตาย โดยหารู้ไม่ว่ามีเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมากนักกำลังเฝ้ามองพวกนางอยู่
เช้าวันถัดมาหลังจากกินอาหารเสร็จ นายบ่าวจึงช่วยกันถางหญ้ารอบบ้าน นับว่ายังโชคดีที่ข้าวของในบ้างหลังนี้ยังอยู่ครบทุกอย่าง บางส่วนใช้ได้ก็ใช้ต่อ ส่วนไหนที่ใช้ไม่ได้ก็แยกไว้เพื่อรอทำลาย เว่ยซินเหยียนยืนมองเสียมเล่มเล็กแล้วรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย นางเอ่ยถามมารดาว่า “ท่านแม่ ทำไมเสียมถึงมีรอยดินติดอยู่เล่าเจ้าคะ” ดินนั้นเหมือนเป็นดินเพิ่งขุดใหม่ “อีกทั้งคมของมันยังดูใหม่เหมือนถูกใช้งานอยู่บ่อยครั้ง”
หญิงสาวทั้งสามต่างมองเด็กสาวเป็นตาเดียว รู้สึกประหลาดใจที่เว่ยซินเหยียนรู้เรื่องเสียมเป็นอย่างดี ทั้งที่อยู่ในจวนสกุลเว่ยนางไม่เคยใช้งานมันเลย
“ลูกรู้ได้อย่างไร”
“เอ่อ…” นางอึกอักเล็กน้อยก่อนคิดหาหนทางรอดให้กับตนเอง “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาคราวนั้นก็ดูเหมือนว่าข้าจะมีความรู้ขึ้นมาอีกมากโขเลยเจ้าค่ะ” ว่าพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างขัดเขิน แต่ในใจพลางคิดว่า เรื่องแค่นี้ทำไมนางจะไม่รู้ ก็ในเมื่อจิตวิญญาณของนางอายุสี่สิบปีแล้ว ผ่านความเป็นความตายของคนไข้มาก็มาก ประสบการณ์ชีวิตก็โชกโชน ในอดีตที่โลกเดิมนางเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน บิดามารดาทำงานในไร่นา เรื่องพวกนี้นางต้องรู้อยู่แล้ว
หญิงต่างวัยทั้งสามพยักหน้าเพราะตั้งแต่เว่ยซินเหยียนฟื้นขึ้นมาครานั้นก็ดูเหมือนว่านางจะเปลี่ยนไปจริง ๆ อีกทั้งยังฉลาดขึ้นกว่าเดิมมาก จะว่านางไม่ใช่เว่ยซินเหยียนคนเก่าก็คงไม่ใช่ เพราะนางยังจำทุกคนในชีวิตของนางได้ อีกทั้งเรื่องราวในอดีตนางก็พอจำได้บ้าง
ทุกคนได้ฟังเหตุผลของนางจึงมองข้ามเรื่องนี้ไป จ้าวฟางหรูมองเสียมแล้วก็เห็นพ้องกับบุตรสาว คิ้วขมวดเข้าหากันเอ่ยออกว่า “หรือว่าจะมีคนมาหยิบของพวกนี้ไปใช้งาน” ถึงจะเป็นเช่นนั้นนางก็ยังไม่ได้ใส่ใจมากนัก กล่าวต่อว่า “เราทำความสะอาดบ้านกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะได้เริ่มไปเก็บสมุนไพร” เพราะตอนนี้เงินของนางมีอยู่หนึ่งร้อยกว่าตำลึง ถึงจะอยู่ได้อีกเกือบสองปีเพราะต้องจ่ายค่ายาของนางส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องหาเพิ่มในเร็ววัน เพราะนางไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีกทั้งบ้านหลังนี้ก็เก่าจนมีหลายส่วนที่ผุพัง นางต้องรีบหาเงินมาซ่อมแซม
แม้เว่ยซินเหยียนยังไม่คลายความสงสัยแต่ก็ยอมไปช่วยทุกคนถางหญ้า แม้สาวใช้จะห้ามปรามนายทั้งสองแต่พวกนางก็ยังยืนกรานที่จะช่วย
เว่ยซินเหยียนสามารถถางหญ้าโดยไม่เหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด นางรู้สึกว่าตนมีกำลังเทียบเท่ากับบุรุษวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ช่างน่าประหลาดนัก แต่นางก็รู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากแล้ว
