Masuk“วิวาห์ตื่นแล้วอยู่ในครัวกับแม่น่ะ ไปดูไหม พวกน้ากำลังทำกับข้าว”
วันนาพูดทั้งยิ้มให้แล้วเดินไปทางครัว ชีวินเองก็เดินตามไป ไม่ยักรู้ว่ายัยสาวต่างบ้านต่างเมืองจะตื่นเช้าเป็น
พอเดินมาถึงโซนครัวที่มีขนาดกว้างขวาง น้าวันกำลังวุ่นอยู่กับหม้อสองใบที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยจนท้องร้อง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้กินข้าวเย็น กินเพียงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่วิวาห์สั่งให้ช่วงบ่ายแก่ ๆ เท่านั้น
ส่วนวิวาห์นั่งเช็ดปิ่นโตสีเงินลายสวยกับสีเหลืองไข่นวลตา ข้างเธอเป็นเวียงพิงค์ แม่ของเขาที่กำลังนั่งปอกผลไม้เรียงใส่ชั้นปิ่นโต
“อ้าวตาวิน ตื่นแล้วเหรอ มาพอดี มาช่วยแม่ทำกับข้าวไปวัดสิลูก”
เวียงพิงค์เงยหน้าจากมองลูกสะใภ้ หันมาเห็นลูกชายพอดีที่ยืนอยู่หน้าประตู รีบกวักมือเรียก
วิวาห์มองตามถึงได้สบนัยน์ตาสีอ่อน คนตัวโตทิ้งสายตาไว้ที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดื้อใส่เขา หญิงสาวพลันทำตัวไม่ถูก ใบหน้าอ่อนใสขึ้นสีระเรื่อนิดแต่ยังยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ชีวินที่เห็นอย่างนั้นทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดเช่นเคย ทั้งเมินสายตาไปทางอื่นก่อนจะเดินมานั่งข้างแม่
“ทำกับข้าวไปวัดทำไมล่ะครับ”
“ถวายปิ่นโตไงลูก วันนี้วันพระ ต่างจังหวัดนิยมไปถวายปิ่นโตกันจ้ะ เพื่อรับพรและกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับญาติที่ล่วงลับไปแล้ว”
น้าวันหันหน้าออกจากหม้อมาพูดให้ฟัง ชีวินพยักหน้า เขาพอเข้าใจได้ก็เหมือนถวายสังฆทาน
พอชีวินยื่นมือหวังจะจับปิ่นโตมาใส่ผลไม้ดันชนเข้ากับมือเล็กที่เอื้อมมาจับอันเดียวกันกับเขา ทั้งคู่เงยหน้าสบตากันพร้อมวิวาห์ที่ถอยมือกลับแต่ยังทำหน้าทะเล้น
“ใจตรงกันเลยนะคะพี่วิน” เขาทำเพียงมองเธอครู่หนึ่งแล้วจับปิ่นโตนำมาใส่ผล แต่ปากยังพูดกับหญิงสาว
“เอาแต่เช้าเลยนะ”
“เอาอะไรคะ วาห์ยังไม่เคยเอาอะไรนะ” แล้วยังมาถามกันด้วยหน้าตาใสซื่อ
“มุก พี่หมายถึงมุกที่เธอพูดหยอดใส่พี่”
“อ๋อ นึกว่าหมายถึงอย่างอื่น”
“วิวาห์ลูก” วันนาหันมาปรามลูกสาวที่เอาแต่พูดแกล้งพี่เขาอยู่ได้
“ขามามี้”
“พี่เขากลัวหนูหมดแล้ว”
“กลัวก็ดีสิคะ”
หญิงสาวพึมพำแผ่วเบาอยู่คนเดียว มั่นใจแน่แม่กับป้าเวียงไม่ได้ยิน แต่พอเงยหน้ามองชีวินเขากลับมองเธออยู่ วิวาห์นิ่งไปนิดเขาคงไม่ได้ยินนะ ชีวินทำเพียงส่ายหัวไปมาแล้วหันหน้าช่วยแม่จัดปิ่นโตต่อ
