เข้าสู่ระบบ
“เฮ้ย !”
“อะไร ตกใจหมด”
นั่งกันอยู่ดี ๆ ชีวีอุทานขึ้นเสียงดัง ทั้งที่ก่อนหน้ามันนั่งเล่นโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดีจนแฝดพี่อย่างชีวินต้องถามออกไป เพราะตอนนี้พวกเรานั่งในห้องสำหรับทำโพรเจกต์จบ
ชีวิน ชีวี แฝดประจำกลุ่มแก๊งหนุ่มหล่อวิศวะไฟฟ้าปีสี่ที่สาว ๆ ตั้งให้ ใครต่อใครต่างบอกทั้งสองคนเหมือนกันสมกับเป็นแฝด แต่จริง ๆ ไม่ใช่แค่คล้ายเท่านั้น อาจเพราะหน้านิ่งเหมือนกัน ชีวียิ้มง่ายกว่าแฝดพี่เยอะ ชีวินเองเขายิ้มบ้างแต่นานทีจะมีให้เห็น
“ดูในแชตกลุ่มดิ”
ชีวีรีบบอกเพื่อนซึ่งพวกเขานั่งรวมกลุ่มกันอยู่สี่คน เพราะอีกสองคนยังไม่โผล่หัวมาให้เห็น จนสายป่านนี้ทั้งที่นัดกันไว้ก่อนหน้าว่าจะมาทำงานในสาขา สาเหตุที่ยังไม่มาคงเป็นข้อความของธารส่งมาให้ในแชตกลุ่มตอนนี้
“อ้าวเฮ้ย ! ตายไหมนั่น” ตามมาด้วยเสียงอุทานอย่างตกใจของเฮียบาร์เมื่อเปิดอ่านข้อความที่ธารส่งมา
เฮียบาร์ ชายหนุ่มขี้เล่นอีกคนในกลุ่ม หล่อรวย ตัวสูงใหญ่ ทั้งเท่และดูดิบเถื่อนไปในตัวเพราะเขามีลายสักหัวงูที่อกข้างซ้าย แขนข้างเดียวกันยังมีผีเสื้อกลางคืนสวยงามสักไว้ด้วยเพื่อเรียกแขกสาว ๆ เข้าร้านบรั่น-แบรนด์-บาร์ ร้านผับกึ่งบาร์สำหรับนั่งชิลและจัดเลี้ยง ตั้งอยู่หลังมหาวิทยาลัย นิสัยปากเร็วชอบพูดไม่คิดแต่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร ถ้าไม่มาแหย่มันก็ไม่กัด
“ปาก !” พิทย์ที่นั่งข้างเฮียบาร์พูดปรามด้วยน้ำเสียงเอือมระอาเพื่อน คนหนึ่งเจ็บไม่รู้เป็นหรือตาย ยังพูดปากไม่เป็นมงคล
พิทย์
หัวกะทิประจำกลุ่ม หนุ่มแว่นฮอตเนิร์ด คนอะไรยิ่งใส่แว่นยิ่งหล่อ เพื่อนในกลุ่มยังออกปาก เขาไม่ได้ดูเนิร์ดเลยสักนิดกลับดูฮอตมากกว่า เรียนเก่งนิสัยดีพูดน้อยแต่พูดบ้างยามจำเป็น ยิ้มง่ายตามมารยาท ชอบลากเพื่อนมาเรียน ยิ่งกว่าพ่อยิ่งกว่าแม่ก็เป็นเขา โดยเฉพาะลากไอ้เฮียบาร์“โทร.ถามธารเลยแล้วกัน”
ชีวินที่นั่งเงียบบอกกับเพื่อนออกไปเพราะทุกคนสีหน้าดูกังวลกันมาก ถึงจะปากดีแต่เป็นห่วงยอดตองมากเช่นกัน พวกเขาเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่ปีหนึ่ง จนถึงปีสี่สนิทชนิดที่ว่าคุยด้วยได้ทุกเรื่อง แค่มองตาก็รู้ใจ มีกันอยู่หกคน พิทย์ เฮียบาร์ ชีวี ชีวิน และอีกสองคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้คือธารกับยอดตอง
ทุกคนกังวลตกใจเพราะข้อความที่ธารส่งมาบอกว่ายอดตองประสบอุบัติเหตุ รถบิกไบก์ของมันชนเข้ากับรถกระบะสี่ประตูตรงหน้ามหาวิทยาลัยเมื่อเช้า ซึ่งพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ชีวินถือสายคุยโทรศัพท์ไม่นานก็วาง ธารบอกยอดตองปลอดภัยแล้วให้พวกเขาทั้งสี่คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยจัดการงานให้เสร็จค่อยตามไป ธารจะเป็นคนอยู่เฝ้ายอดตองเอง
“ดีที่ยอดเตยไม่ได้ไปด้วย”
