เข้าสู่ระบบ“เอ่อ... งั้นดิฉันเอาเฉพาะที่พนักงานคนนั้นจ่ายไว้ก็แล้วกันค่ะ”
“อ้อ... ค่ะ เห็นจะไม่ได้ค่ะ” พนักงานยังยืนยันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ฟ้าใสถึงกับหน้าเหวอ
“ไม่ได้ ทำไมถึงไม่ได้ล่ะคะ” ฟ้าใสเอ่ยถามด้วยความงุนงง พนักงานแสนสวยยิ้มกว้างตามนโยบายของห้างสรรพสินค้าที่ต้องบริการลูกค้าเป็นอย่างดีให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด เพราะลูกค้าคือพระเจ้า ก่อนจะผายมือไปอีกด้านที่มีป้ายติดเอาไว้ว่า
...ห้ามคืนเมื่อหยิบไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินแล้ว...
“แบบนี้ก็มีด้วย” ฟ้าใสได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะรีบหุบฉับ มันมาตอนไหนนี่ ไอ้ที่ว่าห้ามคืนเมื่อหยิบไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินแล้ว
“แบบนี้มันเป็นการบังคับผู้บริโภคนะคะ แล้วถ้าใส่ไม่ได้ล่ะ มันคับไปหลวมไปจะทำยังไง ดิฉันจะไปฟ้องหอการค้า ฟ้องกรมแรงงาน ฟ้องศอฉ. ฟ้องอย. หึ!”
พนักงานถึงกับหน้าถอดสี แต่ยังไงเจ้านายก็สั่งเอาไว้แล้ว ถ้าเธอฝ่าฝืนจะโดนไล่ออก เธอยังไม่อยากตกงานจึงรีบยืนยันกับลูกค้าตรงหน้าอีกรอบ “ถ้าคุณไม่ชำระเงิน ทางห้างขอตั้งข้อสันนิษฐานว่าอยากจะขโมยของนะคะ”
“ขโมยของ คิดได้ไงนี่” ฟ้าใสแทบบ้ากับคำพูดของพนักงานตรงหน้า
“หรือไม่ดิฉันก็มีทางเลือกให้คุณอีกอย่างนะคะ” พนักงานรีบยื่นข้อเสนอทันที
“อะไรเหรอคะ” ฟ้าใสถามอย่างระแวง ด้วยสมองอันชาญฉลาดเธอรู้ว่ามันต้องเป็นสิ่งที่เธอเสียเปรียบแน่นอน
“คุณไม่ต้องจ่ายเงินในส่วนที่เหลือก็ได้ค่ะ แต่...”
“แต่อะไรเหรอคะ”
“ส่วนที่ถูกจ่ายเอาไว้ห้าพันบาทก็จะหมดสิทธิ์ไปด้วยค่ะ”
เมื่อได้ยินพนักงานพูดเช่นนั้นฟ้าใสก็รีบคำนวณทันที ถ้าเธอไม่จ่ายส่วนต่างก็จะอดของฟรีอีกห้าพัน แต่ถ้าเธอจ่ายเงินแล้วเอาชุดชั้นในที่เหลือไปขายต่อให้เพื่อนรักทั้งสาม เธอก็จะได้กำไรกลับคืนมา คิดแล้วก็คุ้มเกินคุ้ม เมื่อคิดคำนวณเสร็จสรรพหญิงสาวก็รีบพยักหน้าทันที
“ฉันตกลงจะจ่ายค่ะ”
“สะดวกเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตคะ”
พนักงานรีบถามเมื่อวันนี้เธอขายของได้หลายชิ้น ที่สำคัญชุดชั้นในที่ฟ้าใสเลือกมันเป็นเซตที่ทางห้างกำลังจะจัดโปรโมชั่นลดราคาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถือว่าได้จำหน่ายสินค้าในราคาที่ได้กำไรพอสมควร ไม่คิดว่าเจ้านายของเธอจะฉลาดแบบนี้
เทพประทานจ่ายเงินไปห้าพันบาทก็เท่ากับอัฐยายซื้อขนมยาย เพราะเงินจำนวนนั้นถือว่าไม่ได้จ่ายอะไรเลย แต่ราคาชุดชั้นในที่ฟ้าใสซื้อนั้นจริงๆ จะจัดราคาลด 50% อีกไม่กี่วัน เท่ากับฟ้าใสซื้อชุดชั้นในที่กำลังจะลดราคาในราคาที่สูงพอสมควรเมื่อหักจากห้าพันบาทไปแล้ว
ได้ขายทั้งเสื้อชั้นใน ได้ทั้งกำไร นี่แหละเทพประทาน!!!
