登入“พี่วินยิ้มหน่อยสิคะ”
วิวาห์พาชีวินนั่งลงเสื่อที่ปูเตรียมไว้แล้วหันหน้ามามองเขาที่จะยิ้มก็ไม่ยิ้มดี ๆ
“ยิ้มแล้ว”
“ตรงไหนที่ว่ายิ้ม”
หญิงสาวขยับหน้าเข้าไปใกล้ เป็นเขาที่ต้องผละถอยพร้อมยกมือดันหน้าผากเธอไว้
“วิวาห์ ! คนเยอะ แล้วนี่ก็วัด”
“วาห์แค่จะมองหน้าพี่วินเองค่ะ”
“อยู่นิ่ง ๆ สิ”
วิวาห์ฉีกยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะหันไปพูดคุยกับยาย ๆ ที่นั่งข้าง พอเสร็จทั้งใส่บาตร กรวดน้ำรับพร พร้อมถวายปิ่นโตเรียบร้อย เวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วโมงมียาย ๆ นุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์ทำวัตรเช้าไปด้วย ชายหนุ่มทำเพียงนั่งนิ่ง
ไม่นานพระท่านฉันเสร็จแล้วเก็บปิ่นโตตามเดิม วิวาห์ชวนชีวินไปเก็บกลับมาให้คนอื่นด้วย เรียบร้อยแล้วทั้งคู่ถึงได้เดินออกจากศาลามาที่รถ สาวน้อยข้างกายยังยิ้มสดใสให้คนเดินผ่านและทักทาย ชีวินถือของเต็มมือมีวิวาห์เดินข้าง ๆ พอถึงรถเธอกลับหันหน้ามาหาเขา
“พี่วินหิวไหมคะ” ใบหน้าอ่อนใสยิ้มกว้างถามเขา มันสายมากแล้วน่าจะหิว
“อือ”
“งั้นกลับบ้านเรากัน”
วิวาห์พูดแค่นั้นขึ้นขับรถเครื่องพ่วงข้าง มีชีวินนั่งเป็นผู้โดยสาร ชายหนุ่มกลับก้มหน้ายกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ในวันที่แสนวุ่นวายกลับทำให้ใจเขาสงบและรู้สึกดีมาก
ทั้งคู่มาถึงบ้าน ชีวินลงจากรถกำลังจะเปิดประตูเข้าไปต้องหยุดชะงัก เห็นโต๊ะไม้หน้าบ้านมีชีวีนั่งกับสาวน้อยหน้าใสจากไหนก็ไม่รู้ได้ ดูจากท่าทางหญิงสาวที่เขินอายเพราะเธอยกมือขึ้นทัดผมครั้งแล้วครั้งเล่า
“นั่นพราวเพื่อนรุ่นเดียวกันกับวาห์ เป็นลูกสาวเพื่อนมามี้กับป้าเวียงค่ะ”
วิวาห์บอกชีวินพร้อมจะก้าวขาเดินเข้าประตูรั้วบ้านไป
ทว่าชายหนุ่มกลับคว้าจับข้อมือเล็กไว้ ทั้งออกแรงรั้งให้ถอยมายืนข้าง ๆ ชีวินไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ หญิงสาวมีท่าทางตกใจนิดเมื่อเขาแตะตัวเธอก่อน
มือข้างหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นสูง พร้อมกดถ่ายรูปชีวีที่ติดสาวนั่งร่วมโต๊ะมาด้วย ก่อนจะกดลงสตอรีเร็ว ๆ เพื่อแกล้งน้องสักหน่อย แต่พอหันหน้าไปสบตากับคนข้าง ๆ ดวงตากลมโตที่ตอนนี้หรี่มองเขาอยู่ ยังทำเป็นส่ายหัวเหมือนผู้ใหญ่เอือมระอาเด็กที่เล่นอะไรไม่เข้าท่า
“อะไร”
“เล่นอะไรเป็นเด็กเลยนะคะ”
“เราโตมากมั้ง”
“ก็โตพอจะแต่งงานกับพี่ได้”
“เถียงคำไม่ตกฟาก”
“เขาเรียกอธิบายค่ะ”
“ดื้อ”
“แล้วชอบไหมคะ”