พอทุกคนได้รู้แบบนั้นต่างทำหน้าโล่งใจขึ้นมาบ้าง ธารบอกยอดตองไม่เป็นอะไรมากคงเป็นอย่างนั้น ที่โล่งใจมากขึ้นไปอีกอย่างคงเป็นที่เฮียบาร์พูด ยอดเตยน้องสาวยอดตองมาเรียนที่นี่ แต่อยู่คนละสาขากับพวกเขา
ยอดตองหวงน้องสาวในระดับหนึ่ง ถึงปากจะบอกว่าไม่สนใจแต่มันไปรับไปส่งที่สาขาประจำ ยอดเตยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมันไปเฝ้าเกาะรั้วหน้าสาขา มองอยู่ไกล ๆ เหมือนพ่อไปส่งลูกสามขวบที่พึ่งเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาล
“งั้นเดี๋ยวไปห้องสโมสรก่อน นัดกับสมาชิกไว้จะคุยเรื่องกิจกรรมก่อนเปิดเทอม”
“อือ ไปเถอะ เดี๋ยวที่เหลือกูกับพวกนี้รอ”
“เคลียร์งานเสร็จค่อยไปหาพวกนั้นพร้อมกัน”
ชีวินบอกเพื่อนไปแบบนั้นเพราะเขาเป็นประธานสโมสรนักศึกษาฝ่ายกิจกรรม นัดประชุมกับสมาชิกสโมสรตามที่บอกเพื่อนไว้
พิทย์เองเห็นว่าไม่มีอะไรมากเพราะแค่มาช่วยกันคิดหัวข้อโพรเจกต์ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว ถึงบอกให้เพื่อนไป
ตบท้ายด้วยเฮียบาร์ที่บอกเคลียร์ทุกอย่างเสร็จดีค่อยไปหาธารกับยอดตอง ชีวีทำเพียงพยักหน้ารับรู้ ทุกคนถึงได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ชีวินเดินออกจากตึกคณะเพื่อไปห้องสโมสรนักศึกษา ระหว่างทางเดินต่างมีรุ่นน้องชายหญิงยกมือไหว้สวัสดีทักทายเขาเป็นแถบทั้งในคณะและต่างคณะ ไม่มีใครไม่รู้จัก พี่ชีวินประธานสโมสรนักศึกษาหนุ่มหล่อผู้เงียบขรึม ใบหน้าเรียบนิ่งแต่ทรงเสน่ห์
ด้วยรูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลา สันกรามคมชัด คิ้วเข้มพาดตัดเฉียง ดวงตาคมกริบ นัยน์ตาสีอ่อนน่ามอง จมูกโด่งเป็นสัน ที่สำคัญริมฝีปากหยักสวยได้รูปจนผู้หญิงหลายคนอิจฉา ผมสีน้ำตาลจัดเซตทรงอยางดี ผิวเขาขาวสะอาดเรียบเนียนเหมือนอาบน้ำทุกสิบห้านาที
เดินไปไหนสาว ๆ รุ่นน้องต่างมองตามคอแทบเคล็ด แต่ชีวินกลับชินแล้ว ชินจริง ๆ ด้วยกลุ่มพวกเขาเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาว ๆ เสมอ ทั้งธารเองเป็นถึงเดือนมหาวิทยาลัย
ชีวียังเป็นนักร้องประจำวงดนตรีของมหาวิทยาลัยเช่นกัน ยิ่งยอดตองเป็นถึงกัปตันทีมบาสเกตบอล ส่วนพิทย์กับเฮียบาร์อีกที่พวกมันอยู่เฉย ๆ ก็ฮอตปรอทแตก ชีวินเขาชินแล้วจริง ๆ
“อ้าว วินมาแล้วเหรอ” ชีวินเปิดประตูห้องสโมสรนักศึกษาเข้าไปได้ เสียงใสทักขึ้นทันที
“วิวาห์ตื่นแล้วอยู่ในครัวกับแม่น่ะ ไปดูไหม พวกน้ากำลังทำกับข้าว”วันนาพูดทั้งยิ้มให้แล้วเดินไปทางครัว ชีวินเองก็เดินตามไป ไม่ยักรู้ว่ายัยสาวต่างบ้านต่างเมืองจะตื่นเช้าเป็นพอเดินมาถึงโซนครัวที่มีขนาดกว้างขวาง น้าวันกำลังวุ่นอยู่กับหม้อสองใบที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยจนท้องร้อง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้กินข้าวเย็น กินเพียงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่วิวาห์สั่งให้ช่วงบ่ายแก่ ๆเท่านั้นส่วนวิวาห์นั่งเช็ดปิ่นโตสีเงินลายสวยกับสีเหลืองไข่นวลตา ข้างเธอเป็นเวียงพิงค์ แม่ของเขาที่กำลังนั่งปอกผลไม้เรียงใส่ชั้นปิ่นโต“อ้าวตาวิน ตื่นแล้วเหรอ มาพอดี มาช่วยแม่ทำกับข้าวไปวัดสิลูก”เวียงพิงค์เงยหน้าจากมองลูกสะใภ้ หันมาเห็นลูกชายพอดีที่ยืนอยู่หน้าประตู รีบกวักมือเรียกวิวาห์มองตามถึงได้สบนัยน์ตาสีอ่อน คนตัวโตทิ้งสายตาไว้ที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดื้อใส่เขา หญิงสาวพลันทำตัวไม่ถูก ใบหน้าอ่อนใสขึ้นสีระเรื่อนิดแต่ยังยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ชีวินที่เห็นอย่างนั้นทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดเช่นเคย ทั้งเมินสายตาไปทาง
“เธอแบกมาไม่ได้ถือ” เขาแค่อยากช่วยวิวาห์ยังดื้อจะถือให้ได้“ถือจะเมื่อยค่ะ เพราะต้องเดินไกล แบกจะช่วยซับแรงดีกว่า” ชีวินยังมองคนตรงหน้านิ่งทีเรื่องอย่างนี้ดันฉลาด“ไปตรงไหน”คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เพราะเขาที่ยกถุงปุ๋ยถือในมือเริ่มหนัก“ฝั่งโน้นค่ะ เราจะเริ่มใส่ตั้งแต่ฝั่งโน้นมาถึงตรงนี้”นิ้วเล็กชี้ไปชี้มาชีวินทำเพียงเดินตาม ทั้งสองคนช่วยกันใส่ปุ๋ยจนหมดถุงหลัก ๆ เป็นวิวาห์ทำ ชีวินยกถุงปุ๋ยตามเธอเท่านั้น เขาไม่ได้รังเกียจที่จะจับปุ๋ยคอก เพียงแต่คนหนึ่งยกคนหนึ่งตักปุ๋ยใส่ต้นมะม่วง ต่างคนต่างหน้าที่ก็ถูกแล้ว เขาถึงให้เธอเป็นคนทำพอใส่ปุ๋ยจนหมดถุงทั้งคู่หน้าตามอมแมมใช้ได้ วิวาห์พาชีวินเดินออกจากสวนมะม่วงลัดเลาะมาทางเดินที่เป็นคันนา มีต้นข้าวกำลังออกรวงเต็มที่ รอเวลาอีกไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เดินไปยังไม่ถึงไหนวิวาห์ดันร้องลั่นอย่างตื่นเต้น“ว้ายปลา ปลาค่ะพี่วิน”พูดไม่ทันจบชีวินไม่ทันหันมองตามเสียงเล็กที่บอกให้เขาดูปลาในทุ่งนา วิวาห์ดันกระโดดจากคันนาลงไปจับปลาที่มีน้ำขังเล็กน้อ
ทั้งสามคนนั่งทานก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง มีชีวีกับวิวาห์ที่คุยกันตลอด บางทีก็วกวนมาหาชีวินเหมือนขอความเห็นแต่ไม่เคยได้คำตอบ เพราะเขาทำเพียงนิ่ง แต่ฟังและเก็บทุกรายละเอียดที่ทั้งสองคนคุยกันไว้หมด“อ้าววิวาห์อีหล่าคนงาม” เสียงเอ่ยทักทายหญิงสาวจากทางหน้าร้าน“น้องวาห์มากินก๋วยเตี๋ยวติหล่า”ชายหนุ่มสองคนทักทายสาวน้อยขึ้นด้วยภาษาท้องถิ่น พอทั้งสามคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ก่อนแล้วหันไปมองคนมาใหม่ซึ่งมีสามคนเช่นกัน แต่เอ่ยทักเพียงสองคน อีกคนทำเพียงยิ้มทักทายเท่านั้นหนุ่มเมืองกรุงเห็นหนุ่มบ้านนา ชีวินยังมองนิ่งแต่ชีวีอ้าปากค้างไปนิด ก่อนจะพูดออกไปแผ่วเบา“หล่อมาก”สามคนมาใหม่ตัวสูงใหญ่ทั้งใบหน้าหล่อคมเข้ม แต่งตัวสไตล์บ้าน ๆ เหมือนไปไร่ไปสวน เลี้ยงวัวในฟาร์ม แต่ยังคงความหล่อเหลาจากรูปร่างและใบหน้า เมื่อพวกเขาถอดหมวกและผ้าปิดหน้าออก“สวัสดีจ้ะพี่นาย พี่เก้า พี่แสง”วิวาห์เอ่ยทักทายกลับทั้งยิ้มให้ ไม่มีใครไม่รู้จักแก๊งสามหนุ่มหมู่บ้านโคนงามโคนเจริญนี้ พวกเขาฮอตมากแต่เหมือนจะไม่สนใจสาวไหนท