“ขอชำระเป็นเงินสดนะคะ ไม่ทราบว่าทางห้างรับเหรียญใช่ไหมคะ” ฟ้าใสนำเงินที่หยอดกระปุกจะนำไปฝากธนาคารออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ เธอกะว่านำชุดชั้นในไปขายเพื่อนสาว ก็ได้เงินกลับมานำไปฝากธนาคารเหมือนเดิม ที่เหลือจะไปซื้อกองทุน ลงทุนอีกหลายอย่างเพื่อให้เงินสะพัดในบัญชี ดวงตาสวยใสเห็นแต่แบงก์ดอลลาร์ในสมอง
“ได้ค่ะ” พนักงานรับคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยังไงการทำทุกวิถีทางเพื่อจะดึงเงินในกระเป๋าลูกค้ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมไปเลย จะเงินอะไรก็เงินเหมือนกัน อีกฝ่ายถามว่ารับเหรียญหรือเปล่า เธอคิดว่าคงมีเหรียญไม่กี่ร้อย ที่เหลือคงเป็นแบงก์แน่นอน นับเหรียญนิดหน่อยแต่ได้ยอดขาย มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
แต่... ครึ่งชั่วโมงผ่านไป พนักงานที่รับเงินสดจากฟ้าใสถึงกับปาดเหงื่อทีเดียวเชียว
“นับเร็วๆ กว่านี้หน่อยได้ไหมคะ ฉันรีบ” ฟ้าใสเร่งพนักงานคนสวยที่นับเหรียญเธอช้ามาก ทั้งๆ ที่เธอยืนยันมาแล้วว่านับมาครบทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยขาด ยังไม่เชื่อใจกันอีก เธอเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนขี้โกง เหรียญที่เธอนับมาอย่างดีรับรองไม่มีพลาด แต่พนักงานซื่อบื้อคนนี้กลับลงทุนมานั่งนับเหรียญเธออีก และวิธีการนับก็ทำให้เธอต้องยกมือตบหน้าผากหลายต่อหลายครั้ง
“เอ่อ... ทำไมเหรียญหนึ่งบาทเยอะจังคะ” พนักงานหันไปถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเหรียญหนึ่งบาทเยอะมากหลายถุงถูกนำมาวางตรงหน้า
“ก็ฉันหยอดกระปุกเอาไว้หลายเดือนเลยนะคะกว่าจะได้เหรียญบาทหลายพันบาทแบบนี้ รีบนับๆ ไปเถอะค่ะ ยังไงก็เงินเหมือนกัน ก็ถ้าคุณไม่เชื่อใจว่ามันครบตามจำนวน” ฟ้าใสกอดอกอย่างภาคภูมิใจ อดประชดพนักงานคนดังกล่าวไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งซื่อ เซ่อหรือเป็นแบบนั้นจริงๆ เธออุตส่าห์ชี้นำทางให้ ก็ยังไม่เกิดปัญญาอีก เธอล่ะปวดใจจริงๆ
“ค่ะ” พนักงานสาวถึงกับหน้ามุ่ย แต่ก็ยังขอต่อรอง
“คุณจ่ายเป็นธนบัตรไม่ได้เหรอคะ คือว่าดิฉันต้องไปขายของลูกค้าคนอื่นอีกนะคะ” จันทร์ฉายพูดอย่างเกรงใจ เห็นเพื่อนๆ พนักงานรีบต้อนรับลูกค้ากันใหญ่ ก็เซ็งขึ้นมาทันที ถ้าเธอมัวแต่นับเงินอยู่แบบนี้ วันนี้ยอดขายต้องตกเป็นแน่ เพราะเงินตั้งหลายพันก็ดูไม่เยอะ แต่ที่เยอะมันคือเหรียญ แล้วถ้าหากเธอรับๆ ไปไม่นับ ถ้าเงินขาดล่ะ เธอต้องชดใช้ เงินเดือนก็ชักหน้าไม่ถึงหลังกันพอดี ตายแน่ๆ เลย อยากขายก็อยากขาย ไม่อยากขายก็ไม่อยากขาย ถ้าทำให้ลูกค้าคนนี้หลุดมือไป มีหลักโดนเทพประทานหักเงินเดือนเป็นแน่แท้ จันทร์ฉายคิดว้าวุ่นใจอยู่คนเดียว หน้านิ่วคิ้วขมวดนั้นทำให้ฟ้าใสเกิดอยากแกล้งยัยน้องคนนี้ขึ้นมาตงิดๆ
“ธนบัตรจะเอาออกมาเป็นลำดับสุดท้ายค่ะ คุณนับเหรียญบาทให้ครบสองพันก่อนนะคะ เดี๋ยวเหรียญห้ากับเหรียญสิบจะตามมา” ฟ้าใสยิ้มแฉ่งบอกพนักงานคนสวยอย่างเป็นมิตรและอารมณ์ดีสุดๆ รู้จักเธอน้อยไปแล้ว ถ้าแม่นี่บอกว่าไม่ยอมนับเหรียญเธอก็ไม่เห็นจะแคร์ แต่เธอจะต้องเอาชุดชั้นในแบรนด์เนมพวกนี้กลับบ้านให้จงได้