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามมารดาของนางก็ร้องขึ้นเสียงดัง “ช่วยด้วย ข้าโดนตะขาบกัด”
เว่ยซินเหยียนวิ่งมาเป็นคนแรกมองดูรอยแดงที่หลังมือของมารดามันเป็นรอยเขี้ยวของตะขาบจริง ๆ แต่เพื่อความแน่ใจนางจึงถามขึ้นอีก “ท่านแม่เห็นตัวตะขาบจริง ๆ ใช่ไหมเจ้าคะ”
“ใช่ มันคือตะขาบจริง ๆ มันวิ่งเข้าไปในกอหญ้าแล้ว” เนื่องจากรอบบริเวณบ้านเต็มไปด้วยหญ้า เว่ยซินเหยียนจึงไม่สามารถตามตัวมันได้
จากนั้นจึงพาจ้าวฟางหรูไปนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้าน นำน้ำสะอาดมาล้างแผลให้มารดาด้วยความชำนาญพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ห้ามแกะห้ามเกาเด็ดขาดนะเจ้าคะ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อเจ้าค่ะ”
ทุกคนมองนางด้วยความตื่นตะลึง ทำไมท่าทางของนางถึงได้ดูคล้ายกับหมอเช่นนี้ เว่ยซินเหยียนถามมารดาอีกว่า “ท่านแม่รู้หรือไม่ว่าสมุนไพรชนิดใดช่วยแก้พิษตะขาบได้เจ้าคะ” นางเป็นหมอแผนปัจจุบัน ไม่สันทัดเรื่องสมุนไพรเท่าใดนัก อีกทั้งที่นี่ก็ไม่มียาแก้ปวด
จ้าวฟางหรูพยักหน้าตอบนางว่า “แป๊ะตำปึง แต่ที่นี่ไม่มี หากจะเอาต้องวิ่งไปเก็บบนภูเขาอีกสี่ลี้” นางจำได้ดีว่าบิดาพาไปเก็บใบแป๊ะตำปึงที่นั่น
“เช่นนั้นท่านแม่เคยโดนตะขาบกัดหรือไม่” หากนางไม่แพ้พิษตะขาบก็ดีไป แต่ถ้านางแพ้ก็นับว่าถึงคราวซวยแล้ว
“เคย”
“และนายหญิงก็เป็นคนแพ้พิษตะขาบด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
สิ้นคำของแม่นมเตียว มือของจ้าวฟางหรูข้างที่โดนตะขาบกัดก็เริ่มบวมแดงขึ้นมา อีกทั้งนางยังรู้สึกแน่นหน้าอก และเริ่มหายใจติดขัด
“นายหญิงกำลังจะแย่แล้ว” ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ
“ท่านแม่ ในหมู่บ้านนี้มีหมอหรือไม่เจ้าคะ”
“มี แต่บ้านเขาอยู่ไกลเกือบห้าลี้เลยนะ และไม่รู้ว่าเขาอยู่บ้านหรือไม่”
ซ่งฉือได้สติจึงรีบขานรับ “ขอรับ ๆ” พลางคิดในใจว่า ที่ไม่ยอมแบ่งขนมให้ลูกน้องก็เพราะหวงไว้กินเองนี่เอง มุมปากจึงยกยิ้มขึ้นแล้วหัวเราะหึ ๆ ด้วยความชอบใจ จางหมัวมัวเดินเข้ามายอบกายคารวะเจิ้นเสิ่นอ๋อง เอ่ยว่า “ท่านอ๋อง พระชายาจะออกไปเที่ยวตลาดอีกแล้วเจ้าค่ะ” “ตามใจนางเถิด อย่ากลับค่ำก็พอ” เขาพูดเสียงเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ จางหมัวมัวอ้าปากด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องจะอนุญาตให้พระชายาออกจากจวนบ่อยขนาดนี้ ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นขนมเซียนฮวาปิ่งเหลืออยู่เพียงสองชิ้นเท่านั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องมองตามสายตาของจางหมัวมัวจึงคิดหาคำแก้ตัว “ข้าก็แค่กลัวว่านางจะเสียน้ำใจ ต่อไปไม่ต้องให้นางซื้อมาอีก” “ข้าจะบอกพระชายาให้เจ้าค่ะ” ยอบกายคารวะแล้วจึงเดินอมยิ้มออกมา นางไม่ได้ตาฝาดจริง ๆ หากพระชายาทำให้เจิ้นเสิ่นอ๋องเข้าใจความรู้สึกระหว่างชายหญิงได้ก็คงจะดี คิดมาถึงตรงนี้จิตใจพลันรู้สึกห่อเหี่ยว พระชายางดงามปานนั้นไหนเลยจะมาชอบท่านอ๋องของนางได้ ภาวนาไม่ให้นางปลิดชีพตนเองยังง่ายกว่า ให้หลังจางหมัวมัว เจิ้นเสิ่นอ๋องจึงเรียกองครั