พอเตรียมปิ่นโตสองเถาเสร็จ ทั้งเตรียมน้ำไว้กรวดและของใส่บาตรสองชุด กลับกลายเป็นชีวินกับวิวาห์ที่ต้องเป็นคนไปวัด วิวาห์เธอไปได้ ปกติหญิงสาวก็ไปอยู่แล้ว แต่ชีวินคิ้วขมวดทำไมเขาต้องไป
“เดี๋ยวสักหน่อยเพื่อนแม่กับน้าวันจะมาหา ยิ่งวันนี้เราจะกลับแล้วด้วย แม่ขออยู่รอเพื่อนนะ ให้พวกลูกไปแทนแม่ได้ไหม”
เวียงพิงค์สาธยายร่ายยาวให้ลูกชายฟัง ชีวินจะทำอะไรได้ ยังไงก็ตามใจแม่อยู่ดี ชายหนุ่มอยู่ในชุดกางเกงผ้าเนื้อนิ่มกับเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่สำหรับใส่อยู่บ้านง่าย ๆ ไม่ได้ทางการและไม่ได้ดูน่าเกลียด ส่วนวิวาห์เธอก็อยู่ในกางเกงขายาวกับเสื้อยืดสีอ่อน ดูเรียบร้อยขึ้นมากถ้าเทียบกับชุดเมื่อวาน
“จักรยานกับมอเตอร์ไซค์ก็มี ทำไมไม่ขับพวกนี้”
ชีวินถามขึ้นทันทีที่วิวาห์จับรถเครื่องพ่วงข้างออกมา ตั้งแต่มาที่นี่เห็นเธอขับแต่คันนี้ทั้งตอนเจอกันครั้งแรก ไปกินก๋วยเตี๋ยวก็ด้วย มีเขากับชีวีนั่งเป็นผู้โดยสารวิวาห์เป็นคนขับ แต่ตัวพ่วงข้างมันโยกไปมาเหมือนน็อตจะหลุดอยู่รอมร่อ
“วาห์ขับ 2 ล้อไม่เป็นค่ะ ขับเป็นแต่แบบนี้ มันไม่ล้มขับยังไงก็ไม่ล้ม”
พอวิวาห์พูดจบชีวินถึงได้เข้าใจจนกระจ่าง เธอขับจักรยานกับมอเตอร์ไซค์สองล้อไม่เป็นเพราะทรงตัวไม่เก่งเสี่ยงล้ม แต่รถเครื่องพ่วงข้างมันมีสามล้อคือตัวรถ กับล้อตัวพ่วงช่วยค้ำไว้มันไม่ล้มอย่างที่เธอบอก แปลกคนจริง
ชีวินขึ้นนั่งตรงข้ามกับเธอเพราะมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร เมื่อวานเขาก็นั่งมาแล้วแต่มีชีวีไปด้วย วันนี้ไม่มีเพราะมันยังไม่ตื่น
พอถึงวัดที่วันนี้คนในหมู่บ้านต่างพากันมาทำบุญเยอะมากเนื่องจากเป็นวันพระใหญ่ เหมือนมีงานบุญย่อม ๆ เลยก็ว่าได้ วิวาห์เห็นหน้าพี่มองผู้คนหมู่มากนิ่ง ๆ ทั้งขมวดคิ้วจ้องยายที่นุ่งขาวห่มขาวกำลังเดินเข้าศาลาใหญ่ ถึงได้พูดออกไป
“วันพระใหญ่คนจะเยอะแบบนี้ค่ะ ส่วนคนที่นุ่งขาวห่มขาวเขาเรียกแม่ออกค่ะ”
ชีวินคิ้วขมวดนิด ‘แม่ออก’ ออกไปไหนล่ะ
“ค่ะแม่ออก ก็ประมาณว่าเป็นผู้หญิงที่มาวัดบ่อยเป็นประจำ ทำบุญถวายเพลใส่บาตรมีกิจกรรมอะไรที่วัด แม่ออกก็มาตลอด เหมือนเป็นแม่งานประจำวัด มีความอุปถัมภ์วัดประมาณนี้ค่ะ”
วิวาห์พูดให้เขาเข้าใจ ชีวินพยักหน้ารับง่าย ๆ แม่ออกก็แม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าศาลามีแต่คนมอง วิวาห์มาอยู่ต่างจังหวัดได้ระยะเวลาหนึ่งก็จริง บางคนก็เห็นเธอบ่อย บางคนก็ไม่ค่อยได้เจอ ยิ่งชีวินยิ่งไม่เคยเจอเลย เดินผ่านยังได้ยินเสียงซุบซิบ ชายหนุ่มอยากบอกมากว่าอย่าซุบซิบเลยพูดปกติเถอะ เพราะได้ยินทุกคำที่ทุกคนพูด
