تسجيل الدخول“เวียงนั่งก่อน มาเหนื่อย ๆ พักสักหน่อยเดี๋ยวค่อยไปบ้านงานแต่งกัน” เจ้าของบ้านพาเพื่อนมานั่งลงที่ชุดเก้าอี้ไม้สักทองขนาดใหญ่ภายในตัวบ้าน
“ไม่เป็นไร ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากเลย ดีใจซะด้วยซ้ำที่ได้เจอวันและหนูวาห์ ทั้งจะได้เจอเพื่อนรุ่นเราที่ไม่ได้พบกันมานาน”
เวียงพิงค์พูดไปยิ้มไป สองมือยังกุมมือเพื่อนไม่ยอมปล่อย เธอดีใจจริง ๆ ที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
หลังจากวันนาคลอดลูกได้ไม่นานก็ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ด้วยธุรกิจที่ทำอยู่ร่วมกันกับครอบครัวสามีเธอเอง พอไปอยู่ที่นู่นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนักช่วงแรก เพราะเริ่มต้นใหม่อะไรก็ดูยากและยังไม่ลงตัวไปหมด
แต่พอเด็ก ๆ โตขึ้นทั้งวันนาและเวียงพิงค์ถึงได้ติดต่อกันมากกันพูดคุยกันบ่อย ตอนเวียงพิงค์เสียสามีหัวหน้าครอบครัวไป ครอบครัวของวันนาก็มาแต่วิวาห์ไม่ได้มาเพราะติดอะไรหลาย ๆ อย่าง
ปัจจุบันงานบริษัทสาขาที่ต่างประเทศกลายเป็นชอนสามีวันนาเป็นคนดูแลทั้งหมด ส่วนสาขาในประเทศเป็นเวียงพิงค์และลูกชายดูแล
ระหว่างที่ผู้ใหญ่สองคนพูดคุยซักถามกัน ชีวินชีวีเองก็นั่งฟังและมองรอบตัวบ้านไปพลาง ๆ จู่ ๆ ลูกสาวเจ้าของบ้านก็มาหย่อนก้นนั่งลงข้างชีวิน เอาชนิดที่ว่าเกือบเกยตูดข้างหนึ่งนั่งบนตักเขา เธอยังเงยหน้ามองกันก่อนจะฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้อีก
ชีวินทำเพียงมองนิ่ง ๆ อยากนั่งก็นั่ง บ้านเธอนี่ ต่อให้ไล่ให้ถอยไป ใช่ว่าเธอจะฟังเขาซะที่ไหนดูจากเหตุการณ์ก่อนหน้า รับมือยากแน่ ๆ
“ยัยวาห์มานี่”
วันนากวักมือเรียกลูกสาวให้มานั่งข้างตัวเอง ผู้ชายเขากลัวลูกเธอหมดแล้ว
“มามี้ขาจะสายแล้วนะ เลิกบ่นก่อนได้ไหมคะ”
“เออใช่ จริงด้วย วิวาห์พาพี่สองคนไปดูห้องที่เตรียมไว้นะ แม่จะพาป้าเวียงไปเปลี่ยนชุด”
“ได้ค่ะ พี่วินพี่วีเชิญทางนี้ค่ะ”
สาวน้อยพูดไปด้วยยิ้มไปด้วย ชีวีมองเธออย่างนึกเอ็นดูพร้อมยิ้มให้อย่างเป็นมิตร พอดวงตากลมโตหันมองแฝดพี่ วิวาห์กลับทั้งยิ้มทั้งขยิบตาใส่เขา ชีวินถอนหายใจพร้อมเมินหน้าหนี ส่ายหัวนิดคิดในใจ ‘จะแพรวพราวไปถึงไหนกันแม่คุณ’
สองหนุ่มเดินตามลูกสาวเจ้าของบ้านมาถึงห้องพักที่เตรียมไว้สำหรับแขก
“นี่ห้องนอนค่ะ พร้อมห้องน้ำในตัว ถ้าไม่ทันใช้ ใช้ห้องน้ำด้านนอกได้นะคะ”
“ขอบใจนะน้องวาห์”
ชีวีบอกเธอพร้อมยิ้มให้สาวน้อยก่อนจะเดินเข้าห้องไป พอชีวินกำลังจะเดินตามแฝดน้อง วิวาห์ดันพูดดักเขาเข้าซะก่อน