“ไม่”
“อย่ามารักก็แล้วกัน”
จากดี ๆ เริ่มมีอารมณ์ทั้งคู่ คนหนึ่งก็ดื้อใส่พี่ไม่หยุด คนพี่ก็คร้านจะยอมน้องอยู่เรื่อย ทั้งสองคนจ้องหน้ากันไม่มีใครยอมใคร ทั้งที่ชีวินยังจับแขนวิวาห์อยู่ เขาไม่ได้ออกแรงกับเธอสักนิดจนเจ้าตัวไม่รู้สึกด้วยว่าแขนเธออยู่ในมือเขา
ชีวีเองที่มองหาพี่หันมาเห็นสองคนที่ยืนอยู่หน้าบ้าน แล้วอะไรคือทำหน้าเหมือนว่าจะฆ่ากันทิ้ง ไหนแม่บอกว่าไปวัดทำบุญ ทำไมถึงได้ทำหน้าเหมือนอยากจะทำบาปเต็มทน
พอสองคนจ้องกันจนปวดตา เป็นชีวินที่ยอมผละถอย วิวาห์ถึงรู้ตัวว่าเขาจับแขนเธออยู่ ชายหนุ่มรีบปล่อยแล้วเดินนำหน้าเจ้าของบ้านไปตรงที่แฝดน้องนั่ง
นั่งพูดคุยทักทายกันไม่นานแก๊งเพื่อนสาวรุ่นแม่ก็มา พร้อมพาทุกคนไปทานข้าวเช้า เวียงพิงค์และวันนาบอกลาเพื่อนกันอยู่นาน กว่าจะแยกจากกันได้ก็กินเวลาเกือบบ่าย
วันนาพาลูกสาวกลับจากต่างประเทศเพราะวิวาห์จะมาเรียนต่อที่นี่ เธอทำเรื่องไว้แล้วเหลือเพียงเข้าเรียนเป็นเฟรชชีปีหนึ่ง มหาวิทยาลัยอินเตอร์นานาชาติไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเวียงพิงค์
ระหว่างนั่งรถตู้กลับบ้าน เวียงพิงค์กับวันนาเพื่อนสนิทอยู่เบาะหน้า ชีวินกับวิวาห์ถูกจับให้นั่งด้วยกันเบาะถัดไป ส่วนชีวีนั่งคนเดียวหลังสุด ไม่สิเรียกว่าหลับตั้งแต่ขึ้นรถมา แฝดน้องเงียบปากตลอดทางมันหลับเหมือนจะเก็บแรงไปใช้ทำอย่างอื่นเมื่อถึงที่หมาย
“จริง ๆ ให้หนูวาห์พักบ้านฉันก็ได้นะ วันไม่เห็นต้องเกรงใจ”
“ไม่เป็นไรเลย คอนโดฯ ที่ยัยวาห์จะอยู่ คุณชอนซื้อไว้ให้ลูกตั้งนานแล้วน่ะสิ ติดมหา’ลัยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เขาดูเป็นเดือนกว่าจะตัดสินใจซื้อ เพราะลูกสาวต้องใช้ชีวิตที่นี่อีกหลายปี”
“คุณป้า คอนโดฯ วาห์กับบ้านป้าเวียงไม่ไกลกันเลย หยุดเสาร์-อาทิตย์สุดสัปดาห์วาห์มาหาคุณป้าได้ตลอด หรือจะมาทานข้าวเย็นด้วยยังได้เลยค่ะ ขอแค่มีคนไปรับ วาห์มาหาได้ตลอด”
คำว่ามีคนไปรับแม่คุณยังส่งสายตาไปทางชีวินที่ตอนนี้เขาไม่ได้นั่งที่ประจำ แถมยังไม่ได้นั่งติดหน้าต่างเพราะเสียสละให้คุณหนูวิวาห์ของแม่นั่ง แต่สายตาชายหนุ่มยังมองออกไปนอกหน้าต่างเสมอ เหมือนจ้องมองวิวาห์อยู่ตลอด พอหญิงสาวพูดจบคนถูกแซะกวาดตามองคนดื้อที่เอาแต่ฉีกยิ้มให้เขา จนกลัวปากเธอจะฉีกเข้าสักวัน
“ยิ้มอะไรขนาดนั้น” พอชีวินถาม วิวาห์กลับทำเพียงยักไหล่หันไปคุยกับผู้ใหญ่ต่อ
บทสนทนาสามสาวยังวนเวียนอยู่กับเรื่องวิวาห์ เวียงพิงค์ยังบอกกับลูกชายอีกว่า
“ตาวินไปรับไปส่งน้องมาบ้านเราบ่อย ๆ นะลูก”
และอีกมากมายที่วิวาห์อยากทำและอยากไป โดยมีชายหนุ่มเป็นคนไปรับไปส่ง ทั้งที่ชีวินไม่ได้พูดหรือรับปากสักคำ ดูเหมือนชีวิตที่สงบสุขของเขากำลังจะจบลงจริง ๆ
เจ้าตัวนั่งคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยจนรู้สึกอยากจะพักสายตา แต่เหมือนร่างกายเขาจะยังพักไม่ได้ เมื่อคนข้างกายที่นั่งข้างเธอหลับ
วิวาห์หลับตั้งแต่ตอนไหนเมื่อไหร่ไม่รู้แน่ ไม่นานนี้ยังได้ยินเสียงคุยแจ้ว ๆ อยู่เลย ศีรษะเล็กแนบซบลงตรงไหล่เขากว้าง หญิงสาวหลับจริง ๆ เธอตื่นเช้ามาหลายวัน พอเจอแอร์เย็น ๆ กับรถที่ขับเคลื่อนและเสียงแม่เธอกับป้าเวียงคุยกันยิ่งเป็นเสียงกล่อมชั้นดี จนเผลอหลับเผลอตัวอิงซบไหล่ชายหนุ่ม
“พี่วินยิ้มหน่อยสิคะ”วิวาห์พาชีวินนั่งลงเสื่อที่ปูเตรียมไว้แล้วหันหน้ามามองเขาที่จะยิ้มก็ไม่ยิ้มดี ๆ“ยิ้มแล้ว”“ตรงไหนที่ว่ายิ้ม”หญิงสาวขยับหน้าเข้าไปใกล้ เป็นเขาที่ต้องผละถอยพร้อมยกมือดันหน้าผากเธอไว้“วิวาห์ ! คนเยอะ แล้วนี่ก็วัด”“วาห์แค่จะมองหน้าพี่วินเองค่ะ”“อยู่นิ่ง ๆ สิ”วิวาห์ฉีกยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะหันไปพูดคุยกับยาย ๆ ที่นั่งข้าง พอเสร็จทั้งใส่บาตร กรวดน้ำรับพรพร้อมถวายปิ่นโตเรียบร้อย เวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วโมงมียาย ๆ นุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์ทำวัตรเช้าไปด้วย ชายหนุ่มทำเพียงนั่งนิ่งไม่นานพระท่านฉันเสร็จแล้วเก็บปิ่นโตตามเดิม วิวาห์ชวนชีวินไปเก็บกลับมาให้คนอื่นด้วย เรียบร้อยแล้วทั้งคู่ถึงได้เดินออกจากศาลามาที่รถ สาวน้อยข้างกายยังยิ้มสดใสให้คนเดินผ่านและทักทาย ชีวินถือของเต็มมือมีวิวาห์เดินข้าง ๆ พอถึงรถเธอกลับหันหน้ามาหาเขา“พี่วินหิวไหมคะ” ใบหน้าอ่อนใสยิ้มกว้างถามเขา มันสายมากแล้วน่าจะหิว“อือ”“งั้นกลับบ้านเรากัน”วิวาห์พูดแค่นั้นขึ้นขับรถเครื่องพ่วงข้าง มีชีวินนั่งเป็น
“วิวาห์ตื่นแล้วอยู่ในครัวกับแม่น่ะ ไปดูไหม พวกน้ากำลังทำกับข้าว”วันนาพูดทั้งยิ้มให้แล้วเดินไปทางครัว ชีวินเองก็เดินตามไป ไม่ยักรู้ว่ายัยสาวต่างบ้านต่างเมืองจะตื่นเช้าเป็นพอเดินมาถึงโซนครัวที่มีขนาดกว้างขวาง น้าวันกำลังวุ่นอยู่กับหม้อสองใบที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊สมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยจนท้องร้อง เมื่อวานพวกเขาไม่ได้กินข้าวเย็น กินเพียงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่วิวาห์สั่งให้ช่วงบ่ายแก่ ๆเท่านั้นส่วนวิวาห์นั่งเช็ดปิ่นโตสีเงินลายสวยกับสีเหลืองไข่นวลตา ข้างเธอเป็นเวียงพิงค์ แม่ของเขาที่กำลังนั่งปอกผลไม้เรียงใส่ชั้นปิ่นโต“อ้าวตาวิน ตื่นแล้วเหรอ มาพอดี มาช่วยแม่ทำกับข้าวไปวัดสิลูก”เวียงพิงค์เงยหน้าจากมองลูกสะใภ้ หันมาเห็นลูกชายพอดีที่ยืนอยู่หน้าประตู รีบกวักมือเรียกวิวาห์มองตามถึงได้สบนัยน์ตาสีอ่อน คนตัวโตทิ้งสายตาไว้ที่เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่ดื้อใส่เขา หญิงสาวพลันทำตัวไม่ถูก ใบหน้าอ่อนใสขึ้นสีระเรื่อนิดแต่ยังยิ้มแฉ่งส่งไปให้ ชีวินที่เห็นอย่างนั้นทำเพียงถอนหายใจยาวเหยียดเช่นเคย ทั้งเมินสายตาไปทาง
“เธอแบกมาไม่ได้ถือ” เขาแค่อยากช่วยวิวาห์ยังดื้อจะถือให้ได้“ถือจะเมื่อยค่ะ เพราะต้องเดินไกล แบกจะช่วยซับแรงดีกว่า” ชีวินยังมองคนตรงหน้านิ่งทีเรื่องอย่างนี้ดันฉลาด“ไปตรงไหน”คร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เพราะเขาที่ยกถุงปุ๋ยถือในมือเริ่มหนัก“ฝั่งโน้นค่ะ เราจะเริ่มใส่ตั้งแต่ฝั่งโน้นมาถึงตรงนี้”นิ้วเล็กชี้ไปชี้มาชีวินทำเพียงเดินตาม ทั้งสองคนช่วยกันใส่ปุ๋ยจนหมดถุงหลัก ๆ เป็นวิวาห์ทำ ชีวินยกถุงปุ๋ยตามเธอเท่านั้น เขาไม่ได้รังเกียจที่จะจับปุ๋ยคอก เพียงแต่คนหนึ่งยกคนหนึ่งตักปุ๋ยใส่ต้นมะม่วง ต่างคนต่างหน้าที่ก็ถูกแล้ว เขาถึงให้เธอเป็นคนทำพอใส่ปุ๋ยจนหมดถุงทั้งคู่หน้าตามอมแมมใช้ได้ วิวาห์พาชีวินเดินออกจากสวนมะม่วงลัดเลาะมาทางเดินที่เป็นคันนา มีต้นข้าวกำลังออกรวงเต็มที่ รอเวลาอีกไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เดินไปยังไม่ถึงไหนวิวาห์ดันร้องลั่นอย่างตื่นเต้น“ว้ายปลา ปลาค่ะพี่วิน”พูดไม่ทันจบชีวินไม่ทันหันมองตามเสียงเล็กที่บอกให้เขาดูปลาในทุ่งนา วิวาห์ดันกระโดดจากคันนาลงไปจับปลาที่มีน้ำขังเล็กน้อ
ทั้งสามคนนั่งทานก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง มีชีวีกับวิวาห์ที่คุยกันตลอด บางทีก็วกวนมาหาชีวินเหมือนขอความเห็นแต่ไม่เคยได้คำตอบ เพราะเขาทำเพียงนิ่ง แต่ฟังและเก็บทุกรายละเอียดที่ทั้งสองคนคุยกันไว้หมด“อ้าววิวาห์อีหล่าคนงาม” เสียงเอ่ยทักทายหญิงสาวจากทางหน้าร้าน“น้องวาห์มากินก๋วยเตี๋ยวติหล่า”ชายหนุ่มสองคนทักทายสาวน้อยขึ้นด้วยภาษาท้องถิ่น พอทั้งสามคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ก่อนแล้วหันไปมองคนมาใหม่ซึ่งมีสามคนเช่นกัน แต่เอ่ยทักเพียงสองคน