登入“อิหล่าวิวาห์อีกแล้วติสู ลูกสาววันนาเป็นหมู่เจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วเด้อ เขาว่าเป็นหมู่เจ้าสาวเกิน 3 เทือ บ่ได้ผัวคัก ๆ” (หนูวิวาห์อีกแล้วเหรอ ลูกสาววันนาเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วนะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกิน 3 ครั้งจะไม่ได้สามีนี่)
ยายคนหนึ่งนั่งไม่ใกล้ไม่ไกลหรี่ตามองจ้องใบหน้าสาวน้อยลูกครึ่ง วันนาผู้เป็นแม่พาลูกสาวกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ไม่นาน แต่วิวาห์เข้าพิธีสู่ขวัญเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับงานแต่งงานคนในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว รวมงานนี้เป็นครั้งที่สี่
คนโบราณถือ ถ้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกินสามครั้ง อาจจะไม่ได้แต่งงานมีสามี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบอกต่อกันมาเท่านั้น
ส่วนวิวาห์สาวน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะการไม่มีสามีคือสิ่งที่เธอต้องการ ยิ่งตอนนี้ว่าที่สามีเธอยังมานั่งอยู่ในงานด้วย พอหันมาเห็นหน้าชีวินที่คิ้วเขาขมวดเป็นปมอยู่ ใบหน้ารูปไข่ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมส่งไปให้
เห็นแบบนั้นคนพี่ยังทำแบบเดิมคือถอนหายใจแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาต้องถอนหายใจกับเธออีกกี่ครั้ง
พิธีสู่ขวัญบ่าวสาวตามประเพณีเริ่มขึ้น ทั้งผูกข้อไม้ข้อมือรับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ ชีวินกับวิวาห์เองก็ได้ผูกไม่ต่างจากเจ้าบ่าวเจ้าสาว ข้อมือสองข้างมีด้ายสายสิญจน์สีขาวผูกเต็มไปหมด
จนพิธียินดีเสร็จสิ้น
“หอมแก้มให้แม่ ๆ เบิ่งแหน่หล่า ฮักกันแพงกันหอมกันให้เบิ่งแหน่” (หอมแก้มให้แม่ ๆ ดูหน่อยลูก รักกันทะนุถนอมกัน หอมกันให้ดูหน่อย)
“หอมเลย หอมเลย หอมเลย”
เจ้าบ่าวเจ้าสาวยิ้มน้อย ๆ เขินอายกับการที่ต้องแสดงความรักต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน แน่นอนว่าที่ผ่านมาคบกันมาหลายปีต้องเคยทำมากกว่านั้นแน่ เมื่อผู้ใหญ่เรียกร้องอยากเห็นพอกระชุ่มกระชวยหัวใจ ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนเจ้าบ่าวจะหอมเจ้าสาวทำเพียงยื่นจมูกแตะแก้มนิ่มเท่านั้น
เห็นแบบนั้นผู้ใหญ่ต่างยิ้มแย้ม พอกำลังจะร้องเฮยินดีเป็นต้องชะงักกันถ้วนหน้า
เมื่อสาวน้อยที่เป็นเพื่อนเจ้าสาว เธอเดินมานั่งข้างเพื่อนเจ้าบ่าวตั้งแต่เมื่อตอนไหน ชีวินเองก็ไม่รู้ตัวเพราะมัวยินดีกับคู่บ่าวสาวอยู่
ที่ทุกคนในงานชะงักไปเพราะวิวาห์ยื่นหน้าหอมแก้มเพื่อนเจ้าบ่าวจน ใบหน้าชายหนุ่มเอียงไปนิด
ชีวินเองก็ตกใจที่จู่ ๆ มีคนมาแตะตัว พอหันไปมองถึงเห็นใบหน้าอ่อนใสกับดวงตากลมโตมองกันอยู่ก่อนแล้ว พร้อมรอยยิ้มหวานฉีกกว้างส่งให้เขาอยู่
คนพาทำพิธีที่ถือไมโครโฟนรีบพูดขึ้น
“อะ... เอ่อ หอมแค่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็พอลูก”
