จวนแม่ทัพพลันวุ่นวายไปทั่วทั้งจวนในชั่วข้ามคืน เมื่อมีมือสังหารบุกเข้ามาทำร้ายคุณชายไป๋ จนฮูหยินเสวียนหนิงได้รับบาดเจ็บ
เสี่ยวจินและเสี่ยวจูต่างลอบมองหน้ากันอย่างกังวล เพราะรู้ดีเต็มอกว่ามือสังหารเหล่านั้นเป็นผู้ใดส่งมา
บัดนี้หวังมู่เฉินและไป๋ชิงเหยียนต่างยืนรออยู่ข้างเตียง ขณะที่ท่านหมอกำลังตรวจดูบาดแผลให้เสวียนหนิง
หมอหลี่หานเฉิงเร่งมือจัดการบาดแผลบริเวณไหล่ของฮูหยินท่านแม่ทัพ ใบหน้าชราเคร่งเครียดเมื่อเห็นว่าบาดแผลคล้ายจะถูกพิษจริง
“บาดแผลลึกพอสมควร ข้าต้องเย็บแผลให้ฮูหยิน”
“เช่นนั้นก็ลงมือเถิด ท่านหมอหลี่”
หวังมู่เฉินรีบเอ่ยด้วยความร้อนใจ สายตาที่มองนางอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
หมับ! แต่เสวียนหนิงกลับคว้ามือท่านหมอเอาไว้ ริมฝีปากอิ่มซีดเซียวจากความเจ็บปวดและการเสียเลือด
“ท่านหมอ…มียาชาให้ข้าหรือไม่”
“แล้วมีเทคนิคการเย็บแผลไม่ให้ทิ้งรอยแผลเป็นใหญ่หรือเปล่า”
ท่านหมอได้ฟังเช่นนั้นถึงกับปาดเหงื่อ คำพูดพิลึกของฮูหยินแม่ทัพทำเอาเขาไม่ค่อยเข้าใจนัก
ส่วนหวังมู่เฉินกับไป๋ชิงเหยียนที่กำลังเคร่งเครียด ถึงกับมองหน้านางอย่างสับสน ในเวลาเช่นนี้…นางยังมีใจห่วงความงามของตนเองจนพูดจาพิลึกอีกหรือ
“เอ่อ… ข้ารับรองจะเย็บแผลให้ท่านเป็นอย่างดี”
“ท่านทั้งสอง…ข้าจะลงมือเย็บแผลให้ฮูหยินแล้ว”
“เช่นนั้น…พวกท่านจะอยู่ดู หรือจะออกไปรอด้านนอกขอรับ”
“ข้าอยู่” ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
ก่อนชะงักไปชั่วครู่ สายตาสบกันเงียบงัน ราวกับต่างไม่คาดคิดว่าตนจะรีบตอบออกมาเช่นนั้น
‘เสวียนหนิง…เจ้าห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาด’
ไป๋ชิงเหยียนกำหมัดแน่นจนลืมความเจ็บปวดที่นิ้วมือไปชั่วขณะ เพียงเห็นนางเจ็บ ในใจก็พลันวูบโหวงอย่างประหลาด
ส่วนหวังมู่เฉินเห็นว่าท่านหมอกำลังเปิดบาดแผลบริเวณไหล่เพื่อเย็บแผล เขารีบดึงสหายให้หันหน้าหนีไปทางอื่นทันที
“ชิงเหยียน…เจ้าไม่ควรมองนางในตอนนี้”
แต่ไป๋ชิงเหยียนเห็นอาการของเสวียนหนิงเริ่มไม่ดี ก็แทบไม่อยากหันหลังให้นาง ทว่าเขาไม่ใช่สามีของนาง คงไม่อาจมองเรือนร่างของนางเกินควร
“อึก! ข้าร้อน มันร้อนวูบวาบไปทั้งตัว”
“ข้ารู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วร่าง…ทรมานเหลือเกิน”
“ดูท่า…ในดาบของมือสังหารนั้นคงเป็นพิษยาปลุกกำหนัด”
สิ้นคำของหมอหลี่ แววตาของทั้งคู่พลันเย็นเยียบลงทันที ต่างคนต่างกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บแค้นใจ
“ท่านหมอ แล้วมียาแก้หรือไม่”
หมอหลี่มีสีหน้าหนักใจ พิษยาปลุกกำหนัดนี้ร้ายแรงมาก เห็นทีทางแก้คงมีเพียงทางเดียว
หมอหลี่จึงส่ายหน้าเบาๆ “พิษยาปลุกกำหนัดนี้…ไม่มียาแก้”
“น่าจะเป็นยาจากชาวซีเป่ย ร้ายแรงมาก”
“หากปล่อยไว้เช่นนี้ ร่างกายของนางจะรับไม่ไหว…คืนนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต”
คำพูดนั้นจากหมอหลี่ทำให้ทั้งหวังมู่เฉินและไป๋ชิงเหยียนมีสายตาไหววูบ โดยเฉพาะมู่เฉินที่ได้แต่กำหมัดแน่นอยู่เงียบๆ
ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยคำใดอีก ได้แต่รอหมอหลี่รักษาเสวียนหนิงอย่างเงียบงัน ทว่ากลับร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติด เพราะเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความทรมานจากฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดดังออกมาเป็นระยะ
สาวใช้ทั้งสองทำได้เพียงช่วยกันซับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มใบหน้าให้ฮูหยิน เพราะไม่อาจช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในกายของนางได้เลย
อ่างน้ำถูกเปลี่ยนไปสามสี่รอบ จนในที่สุดหมอหลี่ก็เย็บแผลให้เสวียนหนิงเสร็จ ก่อนจะทิ้งยาแก้ปวดและยาสมานแผลเอาไว้ให้เท่านั้น
“ท่านแม่ทัพ…ต่อจากนี้ท่านเท่านั้นที่จะช่วยนางได้”
“เรื่องนี้ท่านเป็นสามีของนาง…ย่อมทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว”
“แต่ท่านหมอหลี่…ไม่มีทางอื่นนอกจากร่วมรักกับนางแล้วหรือ”
หมอหลี่ส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้หวังมู่เฉินมองเสวียนหนิงที่กระสับกระส่ายด้วยความทรมาน
“เสี่ยวจิน…หาน้ำแข็งให้ข้าที”
“เสี่ยวจู…ช่วยคลายเสื้อให้ข้า”
เสวียนหนิงเริ่มพยายามสัมผัสร่างกายของตนเอง นางบิดเร่า กัดริมฝีปากเพื่ออดกลั้นความร้อนวูบวาบในกายสาว
ส่วนไป๋ชิงเหยียนที่เห็นว่าสหายเอาแต่ลังเลใจ ถึงกับโกรธหวังมู่เฉินเป็นครั้งแรก เขาจึงดึงร่างสูงของมู่เฉินให้หันกลับมาสบตา
“เจ้ายังมัวลังเลใจอะไรอีกมู่เฉิน”
“นางเป็นฮูหยินของเจ้านะ”
น้ำเสียงของไป๋ชิงเหยียนเต็มไปด้วยความร้อนใจ สายตาคู่คมมองมู่เฉินอย่างแข็งกร้าวขึ้น
“แต่ข้า…ไม่ได้รักนาง เจ้าก็รู้นี่ชิงเหยียน”
นัยน์ตาคู่คมของหวังมู่เฉินเต็มไปด้วยความสับสนและหวั่นไหว
ไป๋ชิงเหยียนได้ยินเช่นนั้นถึงกับใจกระตุกวูบ
“แต่นางเป็นคนช่วยข้า”
“เช่นนั้น…ในเมื่อเจ้าไม่ยอมทำหน้าที่สามีเพื่อช่วยนาง”
“ข้าจะทำเอง…หวังว่าเจ้าคงเข้าใจ”
“หากเกิดสิ่งใดขึ้น ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง”
ไป๋ชิงเหยียนสบตาสหายอย่างหนักแน่น ไม่สนว่าคำพูดของเขาจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรือไม่ ในเมื่อมู่เฉินรังเกียจนาง เช่นนั้นเขาจะช่วยนางเอง
แต่หวังมู่เฉินได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันมืดครึ้มลง ก่อนจะกัดฟันกรอด สบตาสหายอย่างไม่พอใจ
“ถอยออกไป…นางเป็นฮูหยินของข้า”
“คงไม่ถึงคราวให้เจ้ามาช่วยหรอก ชิงเหยียน”
“เช่นนั้น…เจ้ายังลังเลอันใดอยู่”
หวังมู่เฉินมองไปยังเสวียนหนิงด้วยแววตาสับสนและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พวกเจ้าออกไป…ข้าจะอยู่กับนางสองคน”
สาวใช้สองพี่น้องรีบออกไปทันที ส่วนไป๋ชิงเหยียนหันกลับมามองเสวียนหนิงครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปอีกคน
เขามองดูประตูเรือนที่ปิดลงช้าๆ คล้ายหัวใจของเขาที่บีบรัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ผ่านมานางรังแกเขาสารพัด ทว่าในวินาทีที่นางรับคมดาบแทนเขา ในใจกลับเกลียดนางไม่ลง