อีกคนทำเพียงยิ้มทักทายเท่านั้นหนุ่มเมืองกรุงเห็นหนุ่มบ้านนา ชีวินยังมองนิ่งแต่ชีวีอ้าปากค้างไปนิด ก่อนจะพูดออกไปแผ่วเบา“หล่อมาก”สามคนมาใหม่ตัวสูงใหญ่ทั้งใบหน้าหล่อคมเข้ม แต่งตัวสไตล์บ้าน ๆ เหมือนไปไร่ไปสวน เลี้ยงวัวในฟาร์ม แต่ยังคงความหล่อเหลาจากรูปร่างและใบหน้า เมื่อพวกเขาถอดหมวกและผ้าปิดหน้าออก“สวัสดีจ้ะพี่นาย พี่เก้า พี่แสง”วิวาห์เอ่ยทักทายกลับทั้งยิ้มให้ ไม่มีใครไม่รู้จักแก๊งสามหนุ่มหมู่บ้านโคนงามโคนเจริญนี้ พวกเขาฮอตมากแต่เหมือนจะไม่สนใจสาวไหนท
“เออ แม่นอยู่ หมั้นกันแล้วกะส่ำผัวเมีย แต่งมื้อได๋อย่าลืมเอิ้นพวกแม่ ๆ เด้อนางเด้อ” (เออ ใช่ หมั้นกันแล้วก็เท่ากับเป็นผัวเป็นเมีย แต่งวันไหนอย่าลืมเรียกแม่ ๆ นะลูกนะ)ยายอีกคนพูดบอกอย่างเข้าใจและแสดงท่าทางยินดี ส่วนคนเปิดเรื่องยิ้มกว้างทั้งพยักหน้ารับทั้งส่ายหัวบอกออกไปเช่นกัน“จ้ะ ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ”ชีวินที่มองเธอคุยกับยาย ๆ อยู่ได้แต่นั่งนิ่ง พูดเป็นตุเป็นตะ ใครจะไปแต่งงานกับเธอกันหลังจากเรื่องชุลมุนจบลงพิธียินดีกับบ่าวสาวกลับมาปกติ ผูกข้อไม้ข้อมืออวยพรเสร็จเรียบร้อย เจ้าภาพงานแต่งเชิญแขกแยกย้ายไปรับประทานอาหารร่วมกันรวมทั้งคนเมืองกรุงกับคนเมืองนอกที่ทำตัวนอกเมืองด้วยชีวินนั่งอยู่เก้าอี้พลาสติกสี่ขาสีแดง ด้านขวาเป็นเวียงพิงค์แม่ของเขานั่งอยู่ ส่วนอีกข้างปกติควรเป็นชีวี แต่ตอนนี้ไม่ปกติเพราะด้านซ้ายของเขากลับกลายเป็นยัยคุณหนูหลงทางนั่งข้าง ส่วนชีวีย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วมันก็กินอย่างเดียวไม่สนใจใครที่ชีวินเรียกวิวาห์ว่า ‘คุณหนูหลงทาง’ เพราะเธอทำตัวตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่บ่อยครั้งจนชายหนุ่มงงสับสนกับเ
“อิหล่าวิวาห์อีกแล้วติสู ลูกสาววันนาเป็นหมู่เจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วเด้อ เขาว่าเป็นหมู่เจ้าสาวเกิน 3 เทือ บ่ได้ผัวคัก ๆ” (หนูวิวาห์อีกแล้วเหรอ ลูกสาววันนาเป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว รอบนี้รอบที่ 4 แล้วนะ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกิน 3 ครั้งจะไม่ได้สามีนี่)ยายคนหนึ่งนั่งไม่ใกล้ไม่ไกลหรี่ตามองจ้องใบหน้าสาวน้อยลูกครึ่ง วันนาผู้เป็นแม่พาลูกสาวกลับจากต่างประเทศมาอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ไม่นาน