พอโฆษกประจำหมู่บ้านพูดจบ เสียงซุบซิบพูดคุยกันของป้า ๆ ยาย ๆ ที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ดังขึ้นให้ได้ยิน
“ปกติหนูวาห์ก็ไม่เคยไปหอมเพื่อนเจ้าบ่าว 3 งานที่ผ่านมานะ”
“นั่นสิ ทำไมงานนี้ถึงหอมแก้มเพื่อนเจ้าบ่าวได้”
“แถมยังยิ้มหน้าตาสดใส หรือเขาเป็นแฟนกัน”
“พ่อหนุ่มคนนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนหน้าเลย”
“เขาว่าคนนี้เป็นลูกชายเวียงพิงค์ที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับวันนา”
สองคนผู้เป็นแม่ที่มีชื่อในหัวข้อสนทนานั่งอยู่มุมหนึ่งของบ้านงานแต่ง วันนานั่งไหล่ตกทิ้งตัวซบหาอกเวียงพิงค์ มีชีวีใช้พัดสารจากไม้ไผ่หลากสี พัดเรียกลมให้น้าวันทั้งยื่นยาดมให้ เพราะวันนาทำท่าลมจะจับ
เมื่อเห็นลูกสาวคนเดียวหอมแก้มผู้ชายต่อหน้าคนเกือบทั้งหมู่บ้าน ถึงจะเป็นคู่หมั้นก็เถอะ มันยังไม่ถึงขั้นนั้นจริง ๆ สักหน่อย ยัยวาห์นะยัยวาห์ ป้า ๆ ยาย ๆ รุ่นนี้ยิ่งเหมือนโทรโข่งชั้นดี เชื่อสิว่าข่าวจะแพร่ออกไปไกลถึงอีกหมู่บ้าน
ชีวินที่นิ่งเงียบรีบดึงแขนคนข้าง ๆ ที่มองกันอยู่ให้นั่งลงดี ๆ และแนบชิดกับตัวเขา
“อ๊ะ พี่วินเบาสิคะ วาห์เจ็บนะ”
ชีวินคิ้วขมวดทันทีพร้อมหันมองคนนั่งข้าง เธอพูดว่าเจ็บซะเสียงดัง แต่ดวงตาใสแป๋วกับรอยยิ้มทะเล้นนั่นแสดงเก่ง ยัยดื้อ
“เงียบ ๆ สิ คนมองเห็นไหม”
น้ำเสียงราบเรียบติดดุรีบบอกออกไป วิวาห์ถึงได้ยักไหล่นั่งลงข้างพี่เงียบ ๆ มือหนายังจับแขนเธออยู่ไม่ยอมปล่อย คนน้องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบแผ่วเบาเป็นการปลอบเพราะเธอบอกเจ็บ
“วาห์ วิวาห์ลูก ให้แม่ถามจักคำแหน่หล่า” (แม่ขอถามสักนิดได้ไหม)
เสียงยายที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นึกสงสัยและด้วยความอยากใส่ใจมาก จนต้องขอถามสาวน้องตรงหน้าให้รู้แจ้ง
“จ้ะยาย”
“ผัวโตติ”
“ใช่จ้ะ”
“หา/นี่/เฮ้อ/วัน/น้าวันครับ” เสียงอุทานหลายเสียงดังผสานขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
‘หา’ คือเสียงป้า ๆ ยาย ๆ คนในหมูบ้านที่นั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ส่วน ‘นี่’ เป็นเสียงของชีวินที่นั่งข้างเธอ แล้วเสียงถอนหายใจเฮือกสุดท้ายก็เป็นแม่เธอ และสองเสียงสุดท้ายเป็นของป้าเวียงกับชีวีเรียกสติวันนาแม่ของเธอ เพราะวันนาเหมือนจะโดนลมจับอีกรอบทั้งอับอาย
“ไม่ใช่เหรอคะ เราเป็นคู่หมั้นกันนี่ สักวันต้องเป็นผัวเมียกัน”
เจ้าตัวยังหันมาถามชายหนุ่มด้วยดวงตาใสซื่อ ชีวินพอรู้เธออยู่ต่างประเทศนาน พูดตรง ทำจริง แต่นี่มันตรงไปและเรื่องของเราทั้งคู่ยังไปไม่ถึงไหน ผู้คนกลับรู้ทั้งหมู่บ้าน ชีวินขอถอนหายใจอีกรอบเพื่อระบายความเหนื่อยหน่าย เขาจะทำยังไงกับเธอดี
“โอ๋ บัดได๋แท้เป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน กะว่าแบบนั้นแหน่ แม่กะตกใจเห็นอิหล่าหอมแก้มอ้าย นึกว่าบ่ได้เป็นหยังกัน” (อ๋อ ที่ไหนได้เป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน ก็บอกแบบนั้นหน่อย แม่ก็ตกใจเห็นหนูหอมแก้มพี่เขา นึกว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน) เสียงยายที่ถามขึ้นก่อนหน้าทำท่าทางเข้าใจ