‘นางจะร่วมหอกับสามีของนาง’
‘แล้วข้า…เป็นบ้าอะไรอยู่’
ไป๋ชิงเหยียนตัดใจ เดินกลับเรือนของตนเองทันที
แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังพะวงสิ่งใดกันแน่ ระหว่างบาดแผลที่นางรับแทนเขา…หรือภาพที่นางกำลังจะอยู่กับสามีของนางเพียงลำพัง
หวังมู่เฉินปิดประตูลง เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมามองเสวียนหนิงที่อยู่บนเตียง
นัยน์ตาคู่คมอ่อนลงและวูบไหว ฝ่ามือหนากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ภายในใจเต็มไปด้วยความลังเลและสับสน เขาหลีกเลี่ยงการร่วมหอกับนางมาตลอด แต่บัดนี้กลับต้องทำหน้าที่สามีให้นางแล้ว
เสวียนหนิงที่ร้อนรุ่มแทบมอดไหม้ไปทั้งกาย ฝืนทนความทรมานวูบวาบในกายสาว พลางพยายามปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่าง
“ร้อน! อ๊าาา…ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
กล่าวจบ นางก็หันไปเห็นแท่งหยกขนาดพอเหมาะมือวางอยู่บนโต๊ะ จึงคว้ามันขึ้นมาถือไว้ ดวงตาคู่สวยพร่ามัวมองสิ่งนั้นอย่างไร้สติ ราวกับคว้าอะไรก็ได้เพื่อบรรเทาความทรมานในกาย
แต่หวังมู่เฉินเห็นว่านางคิดจะใช้แท่งหยกนั้นบรรเทาความทรมานของตนเอง ร่างสูงจึงก้าวเข้าไปแย่งมันออกจากมือของนาง
“เจ้าจะทำอันใด เสวียนหนิง”
ดวงตาคมกริบสบตานางอย่างสั่นไหว เขากำแท่งหยกในมือแน่น ในใจพลันปวดร้าวเมื่อเห็นว่านางเลือกใช้สิ่งนี้ แทนที่จะร้องขอให้เขาช่วย
เสวียนหนิงหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์ยา ดวงตาคู่สวยของนางสั่นคลอนและร้อนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกครั้งที่มองหวังมู่เฉิน หัวใจก็ยิ่งเต้นระส่ำราวกับถูกบางสิ่งผลักดันให้เข้าใกล้เขา
“เอามานี่…”
นางก้าวเข้าไปแย่งแท่งหยกคืนจากหวังมู่เฉิน แต่เขากลับไม่ยอมคืนให้ ยิ่งปลายนิ้วของนางเผลอแตะถูกแผ่นอกของเขา ความร้อนรุ่มในกายก็ยิ่งปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่อยู่
เพล้ง! หวังมู่เฉินโยนแท่งหยกลงพื้นจนแตกหักเป็นสองท่อน ก่อนจะหันกลับมาสบตานางด้วยแววตาที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
“ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมา…เจ้าก็วางยาข้าเพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ”
“แล้วเหตุใด เมื่อเจ้ามีโอกาสรั้งข้าไว้”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ทำ”
คำถามนั้นกัดกินหัวใจของหวังมู่เฉิน นางเคยวางยาเขาหลายครั้งเพื่อให้เขาร่วมหอกับนาง แต่เมื่อเขายืนอยู่ตรงนี้ นางกลับผลักไสเขาออกไป
‘เจ้าคิดอันใดอยู่กันแน่ เสวียนหนิง’
‘พูดมาสิ…ว่าเจ้าต้องการข้า’
เสวียนหนิงรีบเบือนหน้าหนี ไม่อยากปล่อยให้ตนเองมีใจต่อหวังมู่เฉินไปมากกว่านี้ เพราะนางในยามนี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
‘ไม่ได้! ฉันจะแย่งสามีของเหยียนเหยียนไม่ได้เด็ดขาด!’