“พี่วินส่วนห้องนั้น... เห็นไหมคะ”
ชีวินมองตามนิ้วเล็กกำลังชี้ไปอีกห้องที่อยู่ถัดไป เขาพยักหน้ารับง่าย ๆ เป็นเชิงบอกว่าเห็นคิดว่าเจ้าของบ้านคงบอกเป็นห้องใช้สอยทั่วไป
“ห้องนั้นเป็นห้องนอนวาห์เองค่ะ”
ชีวินที่มองตามนิ้วเล็กชี้บอกห้องอยู่รีบหันกลับมาทันทีพร้อมสีหน้าเรียบนิ่ง วิวาห์ยังมายิ้มแฉ่งใส่เขาหน้าซื่อตาใส ชายหนุ่มถอนหายใจใส่หนึ่งทีแล้วเดินเข้าห้องไป คร้านจะพูดด้วยแล้ว
พอหันกลับมาจะปิดประตู ยัยดื้อนี่ยังทำท่ายกนิ้วชี้สองข้างจิ้มเข้าหากัน ทั้งทำหน้าเขินอายใส่เขา ‘เออพูดเองเขินเอง’ คนเป็นพี่ปิดประตูใส่หน้าน้องไม่เบานัก
ชีวินชีวีพาเวียงพิงค์ผู้เป็นแม่มาทำธุระต่างจังหวัด นั่นก็คืองานแต่งลูกสาวเพื่อนแม่ ซึ่งสนิทกันมานาน มางานแต่งพอเข้าใจอย่างมากก็เป็นแค่แขก แต่ชีวินกลับถูกจับให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว เพราะคนที่ถูกวางตัวไว้ดันดื่มหนักเมาไม่ได้สติเพื่อฉลองให้เพื่อนซึ่งเป็นเจ้าบ่าวในวันนี้
ชีวินถูกไหว้วานจากแม่เขาและแม่เจ้าสาว เพราะเวลานี้หาเพื่อนเจ้าบ่าวไม่ทันแล้ว เวียงพิงค์ขอให้ลูกชายช่วยอีกแรง ชีวินที่ไม่ขัดใจแม่อยู่แล้วถึงได้ตกลงรับปากไป
แต่ผู้หลักผู้ใหญ่คนในหมู่บ้านนี้ต่างบอกว่า ‘คนที่จะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวได้ ครอบครัวต้องเพียบพร้อมสมบูรณ์พ่อแม่อยู่ครบ’ ซึ่งชีวินขาดพ่อมีแต่เวียงพิงค์ผู้เป็นแม่เท่านั้น
แม่เจ้าสาวกลับบอกว่าไม่ถือทั้งพูดให้ผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานได้เข้าใจและรับรู้ว่า ‘เจ้าบ่าวก็ไม่มีพ่อมีเพียงแม่เช่นกันถ้าชีวิตลูก ๆ หลังแต่งงานอยู่กินกันไปแล้วไม่รอดคงไม่ใช่ความผิดของเพื่อนเจ้าบ่าว’
สรุปแล้วคนในหมู่บ้านก็ไม่ถือสาเห็นด้วยและเอาตามที่เจ้าภาพสะดวก เพราะใกล้จะได้ฤกษ์เข้าพิธี ชีวินเห็นแบบนั้นก็จำยอม เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว
งานแต่งงานจัดขึ้นเรียบง่ายเหมือนงานท้องถิ่นทั่วไป นั่งที่พื้นปูเสื่อมีพรม ตรงกลางมีพานบายศรีทำจากใบตองแซมด้วยดอกไม้เล็ก ๆ สีขาวสวยงามอย่างประณีต
แขกผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ประจำหมู่บ้าน ทั้งญาติสนิทต่างนั่งรายล้อมเต็มพื้นที่ เจ้าบ่าวเจ้าสาวสวมชุดแต่งงานผ้าไหมสีขาวตัดแดงสวยงาม ส่วนชีวินเขาถูกเปลี่ยนมาอยู่ในชุดเพื่อนเจ้าบ่าวเช่นกัน สวมเพียงเสื้อไหมสีขาวแขนสั้น มีผ้าสีแดงอีกผืนพาดไหล่ไว้ ยังสวมกางเกงยีนตัวเองเช่นเดิม