“พี่วินยิ้มหน่อยสิคะ”วิวาห์พาชีวินนั่งลงเสื่อที่ปูเตรียมไว้แล้วหันหน้ามามองเขาที่จะยิ้มก็ไม่ยิ้มดี ๆ“ยิ้มแล้ว”“ตรงไหนที่ว่ายิ้ม”หญิงสาวขยับหน้าเข้าไปใกล้ เป็นเขาที่ต้องผละถอยพร้อมยกมือดันหน้าผากเธอไว้“วิวาห์ ! คนเยอะ แล้วนี่ก็วัด”“วาห์แค่จะมองหน้าพี่วินเองค่ะ”“อยู่นิ่ง ๆ สิ”วิวาห์ฉีกยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะหันไปพูดคุยกับยาย ๆ ที่นั่งข้าง พอเสร็จทั้งใส่บาตร กรวดน้ำรับพรพร้อมถวายปิ่นโตเรียบร้อย เวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วโมงมียาย ๆ นุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์ทำวัตรเช้าไปด้วย ชายหนุ่มทำเพียงนั่งนิ่งไม่นานพระท่านฉันเสร็จแล้วเก็บปิ่นโตตามเดิม วิวาห์ชวนชีวินไปเก็บกลับมาให้คนอื่นด้วย เรียบร้อยแล้วทั้งคู่ถึงได้เดินออกจากศาลามาที่รถ สาวน้อยข้างกายยังยิ้มสดใสให้คนเดินผ่านและทักทาย ชีวินถือของเต็มมือมีวิวาห์เดินข้าง ๆ พอถึงรถเธอกลับหันหน้ามาหาเขา“พี่วินหิวไหมคะ” ใบหน้าอ่อนใสยิ้มกว้างถามเขา มันสายมากแล้วน่าจะหิว“อือ”“งั้นกลับบ้านเรากัน”วิวาห์พูดแค่นั้นขึ้นขับรถเครื่องพ่วงข้าง มีชีวินนั่งเป็น
“วิวาห์ตื่นแล้วอยู่ในครัวกับแม่น่ะ ไปดูไหม พวกน้ากำลังทำกับข้าว”วันนาพูดทั้งยิ้มให้แล้วเดินไปทางครัว ชีวินเองก็เดินตามไป ไม่ยักรู้ว่ายัยสาวต่างบ้านต่างเมืองจะตื่นเช้าเป็นพอเดินมาถึงโซนครัวที่มีขนาดกว้างขวาง น้าวันกำลังวุ่นอยู่กับหม้อสองใบที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยจนท้องร้อง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้กินข้าวเย็น กินเพียงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่วิวาห์สั่งให้ช่วงบ่ายแก่ ๆเท่านั้นส่วนวิวาห์นั่งเช็ดปิ่นโตสีเงินลายสวยกับสีเหลืองไข่นวลตา ข้างเธอเป็นเวียงพิงค์ แม่ของเขาที่กำลังนั่งปอกผลไม้เรียงใส่ชั้นปิ่นโต“อ้าวตาวิน ตื่นแล้วเหรอ มาพอดี มาช่วยแม่ทำกับข้าวไปวัดสิลูก”เวียงพิงค์เงยหน้าจากมองลูกสะใภ้ หันมาเห็นลูกชายพอดีที่ยืนอยู่หน้าประตู รีบกวักมือเรียกวิวาห์มองตามถึงได้สบนัยน์ตาสีอ่อน คนตัวโตทิ้งสายตาไว้ที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดื้อใส่เขา หญิงสาวพลันทำตัวไม่ถูก ใบหน้าอ่อนใสขึ้นสีระเรื่อนิดแต่ยังยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ชีวินที่เห็นอย่างนั้นทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดเช่นเคย ทั้งเมินสายตาไปทาง
“เธอแบกมาไม่ได้ถือ” เขาแค่อยากช่วยวิวาห์ยังดื้อจะถือให้ได้“ถือจะเมื่อยค่ะ เพราะต้องเดินไกล แบกจะช่วยซับแรงดีกว่า” ชีวินยังมองคนตรงหน้านิ่งทีเรื่องอย่างนี้ดันฉลาด“ไปตรงไหน”คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เพราะเขาที่ยกถุงปุ๋ยถือในมือเริ่มหนัก“ฝั่งโน้นค่ะ เราจะเริ่มใส่ตั้งแต่ฝั่งโน้นมาถึงตรงนี้”นิ้วเล็กชี้ไปชี้มาชีวินทำเพียงเดินตาม ทั้งสองคนช่วยกันใส่ปุ๋ยจนหมดถุงหลัก