“ป๊าด ว่าแม่นดารามา สูงมากขาวแท้” (โห้ นึกว่าดารา ทั้งสูงทั้งขาวมาก)
“อีหล่าวิวาห์ลูกสาววันนา ที่แม่ได้ผัวฝรั่งกลับมาเยี่ยมบ้านผู้งามคักเด้อ” (หนูวิวาห์ลูกสาววันนา ที่แม่ได้สามีชาวต่างชาติกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอสวยมากนะ)
“เขาซาว่าผู้ชายย่างข้าง ๆ เป็นผัวอินางน้อยนำเด้” (มีคนเล่ากันว่าผู้ชายเดินข้าง ๆ เป็นสามีหนูคนนี้ด้วยนะ)
“คู่หมั้น ๆ”
“คู่หมั้นกะผัวเมียนั่นละ”
ชีวินถอนหายใจ หน้าเขานิ่งแต่มุมปากกลับยกยิ้มน้อย ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่อยากให้ชาวบ้านว่าหน้าเขาตึงเกินไปหรอกนะ
“พี่วินยิ้มหน่อยสิคะ”
“วิวาห์ตื่นแล้วอยู่ในครัวกับแม่น่ะ ไปดูไหม พวกน้ากำลังทำกับข้าว”วันนาพูดทั้งยิ้มให้แล้วเดินไปทางครัว ชีวินเองก็เดินตามไป ไม่ยักรู้ว่ายัยสาวต่างบ้านต่างเมืองจะตื่นเช้าเป็นพอเดินมาถึงโซนครัวที่มีขนาดกว้างขวาง น้าวันกำลังวุ่นอยู่กับหม้อสองใบที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยจนท้องร้อง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้กินข้าวเย็น กินเพียงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่วิวาห์สั่งให้ช่วงบ่ายแก่ ๆเท่านั้นส่วนวิวาห์นั่งเช็ดปิ่นโตสีเงินลายสวยกับสีเหลืองไข่นวลตา ข้างเธอเป็นเวียงพิงค์ แม่ของเขาที่กำลังนั่งปอกผลไม้เรียงใส่ชั้นปิ่นโต“อ้าวตาวิน ตื่นแล้วเหรอ มาพอดี มาช่วยแม่ทำกับข้าวไปวัดสิลูก”เวียงพิงค์เงยหน้าจากมองลูกสะใภ้ หันมาเห็นลูกชายพอดีที่ยืนอยู่หน้าประตู รีบกวักมือเรียกวิวาห์มองตามถึงได้สบนัยน์ตาสีอ่อน คนตัวโตทิ้งสายตาไว้ที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดื้อใส่เขา หญิงสาวพลันทำตัวไม่ถูก ใบหน้าอ่อนใสขึ้นสีระเรื่อนิดแต่ยังยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ชีวินที่เห็นอย่างนั้นทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดเช่นเคย ทั้งเมินสายตาไปทาง