พอถึงเวลาได้ฤกษ์งามยามดีอย่างที่ผู้ใหญ่บอก ชีวินนั่งอยู่กลางวงกับเจ้าบ่าว เราสองคนแทบไม่รู้จักกัน ทำเพียงนั่งข้างกันยิ้มทักทายตามมารยาทเท่านั้น
พอได้ยินคนส่งเสียงร้องเรียกเจ้าสาวให้ออกมา ชีวินมองตามสายตาทุกคู่ปกติ เห็นเจ้าสาวอยู่ในชุดแต่งงานไทยอีสานเรียบง่ายและเป็นเอกลักษณ์ ชุดคล้ายเจ้าบ่าวสีขาวตัดแดง แต่เป็นผ้าถุงทำจากผ้าไหมสวยงาม
ทุกคนต่างชมว่าเธอสวย ก็ต้องสวยอยู่แล้วเป็นเจ้าสาวนี่ พอคนได้รับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวอย่างชีวินกำลังจะหันหน้ามองไปทางอื่น กลับสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม เธอเดินตามหลังมาแล้วนั่งลงข้างเจ้าสาว
วิวาห์อยู่ในชุดคล้ายเจ้าสาวเสื้อไหมสีขาวแขนสั้น มีผ้าผืนเล็กลวดลายสวยงามพาดไหล่เธอไว้พร้อมสวมผ้าถุงสีแดงเข้ม จากผมที่ถักเปียสองข้างตอนนี้ถูกรวบมัดไว้เรียบง่ายเปิดวงหน้ารูปไข่อ่อนใสแต่งแต้มนิด จนคนมองแทบไม่กะพริบตา
“วิวาห์ตื่นแล้วอยู่ในครัวกับแม่น่ะ ไปดูไหม พวกน้ากำลังทำกับข้าว”วันนาพูดทั้งยิ้มให้แล้วเดินไปทางครัว ชีวินเองก็เดินตามไป ไม่ยักรู้ว่ายัยสาวต่างบ้านต่างเมืองจะตื่นเช้าเป็นพอเดินมาถึงโซนครัวที่มีขนาดกว้างขวาง น้าวันกำลังวุ่นอยู่กับหม้อสองใบที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยจนท้องร้อง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้กินข้าวเย็น กินเพียงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่วิวาห์สั่งให้ช่วงบ่ายแก่ ๆเท่านั้นส่วนวิวาห์นั่งเช็ดปิ่นโตสีเงินลายสวยกับสีเหลืองไข่นวลตา ข้างเธอเป็นเวียงพิงค์ แม่ของเขาที่กำลังนั่งปอกผลไม้เรียงใส่ชั้นปิ่นโต“อ้าวตาวิน ตื่นแล้วเหรอ มาพอดี มาช่วยแม่ทำกับข้าวไปวัดสิลูก”เวียงพิงค์เงยหน้าจากมองลูกสะใภ้ หันมาเห็นลูกชายพอดีที่ยืนอยู่หน้าประตู รีบกวักมือเรียกวิวาห์มองตามถึงได้สบนัยน์ตาสีอ่อน คนตัวโตทิ้งสายตาไว้ที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดื้อใส่เขา หญิงสาวพลันทำตัวไม่ถูก ใบหน้าอ่อนใสขึ้นสีระเรื่อนิดแต่ยังยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ชีวินที่เห็นอย่างนั้นทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดเช่นเคย ทั้งเมินสายตาไปทาง
“เธอแบกมาไม่ได้ถือ” เขาแค่อยากช่วยวิวาห์ยังดื้อจะถือให้ได้“ถือจะเมื่อยค่ะ เพราะต้องเดินไกล แบกจะช่วยซับแรงดีกว่า” ชีวินยังมองคนตรงหน้านิ่งทีเรื่องอย่างนี้ดันฉลาด“ไปตรงไหน”คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เพราะเขาที่ยกถุงปุ๋ยถือในมือเริ่มหนัก“ฝั่งโน้นค่ะ เราจะเริ่มใส่ตั้งแต่ฝั่งโน้นมาถึงตรงนี้”นิ้วเล็กชี้ไปชี้มาชีวินทำเพียงเดินตาม ทั้งสองคนช่วยกันใส่ปุ๋ยจนหมดถุงหลัก ๆ เป็นวิวาห์ทำ ชีวินยกถุงปุ๋ยตามเธอเท่านั้น เขาไม่ได้รังเกียจที่จะจับปุ๋ยคอก เพียงแต่คนหนึ่งยกคนหนึ่งตักปุ๋ยใส่ต้นมะม่วง ต่างคนต่างหน้าที่ก็ถูกแล้ว เขาถึงให้เธอเป็นคนทำพอใส่ปุ๋ยจนหมดถุงทั้งคู่หน้าตามอมแมมใช้ได้ วิวาห์พาชีวินเดินออกจากสวนมะม่วงลัดเลาะมาทางเดินที่เป็นคันนา มีต้นข้าวกำลังออกรวงเต็มที่ รอเวลาอีกไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เดินไปยังไม่ถึงไหนวิวาห์ดันร้องลั่นอย่างตื่นเต้น“ว้ายปลา ปลาค่ะพี่วิน”พูดไม่ทันจบชีวินไม่ทันหันมองตามเสียงเล็กที่บอกให้เขาดูปลาในทุ่งนา วิวาห์ดันกระโดดจากคันนาลงไปจับปลาที่มีน้ำขังเล็กน้อ
ทั้งสามคนนั่งทานก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง มีชีวีกับวิวาห์ที่คุยกันตลอด บางทีก็วกวนมาหาชีวินเหมือนขอความเห็นแต่ไม่เคยได้คำตอบ เพราะเขาทำเพียงนิ่ง แต่ฟังและเก็บทุกรายละเอียดที่ทั้งสองคนคุยกันไว้หมด“อ้าววิวาห์อีหล่าคนงาม” เสียงเอ่ยทักทายหญิงสาวจากทางหน้าร้าน“น้องวาห์มากินก๋วยเตี๋ยวติหล่า”ชายหนุ่มสองคนทักทายสาวน้อยขึ้นด้วยภาษาท้องถิ่น พอทั้งสามคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ก่อนแล้วหันไปมองคนมาใหม่ซึ่งมีสามคนเช่นกัน แต่เอ่ยทักเพียงสองคน อีกคนทำเพียงยิ้มทักทายเท่านั้นหนุ่มเมืองกรุงเห็นหนุ่มบ้านนา ชีวินยังมองนิ่งแต่ชีวีอ้าปากค้างไปนิด ก่อนจะพูดออกไปแผ่วเบา“หล่อมาก”สามคนมาใหม่ตัวสูงใหญ่ทั้งใบหน้าหล่อคมเข้ม แต่งตัวสไตล์บ้าน ๆ เหมือนไปไร่ไปสวน เลี้ยงวัวในฟาร์ม แต่ยังคงความหล่อเหลาจากรูปร่างและใบหน้า เมื่อพวกเขาถอดหมวกและผ้าปิดหน้าออก“สวัสดีจ้ะพี่นาย พี่เก้า พี่แสง”วิวาห์เอ่ยทักทายกลับทั้งยิ้มให้ ไม่มีใครไม่รู้จักแก๊งสามหนุ่มหมู่บ้านโคนงามโคนเจริญนี้ พวกเขาฮอตมากแต่เหมือนจะไม่สนใจสาวไหนท
“เออ แม่นอยู่ หมั้นกันแล้วกะส่ำผัวเมีย แต่งมื้อได๋อย่าลืมเอิ้นพวกแม่ ๆ เด้อนางเด้อ” (เออ ใช่ หมั้นกันแล้วก็เท่ากับเป็นผัวเป็นเมีย แต่งวันไหนอย่าลืมเรียกแม่ ๆ นะลูกนะ)ยายอีกคนพูดบอกอย่างเข้าใจและแสดงท่าทางยินดี ส่วนคนเปิดเรื่องยิ้มกว้างทั้งพยักหน้ารับทั้งส่ายหัวบอกออกไปเช่นกัน“จ้ะ ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ”ชีวินที่มองเธอคุยกับยาย ๆ อยู่ได้แต่นั่งนิ่ง พูดเป็นตุเป็นตะ ใครจะไปแต่งงานกับเธอกันหลังจากเรื่องชุลมุนจบลงพิธียินดีกับบ่าวสาวกลับมาปกติ ผูกข้อไม้ข้อมืออวยพรเสร็จเรียบร้อย เจ้าภาพงานแต่งเชิญแขกแยกย้ายไปรับประทานอาหารร่วมกันรวมทั้งคนเมืองกรุงกับคนเมืองนอกที่ทำตัวนอกเมืองด้วยชีวินนั่งอยู่เก้าอี้พลาสติกสี่ขาสีแดง ด้านขวาเป็นเวียงพิงค์แม่ของเขานั่งอยู่ ส่วนอีกข้างปกติควรเป็นชีวี แต่ตอนนี้ไม่ปกติเพราะด้านซ้ายของเขากลับกลายเป็นยัยคุณหนูหลงทางนั่งข้าง ส่วนชีวีย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วมันก็กินอย่างเดียวไม่สนใจใครที่ชีวินเรียกวิวาห์ว่า ‘คุณหนูหลงทาง’ เพราะเธอทำตัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่บ่อยครั้งจนชายหนุ่มงงสับสนกับเ
“อิหล่าวิวาห์อีกแล้วติสู ลูกสาววันนาเป็นหมู่เจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วเด้อ เขาว่าเป็นหมู่เจ้าสาวเกิน 3 เทือ บ่ได้ผัวคัก ๆ” (หนูวิวาห์อีกแล้วเหรอ ลูกสาววันนาเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วนะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกิน 3 ครั้งจะไม่ได้สามีนี่)ยายคนหนึ่งนั่งไม่ใกล้ไม่ไกลหรี่ตามองจ้องใบหน้าสาวน้อยลูกครึ่ง วันนาผู้เป็นแม่พาลูกสาวกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ไม่นาน แต่วิวาห์เข้าพิธีสู่ขวัญเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับงานแต่งงานคนในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว รวมงานนี้เป็นครั้งที่สี่คนโบราณถือ ถ้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกินสามครั้ง อาจจะไม่ได้แต่งงานมีสามี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบอกต่อกันมาเท่านั้นส่วนวิวาห์สาวน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะการไม่มีสามีคือสิ่งที่เธอต้องการ ยิ่งตอนนี้ว่าที่สามีเธอยังมานั่งอยู่ในงานด้วย พอหันมาเห็นหน้าชีวินที่คิ้วเขาขมวดเป็นปมอยู่ ใบหน้ารูปไข่ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมส่งไปให้เห็นแบบนั้นคนพี่ยังทำแบบเดิมคือถอนหายใจแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาต้องถอนหายใจกับเธ