พ้นร่างจางหมัวมัว องครักษ์ทั้งสองที่ตามติดพระชายาไปทุกที่ก็ปรากฏตัวตรงริมหน้าต่างทันที เจิ้นเสิ่นอ๋องถามออกโดยไม่หันไปมอง “วันนี้นางไปที่ใดมาบ้าง” “จุดพักม้าแล้วก็ตลาดขอรับ” เฉาหยวนตอบ “นางไปทำอะไรที่จุดพักม้า” ที่นั่นเป็นจุดพักม้าและที่รับส่งจดหมายไปยังเมืองต่าง ๆ อีกทั้งยังมีโรงเตี๊ยมที่เอาไว้เป็นที่พักพิงสำหรับนักเดินทาง “ข้าเข้าไปสอบถามกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมตอนที่นางออกไปแล้ว เถ้าแก่บอกว่านางมารับจดหมายขอรับ” เฟิ่งหนิงหลง “จดหมายจากผู้ใด” “เถ้าแก่โรงเตี๊ยมไม่ได้บอกขอรับ เขาบอกว่าเป็นความลับของลูกค้าขอรับ” เจิ้นเสิ่นอ๋องเพียงครุ่นคิดในใจอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา จากนั้นจึงถามองครักษ์ต่อ “แล้วที่ตลาดนางไปทำอะไรบ้าง” เฟิ่งหนิงหลงตอบว่า “นางไปกินข้าว เดินชมตลาด ซื้อขนมแล้วก็กลับจวนขอรับ ไม่ได้ไปพบผู้ใด” ซ่งฉือเหลือบมองขนมเซียนฮวาปิ่งแล้วลอบกลืนน้ำลาย พูดขึ้นว่า “หากท่านอ๋องไม่กินขนมนั่น ให้พวกข้าเอาไปแบ่งกันก็ได้นะขอรับ” พูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบจานขนม แต่มือขาวซีดของเจ้า
“ให้นางไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถิดเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องจึงเรียกหาองครักษ์เงาทั้งสอง “เฟิ่งหนิงหลง เฉาหยวน”ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มสองคนรูปร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏกายอยู่ริมหน้าต่าง ขานรับพร้อมกันว่า “ขอรับ”“ติดตามพระชายาไปห่าง ๆ อย่าให้นางรู้ตัว”“ขอรับ”เขาบอกจางหมัวมัวว่า “ไปบอกนางว่าข้าอนุญาต และให้นางกลับก่อนปลายยามเว่ย”“เจ้าค่ะ”เว่ยซินเหยียนเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนได้ก็ดีใจเป็นอย่างมาก ซิ่วอิงถามอย่างตื่นเต้นว่า “พระชายาเราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ”“จุดพักม้า” ในจดหมายที่นางส่งให้หมอฉินตอนที่นางอยู่ที่จวนสกุลเว่ย นางบอกเขาว่านางมีความจำเป็นบางอย่างต้องมาอยู่ทางชายแดนเหนือ เรื่องการค้ากับโรงหมอจินฮงคงต้องหยุดไว้ก่อน แต่หากหมอฉินยังอยากทำการค้ากับนางให้ส่งจดหมายมาที่จุดพักม้าของเมืองเสิ่นหยาง หมอฉินเป็นคนที่พอไว้ใจได้ นางจึงอยากทำการค้ากับเขาต่อ หากเขารู้จักโรงหมอที่นี่นางก็พอมีช่องทางหาเงินได้บ้าง นายบ่าวทั้งสองยังสวมใส่ผ้าปิดบังใบหน้าเช่นเคย จากนั้นจึงขึ้นรถม้าของจวนเจิ้นเสิ่นอ๋องไปลงในตลาด และบอกกับคนขับรถม้าว่าให้รออยู่ที่นี่ จากนั้นทั้งสองก็เดินหายไปในตลาด พอลับสายตาสารถี สองนายบ่าวก็ห