ๆ เป็นวิวาห์ทำ ชีวินยกถุงปุ๋ยตามเธอเท่านั้น เขาไม่ได้รังเกียจที่จะจับปุ๋ยคอก เพียงแต่คนหนึ่งยกคนหนึ่งตักปุ๋ยใส่ต้นมะม่วง ต่างคนต่างหน้าที่ก็ถูกแล้ว เขาถึงให้เธอเป็นคนทำพอใส่ปุ๋ยจนหมดถุงทั้งคู่หน้าตามอมแมมใช้ได้ วิวาห์พาชีวินเดินออกจากสวนมะม่วงลัดเลาะมาทางเดินที่เป็นคันนา มีต้นข้าวกำลังออกรวงเต็มที่ รอเวลาอีกไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เดินไปยังไม่ถึงไหนวิวาห์ดันร้องลั่นอย่างตื่นเต้น“ว้ายปลา ปลาค่ะพี่วิน”พูดไม่ทันจบชีวินไม่ทันหันมองตามเสียงเล็กที่บอกให้เขาดูปลาในทุ่งนา วิวาห์ดันกระโดดจากคันนาลงไปจับปลาที่มีน้ำขังเล็กน้อ
ทั้งสามคนนั่งทานก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง มีชีวีกับวิวาห์ที่คุยกันตลอด บางทีก็วกวนมาหาชีวินเหมือนขอความเห็นแต่ไม่เคยได้คำตอบ เพราะเขาทำเพียงนิ่ง แต่ฟังและเก็บทุกรายละเอียดที่ทั้งสองคนคุยกันไว้หมด“อ้าววิวาห์อีหล่าคนงาม” เสียงเอ่ยทักทายหญิงสาวจากทางหน้าร้าน“น้องวาห์มากินก๋วยเตี๋ยวติหล่า”ชายหนุ่มสองคนทักทายสาวน้อยขึ้นด้วยภาษาท้องถิ่น พอทั้งสามคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ก่อนแล้วหันไปมองคนมาใหม่ซึ่งมีสามคนเช่นกัน แต่เอ่ยทักเพียงสองคน อีกคนทำเพียงยิ้มทักทายเท่านั้นหนุ่มเมืองกรุงเห็นหนุ่มบ้านนา ชีวินยังมองนิ่งแต่ชีวีอ้าปากค้างไปนิด ก่อนจะพูดออกไปแผ่วเบา“หล่อมาก”สามคนมาใหม่ตัวสูงใหญ่ทั้งใบหน้าหล่อคมเข้ม แต่งตัวสไตล์บ้าน ๆ เหมือนไปไร่ไปสวน เลี้ยงวัวในฟาร์ม แต่ยังคงความหล่อเหลาจากรูปร่างและใบหน้า เมื่อพวกเขาถอดหมวกและผ้าปิดหน้าออก“สวัสดีจ้ะพี่นาย พี่เก้า พี่แสง”วิวาห์เอ่ยทักทายกลับทั้งยิ้มให้ ไม่มีใครไม่รู้จักแก๊งสามหนุ่มหมู่บ้านโคนงามโคนเจริญนี้ พวกเขาฮอตมากแต่เหมือนจะไม่สนใจสาวไหนท
“เออ แม่นอยู่ หมั้นกันแล้วกะส่ำผัวเมีย แต่งมื้อได๋อย่าลืมเอิ้นพวกแม่ ๆ เด้อนางเด้อ” (เออ ใช่ หมั้นกันแล้วก็เท่ากับเป็นผัวเป็นเมีย แต่งวันไหนอย่าลืมเรียกแม่ ๆ นะลูกนะ)ยายอีกคนพูดบอกอย่างเข้าใจและแสดงท่าทางยินดี ส่วนคนเปิดเรื่องยิ้มกว้างทั้งพยักหน้ารับทั้งส่ายหัวบอกออกไปเช่นกัน“จ้ะ ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ”ชีวินที่มองเธอคุยกับยาย ๆ อยู่ได้แต่นั่งนิ่ง พูดเป็นตุเป็นตะ ใครจะไปแต่งงานกับเธอกันหลังจากเรื่องชุลมุนจบลงพิธียินดีกับบ่าวสาวกลับมาปกติ ผูกข้อไม้ข้อมืออวยพรเสร็จเรียบร้อย เจ้าภาพงานแต่งเชิญแขกแยกย้ายไปรับประทานอาหารร่วมกันรวมทั้งคนเมืองกรุงกับคนเมืองนอกที่ทำตัวนอกเมืองด้วยชีวินนั่งอยู่เก้าอี้พลาสติกสี่ขาสีแดง ด้านขวาเป็นเวียงพิงค์แม่ของเขานั่งอยู่ ส่วนอีกข้างปกติควรเป็นชีวี แต่ตอนนี้ไม่ปกติเพราะด้านซ้ายของเขากลับกลายเป็นยัยคุณหนูหลงทางนั่งข้าง ส่วนชีวีย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วมันก็กินอย่างเดียวไม่สนใจใครที่ชีวินเรียกวิวาห์ว่า ‘คุณหนูหลงทาง’ เพราะเธอทำตัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่บ่อยครั้งจนชายหนุ่มงงสับสนกับเ