“เธอแบกมาไม่ได้ถือ” เขาแค่อยากช่วยวิวาห์ยังดื้อจะถือให้ได้“ถือจะเมื่อยค่ะ เพราะต้องเดินไกล แบกจะช่วยซับแรงดีกว่า” ชีวินยังมองคนตรงหน้านิ่งทีเรื่องอย่างนี้ดันฉลาด“ไปตรงไหน”คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เพราะเขาที่ยกถุงปุ๋ยถือในมือเริ่มหนัก“ฝั่งโน้นค่ะ เราจะเริ่มใส่ตั้งแต่ฝั่งโน้นมาถึงตรงนี้”นิ้วเล็กชี้ไปชี้มาชีวินทำเพียงเดินตาม ทั้งสองคนช่วยกันใส่ปุ๋ยจนหมดถุงหลัก ๆ เป็นวิวาห์ทำ ชีวินยกถุงปุ๋ยตามเธอเท่านั้น เขาไม่ได้รังเกียจที่จะจับปุ๋ยคอก เพียงแต่คนหนึ่งยกคนหนึ่งตักปุ๋ยใส่ต้นมะม่วง ต่างคนต่างหน้าที่ก็ถูกแล้ว เขาถึงให้เธอเป็นคนทำพอใส่ปุ๋ยจนหมดถุงทั้งคู่หน้าตามอมแมมใช้ได้ วิวาห์พาชีวินเดินออกจากสวนมะม่วงลัดเลาะมาทางเดินที่เป็นคันนา มีต้นข้าวกำลังออกรวงเต็มที่ รอเวลาอีกไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เดินไปยังไม่ถึงไหนวิวาห์ดันร้องลั่นอย่างตื่นเต้น“ว้ายปลา ปลาค่ะพี่วิน”พูดไม่ทันจบชีวินไม่ทันหันมองตามเสียงเล็กที่บอกให้เขาดูปลาในทุ่งนา วิวาห์ดันกระโดดจากคันนาลงไปจับปลาที่มีน้ำขังเล็กน้อ
ทั้งสามคนนั่งทานก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง มีชีวีกับวิวาห์ที่คุยกันตลอด บางทีก็วกวนมาหาชีวินเหมือนขอความเห็นแต่ไม่เคยได้คำตอบ เพราะเขาทำเพียงนิ่ง แต่ฟังและเก็บทุกรายละเอียดที่ทั้งสองคนคุยกันไว้หมด“อ้าววิวาห์อีหล่าคนงาม” เสียงเอ่ยทักทายหญิงสาวจากทางหน้าร้าน“น้องวาห์มากินก๋วยเตี๋ยวติหล่า”ชายหนุ่มสองคนทักทายสาวน้อยขึ้นด้วยภาษาท้องถิ่น พอทั้งสามคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ก่อนแล้วหันไปมองคนมาใหม่ซึ่งมีสามคนเช่นกัน แต่เอ่ยทักเพียงสองคน อีกคนทำเพียงยิ้มทักทายเท่านั้นหนุ่มเมืองกรุงเห็นหนุ่มบ้านนา ชีวินยังมองนิ่งแต่ชีวีอ้าปากค้างไปนิด ก่อนจะพูดออกไปแผ่วเบา“หล่อมาก”สามคนมาใหม่ตัวสูงใหญ่ทั้งใบหน้าหล่อคมเข้ม แต่งตัวสไตล์บ้าน ๆ เหมือนไปไร่ไปสวน เลี้ยงวัวในฟาร์ม แต่ยังคงความหล่อเหลาจากรูปร่างและใบหน้า เมื่อพวกเขาถอดหมวกและผ้าปิดหน้าออก“สวัสดีจ้ะพี่นาย พี่เก้า พี่แสง”วิวาห์เอ่ยทักทายกลับทั้งยิ้มให้ ไม่มีใครไม่รู้จักแก๊งสามหนุ่มหมู่บ้านโคนงามโคนเจริญนี้ พวกเขาฮอตมากแต่เหมือนจะไม่สนใจสาวไหนท
“เออ แม่นอยู่ หมั้นกันแล้วกะส่ำผัวเมีย แต่งมื้อได๋อย่าลืมเอิ้นพวกแม่ ๆ เด้อนางเด้อ” (เออ ใช่ หมั้นกันแล้วก็เท่ากับเป็นผัวเป็นเมีย แต่งวันไหนอย่าลืมเรียกแม่ ๆ นะลูกนะ)ยายอีกคนพูดบอกอย่างเข้าใจและแสดงท่าทางยินดี ส่วนคนเปิดเรื่องยิ้มกว้างทั้งพยักหน้ารับทั้งส่ายหัวบอกออกไปเช่นกัน“จ้ะ ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ”ชีวินที่มองเธอคุยกับยาย ๆ อยู่ได้แต่นั่งนิ่ง พูดเป็นตุเป็นตะ ใครจะไปแต่งงานกับเธอกันหลังจากเรื่องชุลมุนจบลงพิธียินดีกับบ่าวสาวกลับมาปกติ ผูกข้อไม้ข้อมืออวยพรเสร็จเรียบร้อย เจ้าภาพงานแต่งเชิญแขกแยกย้ายไปรับประทานอาหารร่วมกันรวมทั้งคนเมืองกรุงกับคนเมืองนอกที่ทำตัวนอกเมืองด้วยชีวินนั่งอยู่เก้าอี้พลาสติกสี่ขาสีแดง ด้านขวาเป็นเวียงพิงค์แม่ของเขานั่งอยู่ ส่วนอีกข้างปกติควรเป็นชีวี แต่ตอนนี้ไม่ปกติเพราะด้านซ้ายของเขากลับกลายเป็นยัยคุณหนูหลงทางนั่งข้าง ส่วนชีวีย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วมันก็กินอย่างเดียวไม่สนใจใครที่ชีวินเรียกวิวาห์ว่า ‘คุณหนูหลงทาง’ เพราะเธอทำตัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่บ่อยครั้งจนชายหนุ่มงงสับสนกับเ
“อิหล่าวิวาห์อีกแล้วติสู ลูกสาววันนาเป็นหมู่เจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วเด้อ เขาว่าเป็นหมู่เจ้าสาวเกิน 3 เทือ บ่ได้ผัวคัก ๆ” (หนูวิวาห์อีกแล้วเหรอ ลูกสาววันนาเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วนะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกิน 3 ครั้งจะไม่ได้สามีนี่)ยายคนหนึ่งนั่งไม่ใกล้ไม่ไกลหรี่ตามองจ้องใบหน้าสาวน้อยลูกครึ่ง วันนาผู้เป็นแม่พาลูกสาวกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ไม่นาน แต่วิวาห์เข้าพิธีสู่ขวัญเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับงานแต่งงานคนในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว รวมงานนี้เป็นครั้งที่สี่คนโบราณถือ ถ้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกินสามครั้ง อาจจะไม่ได้แต่งงานมีสามี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบอกต่อกันมาเท่านั้นส่วนวิวาห์สาวน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะการไม่มีสามีคือสิ่งที่เธอต้องการ ยิ่งตอนนี้ว่าที่สามีเธอยังมานั่งอยู่ในงานด้วย พอหันมาเห็นหน้าชีวินที่คิ้วเขาขมวดเป็นปมอยู่ ใบหน้ารูปไข่ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมส่งไปให้เห็นแบบนั้นคนพี่ยังทำแบบเดิมคือถอนหายใจแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาต้องถอนหายใจกับเธ