“เวียงนั่งก่อน มาเหนื่อย ๆ พักสักหน่อยเดี๋ยวค่อยไปบ้านงานแต่งกัน” เจ้าของบ้านพาเพื่อนมานั่งลงที่ชุดเก้าอี้ไม้สักทองขนาดใหญ่ภายในตัวบ้าน“ไม่เป็นไร ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากเลย ดีใจซะด้วยซ้ำที่ได้เจอวันและหนูวาห์ ทั้งจะได้เจอเพื่อนรุ่นเราที่ไม่ได้พบกันมานาน”เวียงพิงค์พูดไปยิ้มไป สองมือยังกุมมือเพื่อนไม่ยอมปล่อย เธอดีใจจริง ๆ ที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากวันนาคลอดลูกได้ไม่นานก็ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ด้วยธุรกิจที่ทำอยู่ร่วมกันกับครอบครัวสามีเธอเอง พอไปอยู่ที่นู่นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนักช่วงแรก เพราะเริ่มต้นใหม่อะไรก็ดูยากและยังไม่ลงตัวไปหมดแต่พอเด็ก ๆ โตขึ้นทั้งวันนาและเวียงพิงค์ถึงได้ติดต่อกันมากกันพูดคุยกันบ่อย ตอนเวียงพิงค์เสียสามีหัวหน้าครอบครัวไป ครอบครัวของวันนาก็มาแต่วิวาห์ไม่ได้มาเพราะติดอะไรหลาย ๆ อย่างปัจจุบันงานบริษัทสาขาที่ต่างประเทศกลายเป็นชอนสามีวันนาเป็นคนดูแลทั้งหมด ส่วนสาขาในประเทศเป็นเวียงพิงค์และลูกชายดูแลระหว่างที่ผู้ใหญ่สองคนพูดคุยซักถามกัน ชีวินชีวีเองก็นั่งฟังและมองรอบตัวบ้านไปพลาง
“แม่ครับ ดึกมากแล้วยังจะเดินทางอีกเหรอ”ชีวีพูดขึ้นหลังจากถูกแม่สวมกอดกับหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านหันไปกอดและหอมชีวินมาแล้ว ถึงพวกเขาจะโตเป็นหนุ่มยังไงก็ลูกแม่ ท่านเลี้ยงมา ยังคงเป็นเด็กในสายตาท่านเสมอ“แม่รีบน่ะลูก ไปกัน อาบน้ำเปลี่ยนชุด ส่วนเสื้อผ้าแม่ให้ป้าโอ๋เก็บให้แล้วทั้งคู่เลย แม่รอนะ”
‘กูไปเอง’ธารตอบกลับทันที คนหวงของที่ไม่ใช่รถแต่เป็นของที่จะไปรับ ธารรีบลุกขึ้นยืน บอกจะไปเองแล้วออกจากห้องไปเลย ไม่ได้มองเห็นมุมปากพิทย์กับชีวินเลยสักนิดที่ยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทันเพื่อน ไอ้ปากไม่ตรงกับใจ แข็งกว่าทุกส่วนบนตัวมันคงเป็นปากนี่แหละดูอาการยอดตองอยู่นานทั้งถามไถ่จนรู้แจ้ง เพื่อนบอกรถกระบะ
“อ้าว วินมาแล้วเหรอ” ชีวินเปิดประตูห้องสโมสรนักศึกษาเข้าไปได้ เสียงใสทักขึ้นทันทีแพรวา เพื่อนต่างคณะสมาชิกสโมสรนักศึกษาตัวแทนจากคณะบริหาร เพราะเป็นสโมสรใหญ่ถึงได้มีตัวแทนทุกคณะ ชีวินไม่ได้สนิทกับคนอื่นมากนักนอกจากกลุ่มเพื่อนจริง ๆ แต่เพื่อนที่เป็นสมาชิกสโมสรนักศึกษาถือเป็นอีกกลุ่มที่เจอกันบ่อยเพรา
“เฮ้ย !”“อะไร ตกใจหมด”นั่งกันอยู่ดี ๆ ชีวีอุทานขึ้นเสียงดัง ทั้งที่ก่อนหน้ามันนั่งเล่นโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดีจนแฝดพี่อย่างชีวินต้องถามออกไป เพราะตอนนี้พวกเรานั่งในห้องสำหรับทำโพรเจกต์จบชีวิน ชีวี แฝดประจำกลุ่มแก๊งหนุ่มหล่อวิศวะไฟฟ้าปีสี่ที่สาว ๆ ตั้งให้ ใครต่อใครต่างบอกทั้งสองคนเหมือนกันสมกับเป็นแ