“เออ แม่นอยู่ หมั้นกันแล้วกะส่ำผัวเมีย แต่งมื้อได๋อย่าลืมเอิ้นพวกแม่ ๆ เด้อนางเด้อ” (เออ ใช่ หมั้นกันแล้วก็เท่ากับเป็นผัวเป็นเมีย แต่งวันไหนอย่าลืมเรียกแม่ ๆ นะลูกนะ)ยายอีกคนพูดบอกอย่างเข้าใจและแสดงท่าทางยินดี ส่วนคนเปิดเรื่องยิ้มกว้างทั้งพยักหน้ารับทั้งส่ายหัวบอกออกไปเช่นกัน“จ้ะ ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ”ชีวินที่มองเธอคุยกับยาย ๆ อยู่ได้แต่นั่งนิ่ง พูดเป็นตุเป็นตะ ใครจะไปแต่งงานกับเธอกันหลังจากเรื่องชุลมุนจบลงพิธียินดีกับบ่าวสาวกลับมาปกติ ผูกข้อไม้ข้อมืออวยพรเสร็จเรียบร้อย เจ้าภาพงานแต่งเชิญแขกแยกย้ายไปรับประทานอาหารร่วมกันรวมทั้งคนเมืองกรุงกับคนเมืองนอกที่ทำตัวนอกเมืองด้วยชีวินนั่งอยู่เก้าอี้พลาสติกสี่ขาสีแดง ด้านขวาเป็นเวียงพิงค์แม่ของเขานั่งอยู่ ส่วนอีกข้างปกติควรเป็นชีวี แต่ตอนนี้ไม่ปกติเพราะด้านซ้ายของเขากลับกลายเป็นยัยคุณหนูหลงทางนั่งข้าง ส่วนชีวีย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วมันก็กินอย่างเดียวไม่สนใจใครที่ชีวินเรียกวิวาห์ว่า ‘คุณหนูหลงทาง’ เพราะเธอทำตัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่บ่อยครั้งจนชายหนุ่มงงสับสนกับเ
“อิหล่าวิวาห์อีกแล้วติสู ลูกสาววันนาเป็นหมู่เจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วเด้อ เขาว่าเป็นหมู่เจ้าสาวเกิน 3 เทือ บ่ได้ผัวคัก ๆ” (หนูวิวาห์อีกแล้วเหรอ ลูกสาววันนาเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วนะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกิน 3 ครั้งจะไม่ได้สามีนี่)ยายคนหนึ่งนั่งไม่ใกล้ไม่ไกลหรี่ตามองจ้องใบหน้าสาวน้อยลูกครึ่ง วันนาผู้เป็นแม่พาลูกสาวกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ไม่นาน แต่วิวาห์เข้าพิธีสู่ขวัญเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับงานแต่งงานคนในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว รวมงานนี้เป็นครั้งที่สี่คนโบราณถือ ถ้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกินสามครั้ง อาจจะไม่ได้แต่งงานมีสามี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบอกต่อกันมาเท่านั้นส่วนวิวาห์สาวน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะการไม่มีสามีคือสิ่งที่เธอต้องการ ยิ่งตอนนี้ว่าที่สามีเธอยังมานั่งอยู่ในงานด้วย พอหันมาเห็นหน้าชีวินที่คิ้วเขาขมวดเป็นปมอยู่ ใบหน้ารูปไข่ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมส่งไปให้เห็นแบบนั้นคนพี่ยังทำแบบเดิมคือถอนหายใจแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาต้องถอนหายใจกับเธ