“เวียงนั่งก่อน มาเหนื่อย ๆ พักสักหน่อยเดี๋ยวค่อยไปบ้านงานแต่งกัน” เจ้าของบ้านพาเพื่อนมานั่งลงที่ชุดเก้าอี้ไม้สักทองขนาดใหญ่ภายในตัวบ้าน“ไม่เป็นไร ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากเลย ดีใจซะด้วยซ้ำที่ได้เจอวันและหนูวาห์ ทั้งจะได้เจอเพื่อนรุ่นเราที่ไม่ได้พบกันมานาน”เวียงพิงค์พูดไปยิ้มไป สองมือยังกุมมือเพื่อนไม่ยอมปล่อย เธอดีใจจริง ๆ ที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากวันนาคลอดลูกได้ไม่นานก็ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ด้วยธุรกิจที่ทำอยู่ร่วมกันกับครอบครัวสามีเธอเอง พอไปอยู่ที่นู่นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนักช่วงแรก เพราะเริ่มต้นใหม่อะไรก็ดูยากและยังไม่ลงตัวไปหมดแต่พอเด็ก ๆ โตขึ้นทั้งวันนาและเวียงพิงค์ถึงได้ติดต่อกันมากกันพูดคุยกันบ่อย ตอนเวียงพิงค์เสียสามีหัวหน้าครอบครัวไป ครอบครัวของวันนาก็มาแต่วิวาห์ไม่ได้มาเพราะติดอะไรหลาย ๆ อย่างปัจจุบันงานบริษัทสาขาที่ต่างประเทศกลายเป็นชอนสามีวันนาเป็นคนดูแลทั้งหมด ส่วนสาขาในประเทศเป็นเวียงพิงค์และลูกชายดูแลระหว่างที่ผู้ใหญ่สองคนพูดคุยซักถามกัน ชีวินชีวีเองก็นั่งฟังและมองรอบตัวบ้านไปพลาง
‘กูไปเอง’ธารตอบกลับทันที คนหวงของที่ไม่ใช่รถแต่เป็นของที่จะไปรับ ธารรีบลุกขึ้นยืน บอกจะไปเองแล้วออกจากห้องไปเลย ไม่ได้มองเห็นมุมปากพิทย์กับชีวินเลยสักนิดที่ยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทันเพื่อน ไอ้ปากไม่ตรงกับใจ แข็งกว่าทุกส่วนบนตัวมันคงเป็นปากนี่แหละดูอาการยอดตองอยู่นานทั้งถามไถ่จนรู้แจ้ง เพื่อนบอกรถกระบะ
“อ้าว วินมาแล้วเหรอ” ชีวินเปิดประตูห้องสโมสรนักศึกษาเข้าไปได้ เสียงใสทักขึ้นทันทีแพรวา เพื่อนต่างคณะสมาชิกสโมสรนักศึกษาตัวแทนจากคณะบริหาร เพราะเป็นสโมสรใหญ่ถึงได้มีตัวแทนทุกคณะ ชีวินไม่ได้สนิทกับคนอื่นมากนักนอกจากกลุ่มเพื่อนจริง ๆ แต่เพื่อนที่เป็นสมาชิกสโมสรนักศึกษาถือเป็นอีกกลุ่มที่เจอกันบ่อยเพรา
“เฮ้ย !”“อะไร ตกใจหมด”นั่งกันอยู่ดี ๆ ชีวีอุทานขึ้นเสียงดัง ทั้งที่ก่อนหน้ามันนั่งเล่นโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดีจนแฝดพี่อย่างชีวินต้องถามออกไป เพราะตอนนี้พวกเรานั่งในห้องสำหรับทำโพรเจกต์จบชีวิน ชีวี แฝดประจำกลุ่มแก๊งหนุ่มหล่อวิศวะไฟฟ้าปีสี่ที่สาว ๆ ตั้งให้ ใครต่อใครต่างบอกทั้งสองคนเหมือนกันสมกับเป็นแ
ขอแค่ลูกพูดออกมา หญิงวัยกลางคนคิดไปต่าง ๆ นานา รวมถึงตอนนี้เรื่องสาวน้อยที่จับจองไว้ให้ลูกชายคนโตคือชีวินกลับมาแล้ว“ครับ”ชีวินตอบไปแค่นั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไร อยากรับปากให้แม่สบายใจในเมื่อท่านบอกไม่ได้บังคับเขายังพอมีโอกาส ส่วนน้องที่แม่พูดถึงเธอเองก็คงไม่นึกพิศวาสเขาเท่าไรหรอก เพราะเราไม่เคยเจอก