“ออกไป…ข้าช่วยเหลือตนเองได้”
“ข้าไม่ต้องการบังคับจิตใจใคร”
ร่างอรชรที่สั่นสะท้านเดินโซเซไปหาถังน้ำเย็นจัดหลังฉากกั้น โดยไม่สนใจว่าที่ไหล่ยังมีบาดแผลสดอยู่ นางเตรียมลงไปแช่ในอ่าง ขาข้างหนึ่งก้าวลงไปแล้ว
หมับ! ทว่าวงแขนแกร่งของหวังมู่เฉินกลับโอบรั้งร่างนางเอาไว้ เขาจับนางให้ยืนอยู่ข้างอ่างน้ำ ฝ่ามือหนายึดแขนทั้งสองข้างของนางไว้มั่น
“เจ้ายังบาดเจ็บอยู่…จะลงน้ำได้อย่างไร”
“มู่เฉิน…ข้าทรมานเหลือเกิน”
“นี่คงเป็นเวรกรรมของข้า”
“ปล่อย…”
นางพยายามสะบัดแขนออก แต่ยิ่งปฏิเสธกลับยิ่งต้องการ คราวนี้นางเป็นฝ่ายโน้มเข้าหา ซุกไซร้จุมพิตลำคอหนาอย่างเร่าร้อน
หวังมู่เฉินปล่อยแขนนาง ตัวแข็งทื่อยามถูกซุกไซร้ซอกคออย่างร้อนแรง ได้แต่กำหมัดแน่น
“ไม่ได้”
“ข้าทำแบบนี้กับท่านไม่ได้”
“ออกไป!”
เมื่อได้สติ เสวียนหนิงรีบผลักเขาออก ร่างงามหอบหายใจถี่กระชั้น แววตาฉ่ำปรือมองเขาอย่างเย้ายวนโดยไม่รู้ตัว
นางเริ่มปลดเอี๊ยมตัวสุดท้าย ฝ่ามือบางกอบกุมเนินอกอวบอิ่ม บีบเค้นระบายความเสียวซ่าน
หวังมู่เฉินเห็นเนินอกอวบอิ่มเด้งขึ้นสู่สายตาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนรีบก้มหน้าหลบสายตา มิกล้ามองความเย้ายวนใจตรงหน้า
“อ๊ะ! ไม่ไหวแล้ว”
ยิ่งเห็นเสวียนหนิงบิดเร่าร่างกายอยู่ข้างอ่างน้ำเย็นจัด หวังมู่เฉินยิ่งเจ็บปวดหัวใจจนปวดหนึบ ในใจสับสนลังเล ยืนกำหมัดแน่น จนในที่สุด…
หมับ! เขาคว้าร่างงามเข้ามากอดแนบอก สายตาคมสบเข้ากับแววตาสั่นระริกน่าสงสารของนาง ทั้งคู่สบตากันนิ่งงัน
“ข้ารู้… ท่านไม่ได้รักข้า”
“และข้าก็ไม่คิดใช้วิธีนี้บีบบังคับให้ท่านยอมร่วมหอ”
“วางใจเถอะ… ข้าจะไม่แตะต้องท่านให้แปดเปื้อนเด็ดขาด”
น้ำเสียงหวานสั่นพร่า เต็มไปด้วยความอดกลั้นอย่างที่สุด พยายามฝืนใจมิให้สัมผัสเขาไปมากกว่านี้
หวังมู่เฉินสะท้านในใจกับคำพูดของนาง หรือแท้จริงแล้ว… สตรีในอ้อมกอดตนจะเปลี่ยนไปแล้ว…
“หากเจ้าไม่ร่วมหอกับข้า”
“เช่นนั้น… เจ้าจะตาย” นัยน์ตาคมสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วชิงเหยียนเล่า…” นางเอ่ยถามเขาเสียงสั่นเครือ
คำถามนั้นทำให้หวังมู่เฉินชะงักไปทั้งร่าง
ในห้วงวินาทีนั้น เขาเห็นเพียงสตรีที่กำลังสั่นเทาด้วยความทรมาน มิใช่เสวียนหนิงคนเดิมที่เคยเอาแต่ใจและใช้เล่ห์บีบบังคับเขา
ดวงตาคู่คมไหววูบอย่างยากจะควบคุม ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นประคองใบหน้านาง
“อ๊ะ! อื้อ!”
หวังมู่เฉินไม่รอให้นางเอ่ยจบ ริมฝีปากหยักประทับบดจูบริมฝีปากนุ่มอย่างลึกซึ้ง โอบกระชับเรือนร่างเย้ายวนแนบชิดยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
‘ริมฝีปากนาง… ช่างหวานนัก’
สุดท้ายเส้นความอดทนของเสวียนหนิงขาดผึ่ง ไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาในร่างกายได้อีก โฉมงามส่งลิ้นหวานตวัดเกี่ยวพันลิ้นสากอย่างเร่าร้อน มิคิดต่อต้านเขาอีกต่อไป
‘นี่ฉัน… ต้องการเขาเพราะฤทธิ์ยาจริงๆ ใช่ไหม!’