“เวียงนั่งก่อน มาเหนื่อย ๆ พักสักหน่อยเดี๋ยวค่อยไปบ้านงานแต่งกัน” เจ้าของบ้านพาเพื่อนมานั่งลงที่ชุดเก้าอี้ไม้สักทองขนาดใหญ่ภายในตัวบ้าน“ไม่เป็นไร ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากเลย ดีใจซะด้วยซ้ำที่ได้เจอวันและหนูวาห์ ทั้งจะได้เจอเพื่อนรุ่นเราที่ไม่ได้พบกันมานาน”เวียงพิงค์พูดไปยิ้มไป สองมือยังกุมมือเพื่อนไม่ยอมปล่อย เธอดีใจจริง ๆ ที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากวันนาคลอดลูกได้ไม่นานก็ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ด้วยธุรกิจที่ทำอยู่ร่วมกันกับครอบครัวสามีเธอเอง พอไปอยู่ที่นู่นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนักช่วงแรก เพราะเริ่มต้นใหม่อะไรก็ดูยากและยังไม่ลงตัวไปหมดแต่พอเด็ก ๆ โตขึ้นทั้งวันนาและเวียงพิงค์ถึงได้ติดต่อกันมากกันพูดคุยกันบ่อย ตอนเวียงพิงค์เสียสามีหัวหน้าครอบครัวไป ครอบครัวของวันนาก็มาแต่วิวาห์ไม่ได้มาเพราะติดอะไรหลาย ๆ อย่างปัจจุบันงานบริษัทสาขาที่ต่างประเทศกลายเป็นชอนสามีวันนาเป็นคนดูแลทั้งหมด ส่วนสาขาในประเทศเป็นเวียงพิงค์และลูกชายดูแลระหว่างที่ผู้ใหญ่สองคนพูดคุยซักถามกัน ชีวินชีวีเองก็นั่งฟังและมองรอบตัวบ้านไปพลาง
ขอแค่ลูกพูดออกมา หญิงวัยกลางคนคิดไปต่าง ๆ นานา รวมถึงตอนนี้เรื่องสาวน้อยที่จับจองไว้ให้ลูกชายคนโตคือชีวินกลับมาแล้ว“ครับ”ชีวินตอบไปแค่นั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไร อยากรับปากให้แม่สบายใจในเมื่อท่านบอกไม่ได้บังคับเขายังพอมีโอกาส ส่วนน้องที่แม่พูดถึงเธอเองก็คงไม่นึกพิศวาสเขาเท่าไรหรอก เพราะเราไม่เคยเจอก
“แม่ครับ ดึกมากแล้วยังจะเดินทางอีกเหรอ”ชีวีพูดขึ้นหลังจากถูกแม่สวมกอดกับหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านหันไปกอดและหอมชีวินมาแล้ว ถึงพวกเขาจะโตเป็นหนุ่มยังไงก็ลูกแม่ ท่านเลี้ยงมา ยังคงเป็นเด็กในสายตาท่านเสมอ“แม่รีบน่ะลูก ไปกัน อาบน้ำเปลี่ยนชุด ส่วนเสื้อผ้าแม่ให้ป้าโอ๋เก็บให้แล้วทั้งคู่เลย แม่รอนะ”
‘กูไปเอง’ธารตอบกลับทันที คนหวงของที่ไม่ใช่รถแต่เป็นของที่จะไปรับ ธารรีบลุกขึ้นยืน บอกจะไปเองแล้วออกจากห้องไปเลย ไม่ได้มองเห็นมุมปากพิทย์กับชีวินเลยสักนิดที่ยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทันเพื่อน ไอ้ปากไม่ตรงกับใจ แข็งกว่าทุกส่วนบนตัวมันคงเป็นปากนี่แหละดูอาการยอดตองอยู่นานทั้งถามไถ่จนรู้แจ้ง เพื่อนบอกรถกระบะ
“อ้าว วินมาแล้วเหรอ” ชีวินเปิดประตูห้องสโมสรนักศึกษาเข้าไปได้ เสียงใสทักขึ้นทันทีแพรวา เพื่อนต่างคณะสมาชิกสโมสรนักศึกษาตัวแทนจากคณะบริหาร เพราะเป็นสโมสรใหญ่ถึงได้มีตัวแทนทุกคณะ ชีวินไม่ได้สนิทกับคนอื่นมากนักนอกจากกลุ่มเพื่อนจริง ๆ แต่เพื่อนที่เป็นสมาชิกสโมสรนักศึกษาถือเป็นอีกกลุ่มที่เจอกันบ่อยเพรา



![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