“อิหล่าวิวาห์อีกแล้วติสู ลูกสาววันนาเป็นหมู่เจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วเด้อ เขาว่าเป็นหมู่เจ้าสาวเกิน 3 เทือ บ่ได้ผัวคัก ๆ” (หนูวิวาห์อีกแล้วเหรอ ลูกสาววันนาเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วนะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกิน 3 ครั้งจะไม่ได้สามีนี่)ยายคนหนึ่งนั่งไม่ใกล้ไม่ไกลหรี่ตามองจ้องใบหน้าสาวน้อยลูกครึ่ง วันนาผู้เป็นแม่พาลูกสาวกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ไม่นาน แต่วิวาห์เข้าพิธีสู่ขวัญเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับงานแต่งงานคนในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว รวมงานนี้เป็นครั้งที่สี่คนโบราณถือ ถ้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกินสามครั้ง อาจจะไม่ได้แต่งงานมีสามี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบอกต่อกันมาเท่านั้นส่วนวิวาห์สาวน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะการไม่มีสามีคือสิ่งที่เธอต้องการ ยิ่งตอนนี้ว่าที่สามีเธอยังมานั่งอยู่ในงานด้วย พอหันมาเห็นหน้าชีวินที่คิ้วเขาขมวดเป็นปมอยู่ ใบหน้ารูปไข่ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมส่งไปให้เห็นแบบนั้นคนพี่ยังทำแบบเดิมคือถอนหายใจแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาต้องถอนหายใจกับเธ
“อ้าว วินมาแล้วเหรอ” ชีวินเปิดประตูห้องสโมสรนักศึกษาเข้าไปได้ เสียงใสทักขึ้นทันทีแพรวา เพื่อนต่างคณะสมาชิกสโมสรนักศึกษาตัวแทนจากคณะบริหาร เพราะเป็นสโมสรใหญ่ถึงได้มีตัวแทนทุกคณะ ชีวินไม่ได้สนิทกับคนอื่นมากนักนอกจากกลุ่มเพื่อนจริง ๆ แต่เพื่อนที่เป็นสมาชิกสโมสรนักศึกษาถือเป็นอีกกลุ่มที่เจอกันบ่อยเพรา
“เฮ้ย !”“อะไร ตกใจหมด”นั่งกันอยู่ดี ๆ ชีวีอุทานขึ้นเสียงดัง ทั้งที่ก่อนหน้ามันนั่งเล่นโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดีจนแฝดพี่อย่างชีวินต้องถามออกไป เพราะตอนนี้พวกเรานั่งในห้องสำหรับทำโพรเจกต์จบชีวิน ชีวี แฝดประจำกลุ่มแก๊งหนุ่มหล่อวิศวะไฟฟ้าปีสี่ที่สาว ๆ ตั้งให้ ใครต่อใครต่างบอกทั้งสองคนเหมือนกันสมกับเป็นแ
ขอแค่ลูกพูดออกมา หญิงวัยกลางคนคิดไปต่าง ๆ นานา รวมถึงตอนนี้เรื่องสาวน้อยที่จับจองไว้ให้ลูกชายคนโตคือชีวินกลับมาแล้ว“ครับ”ชีวินตอบไปแค่นั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไร อยากรับปากให้แม่สบายใจในเมื่อท่านบอกไม่ได้บังคับเขายังพอมีโอกาส ส่วนน้องที่แม่พูดถึงเธอเองก็คงไม่นึกพิศวาสเขาเท่าไรหรอก เพราะเราไม่เคยเจอก
“แม่ครับ ดึกมากแล้วยังจะเดินทางอีกเหรอ”ชีวีพูดขึ้นหลังจากถูกแม่สวมกอดกับหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านหันไปกอดและหอมชีวินมาแล้ว ถึงพวกเขาจะโตเป็นหนุ่มยังไงก็ลูกแม่ ท่านเลี้ยงมา ยังคงเป็นเด็กในสายตาท่านเสมอ“แม่รีบน่ะลูก ไปกัน อาบน้ำเปลี่ยนชุด ส่วนเสื้อผ้าแม่ให้ป้าโอ๋เก็บให้แล้วทั้งคู่เลย แม่รอนะ”