ดวงตาของเจิ้นเสิ่นอ๋องเปล่งประกายวาววามคล้ายมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง บอกองครักษ์ว่า “สืบต่อไป” จากนั้นถามซ่งฉือว่า “เจ้าได้รับบาดเจ็บ แผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ใกล้จะหายดีแล้วขอรับ นางเย็บแผลได้อย่างดีเยี่ยมจนแทบไม่เห็นรอยแผลเป็นด้วยซ้ำ พรุ่งนี้นางนัดให้ข้าไปตัดไหม หากเป็นเมื่อก่อนตัวข้าต้องมีรอยแผลเป็นยาวแน่” พูดพลางถอดเสื้อให้เจิ้นเสิ่นอ๋องดู การเย็บแผลของนางสวยงามจริง ๆ “นางเป็นหมอรึ” เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อน เพราะเขาไม่เคยสนใจสตรีคนไหนที่แต่งเข้ามาในจวนอยู่แล้ว “ข้าไม่แน่ใจขอรับ แต่นางช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน แถมยังช่วยเย็บแผลให้ข้าอีกด้วย นางยังบอกอีกว่าการเย็บแผลก็คล้ายกับการเย็บผ้าขอรับ” ซ่งฉือตอบ “ท่านอ๋อง หรือจะให้นางลองรักษาท่านดูขอรับ” หมิงจ้านออกความเห็น “ไม่ได้ หากนางตายขึ้นมาเจ้าจะรับผิดชอบไหว…อื้อ ๆ” ซ่งฉือพูดยังไม่ทันจบ หมิงจ้านก็ใช้มือปิดปากเขาไว้แน่นไม่ให้เขาพูดต่อ หมิงจ้านทั้งถลึงตาทั้งขยิบตาให้สหาย ซ่งฉือถึงได้สติกลับคืนมาว่าตนได้พลั้งปากไปแล้ว เขาจึงก้มหน้าสองมือประสานไว้ด้านหน้
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียงเข้มว่า “ขอให้เจ้าอยู่ในจวนนี้ให้ดี อย่าได้เที่ยวเพ่นพ่านไปในที่ที่ข้าไม่อนุญาต” เขาพูดต่อว่า “อีกอย่างถ้าไม่อยากอายุสั้นก็อย่าได้สงสัยอะไรในตัวข้าหรือเรื่องที่ข้าไม่อยากให้รู้” กล่าวเพียงเท่านั้นร่างสูงโปร่งก็เดินออกกจากห้องหอทันทีเว่ยซินเหยียนพูดตามหลังว่า “เจ้าค่ะ” พูดประชดในใจต่ออีกว่า ดุจริง ๆจากนั้นจึงมีสาวใช้นางหนึ่งอายุราวสี่สิบต้นเดินเข้ามาพร้อมกับซิ่วอิง“ท่านอ๋องให้ข้าจางหมัวมัวมาปรนนิบัติพระชายาเจ้าค่ะ” นางคือหมัวมัวที่เคยอยู่กับมู่กุ้ยเฟยซึ่งเป็นมารดาของเจิ้นเสิ่นอ๋องมาก่อน ภายหลังเมื่อมู่กุ้ยเฟยถูกส่งตัวเข้าตำหนักเย็นเพราะให้กำเนิดพระโอรสหน้าตาอัปลักษณ์ และองค์ชายใหญ่ถูกส่งตัวมาอยู่ที่เมืองเสิ่นหยางนางจึงติดตามเขามาด้วยตามความต้องการของมู่กุ้ยเฟย เว่ยซินเหยียนมองน
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเป็นหรือขอรับ” “ก็เหมือนเย็บผ้า เหตุใดข้าจะทำไม่เป็น” เหล่าองครักษ์ที่ได้ยินต่างกลืนน้ำลายดังเอื้อก ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คิดในใจว่าแค่เย็บผ้าเป็นก็เย็บแผลได้แล้วหรือ เหตุใดภรรยาที่บ้านไม่เคยเล่าให้พวกเขาฟังบ้างเลย เว่ยซินเหยียนบอกซ่งฉือว่า “ข้าจะเย็บแผลให้เจ้าก่อน” เพราะแผลของเขาฉกรรจ์กว่าของม่อห่าวหรัน “ขอรับ” ซ่งฉือรับคำอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แม้ตอนออกรบต่อสู้กับข้าศึก เขายังไม่รู้สึกกลัวเท่านี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมถอดเสื้อออกโดยง่าย ซ่งฉือได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ซ้าย ยังนับว่าโชคดีที่เขาถนัดขวา เว่ยซินเหยียนล้างแผลด้วยน้ำเกลือ จากนั้นใช้สำลีเช็ดรอบบาดแผลด้วยแอลกอฮอล์ และซับแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาดก่อนฉีดยาชา จากนั้นจึงเริ่ม