แต่วิวาห์เข้าพิธีสู่ขวัญเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับงานแต่งงานคนในหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว รวมงานนี้เป็นครั้งที่สี่คนโบราณถือ ถ้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวเกินสามครั้ง อาจจะไม่ได้แต่งงานมีสามี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบอกต่อกันมาเท่านั้นส่วนวิวาห์สาวน้อยที่เป็นหัวข้อสนทนาทำเพียงฉีกยิ้มกว้าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะการไม่มีสามีคือสิ่งที่เธอต้องการ ยิ่งตอนนี้ว่าที่สามีเธอยังมานั่งอยู่ในงานด้วย พอหันมาเห็นหน้าชีวินที่คิ้วเขาขมวดเป็นปมอยู่ ใบหน้ารูปไข่ยิ่งฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมส่งไปให้เห็นแบบนั้นคนพี่ยังทำแบบเดิมคือถอนหายใจแล้วเมินหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาต้องถอนหายใจกับเธ
ขอแค่ลูกพูดออกมา หญิงวัยกลางคนคิดไปต่าง ๆ นานา รวมถึงตอนนี้เรื่องสาวน้อยที่จับจองไว้ให้ลูกชายคนโตคือชีวินกลับมาแล้ว“ครับ”ชีวินตอบไปแค่นั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไร อยากรับปากให้แม่สบายใจในเมื่อท่านบอกไม่ได้บังคับเขายังพอมีโอกาส ส่วนน้องที่แม่พูดถึงเธอเองก็คงไม่นึกพิศวาสเขาเท่าไรหรอก เพราะเราไม่เคยเจอก
“แม่ครับ ดึกมากแล้วยังจะเดินทางอีกเหรอ”ชีวีพูดขึ้นหลังจากถูกแม่สวมกอดกับหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านหันไปกอดและหอมชีวินมาแล้ว ถึงพวกเขาจะโตเป็นหนุ่มยังไงก็ลูกแม่ ท่านเลี้ยงมา ยังคงเป็นเด็กในสายตาท่านเสมอ“แม่รีบน่ะลูก ไปกัน อาบน้ำเปลี่ยนชุด ส่วนเสื้อผ้าแม่ให้ป้าโอ๋เก็บให้แล้วทั้งคู่เลย แม่รอนะ”
‘กูไปเอง’ธารตอบกลับทันที คนหวงของที่ไม่ใช่รถแต่เป็นของที่จะไปรับ ธารรีบลุกขึ้นยืน บอกจะไปเองแล้วออกจากห้องไปเลย ไม่ได้มองเห็นมุมปากพิทย์กับชีวินเลยสักนิดที่ยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทันเพื่อน ไอ้ปากไม่ตรงกับใจ แข็งกว่าทุกส่วนบนตัวมันคงเป็นปากนี่แหละดูอาการยอดตองอยู่นานทั้งถามไถ่จนรู้แจ้ง เพื่อนบอกรถกระบะ
“เฮ้ย !”“อะไร ตกใจหมด”นั่งกันอยู่ดี ๆ ชีวีอุทานขึ้นเสียงดัง ทั้งที่ก่อนหน้ามันนั่งเล่นโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดีจนแฝดพี่อย่างชีวินต้องถามออกไป เพราะตอนนี้พวกเรานั่งในห้องสำหรับทำโพรเจกต์จบชีวิน ชีวี แฝดประจำกลุ่มแก๊งหนุ่มหล่อวิศวะไฟฟ้าปีสี่ที่สาว ๆ ตั้งให้ ใครต่อใครต่างบอกทั้งสองคนเหมือนกันสมกับเป็นแ