“ฮะ!” จันทร์ฉายอุทานเสียงดังจนพนักงานขายคนอื่นๆ และลูกค้าในร้านหันมามองอย่างตกใจ “ขะ... ขอโทษค่ะ” เธอหันไปขอโทษขอโพย ก่อนจะถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ถือ คุณคงตื่นเต้นล่ะสิคะ คงไม่เคยนับเงินเหรียญมากมายขนาดนี้ และตอนนี้คุณก็คงกำลังชื่นชมความสามารถของฉันอยู่ที่สามารถเก็บสะสมเงินออมเป็นเหรียญได้เยอะขนาดนี้... ฮ่าๆๆ ไม่ต้องชื่นชมกันออกนอกหน้าขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ฉันรู้ตัวเองดี แล้วก็เขินคุณด้วย” ฟ้าใสพูดอย่างอารมณ์ดี ยิ้มอย่างภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง เธออมยิ้มขบขันเมื่อเห็นหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีกฝ่าย
จันทร์ฉายทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้เสียให้ได้ ใครจะไปชื่นชมเธอยะ ผู้หญิงอะไร สวยก็สวยงกยังกะอะไรดี เกิดมาจากเกลือในมหาสมุทรหรือเปล่านี่
“เอ่อ... ดิฉันขอนับธนบัตรก่อนพลางๆ ได้ไหมคะ” จันทร์ฉายเอ่ยบอกอีกครั้ง
“ได้สิคะ แต่ฉันเห็นคุณนับไม่ทันก็เลยเอาเงินออกมาทีละนิดให้คุณได้นับสะดวกไม่มึนค่ะ” ฟ้าใสบอกยิ้มๆ ก่อนจะควักเงินธนบัตรใบละยี่สิบบาทออกมาปึกใหญ่
“ฮะ! คุณไม่มีแบงก์พันเหรอคะ” จันทร์ฉายมองธนบัตรใบละยี่สิบบาทตาแทบถลน
“เอ๊ะ! คุณนี่ยังไงคะ ถามว่าฉันสะดวกจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิต ฉันก็สะดวกเป็นเงินสด พอเอาเหรียญออกมา คุณก็ขอธนบัตร พอเอาธนบัตรใบละยี่สิบออกมาจะขอธนบัตรใบละหนึ่งพันอีก คุณรู้ไหม ธนบัตรใบละพันนี่มันจ่ายยากมาก ส่วนมากพ่อค้าแม่ค้าเค้าจะบอกไม่มีเงินทอน ฉันก็ตอบสนองความต้องการของคนขายแล้ว จะเอาอะไรอีกล่ะคะ หรือถ้าคุณขี้เกียจนับ คุณก็หยิบของใส่ถุงให้ฉันแล้วก็หยุดนับ ฉันเอาของไปตามนี้ ไม่ต้องจ่ายเงิน คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลานับแต่แรก แล้วไปรับลูกค้ารายอื่น คุณจะได้มียอดขายในวันนี้ โอเคไหมคะ” ฟ้าใสทำเนียนสุดๆ เห็นซื่อๆ เซ่อๆ เธอก็อยากแกล้งเท่านั้นเอง
เพียงไม่กี่นาทีฟ้าใสก็อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำ เธออ่อนแรงและเหนื่อยจึงไม่ได้ปัดป้อง ให้เขาจัดการตามแต่สมควรหลังจากจัดการปลดชุดเจ้าสาวได้แล้วจึงพาเธอมานั่งบนเตียงที่โรยด้วยกลีบดอกไม้อีกครั้ง เขาต้องระงับใจมากมายเพียงใดที่จะไม่แตะต้องร่างกายผุดผาดที่น่าปรารถนา ฟ้าใสเองก็ลุ้นกับของขวัญในกล่องที่เพื่อนรักมอบให้ แต่เธอเหนื่อยเหลือเกิน จึงทิ้งตัวลงนอนใกล้ๆ กับร่างสูงของเจ้าบ่าวเทพประทานมองอย่างเอ็นดู เขาดึงศีรษะของหญิงสาวมาวางบนตักให้เธอหนุน ฟ้าใสยิ้มเนือยๆ หลับตาพริ้ม เขาจึงเริ่มลงมือแกะกล่องของขวัญให้เธอเสียเองสิ่งที่เทพประทานเห็นภายในทำให้เขาอมยิ้มแทบหลุดขำเสียด้วยซ้ำ แต่ภรรยาคนสวยกลับนอนหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว ถ้าฟ้าใสเห็นจะทำหน้ายังไง เขาก็อยากรู้นัก อดไม่ได้ที่จะก้มลงหอมแก้มสวยเบาๆ เขาจึงจัดท่านอนให้เธอนอนบนหมอนสบาย ฟ้าใสครางอืออาเล็กน้อย ซุกใบหน้าเข้าหาหมอน ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมายิ้มที่มุมปากแล้วเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ“อื้อ...” ฟ้าใสครางประท้วงเล็กๆ เมื่อรับรู้ถึงสิ่งรบกวนที่ทำให้เธอหงุดหงิดเล็กๆ“นอนเฉยๆ สิครับที่รัก” เทพประทานใช้ครีมที่สำหรับเช็ดเครื่องสำอางทำความสะอาดให้เธอ เพราะจะให้นอ
“สองคนนี้ทะเลาะกันอีกแล้วนะคะ นี่งานมงคลนะคะ” เกศรารีบเข้าไปแทรกกลางเมื่อเห็นเพื่อนรักทั้งสองเริ่มจะกัดกันอีกแล้ว“ชิ! เห็นว่าเป็นวันแต่งงานของยัยฟ้าน่ะ ไม่งั้น... ฮึ่มๆ” ปาริชาติข่มขู่ทำท่าทีหักคออีกฝ่าย“นึกว่ากลัวตายล่ะ ยัยน้ำส้มสายชู” ราศีหักนิ้วดังก๊วบๆ ข่มตอบ“พอเถอะสองคนนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงกับผู้ชายละก็ ฟ้าจะเชียร์ให้เป็นแฟนกัน จะได้มีลูกหัวปีท้ายปี”“ได้เวลาแล้วค่ะ ฟ้าลงไปได้แล้วจ้ะ” เกศราก้มดูนาฬิกาแล้วบอกยิ้มๆ“จ้ะน้องหนิม” สามเสียงประสานพร้อมกัน ทำให้เกศราหน้าแดงเล็กน้อย น้องหนิมเป็นชื่อเรียกสั้นย่อมาจากคำว่าสนิทสร้อยที่เพื่อนชอบใช้เรียกเธอ“เจ้าสาวมาแล้วค่ะ” ทุกคนหันไปมองตามเสียงประกาศ และภาพหญิงสาวแสนโสภารูปร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้น แต่มีสัดส่วนงดงามสมกับเป็นอิสตรีสวมชุดแต่งงานสีขาวก็ค่อยๆ ย่างกรายลงมาตามบันไดลงมาสู่ด้านล่างซึ่งเป็นส่วนของงานเลี้ยง เทพประทานยืนมองหญิงสาวที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตกตะลึงพรึงเพริด วันนี้ฟ้าใสอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ช่างงดงามเหมือนนางฟ้าที่ลอยลงมาจากฟากฟ้า ใบหน้าเนียนละเอียดที่ถูกแต่งอย่างประณีตผุดผาดหาสิ่งใดเปรียบชายหนุ่มยื่นมือไปให้ห
ความสุขก่อตัวขึ้นเหมือนมวลพลังงานบางอย่างที่สัมผัสแตะต้องได้ รูป รส กลิ่น เสียงหลอมรวมเชื่อมโยงให้ใยรักใยเสน่หา สายสวาทช่างน่าลิ้มลอง ติดอกติดใจให้ใฝ่คะนึงหา เนื้อตัวที่ร้อนรุ่มเสียดสีกันแล้วซ่านลึกในดวงจิตเหมือนประกายไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในตัวของแต่ละฝ่ายเส้นผมหอมละมุนกรุ่นกลิ่นจรุง ความนุ่มนิ่มเมื่อใช้มือลูบสัมผัสส่งผ่านไปยังห้วงความรู้สึกที่อ่อนบางและปรารถนา กลิ่นกายที่ชวนให้สูดดมครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จักเบื่อหน่าย รสชาติหวานละมุนติดลิ้นจนไม่อยากละจากเรือนร่างบอบบางขาวสวยเนียนละเอียดนี้ไปไหน อีกทั้งน้ำเสียงไพเราะที่เรียกชื่อเขาทุกครั้งที่เขาฝังกายเข้าหาช่างสร้างแรงรักมหาศาลให้ก่อเกิด มันเป็นความรู้สึกที่สวยงามและอ่อนหวานละไม อีกทั้งยังเร่าร้อนอบอุ่นแผดเผาให้ตะกายหากันอย่างบรรเจิด ความรัญจวนที่มากล้นดูช่างโอบล้อมไปทั่วเตียงกว้างที่รองรับกายหนุ่มสาวคล้ายวันแรกเกิดที่ปราศจากอาภรณ์เนื้อดีชิ้นใดปกปิดร่างกายกลิ่นเพศรสรุนแรงตามอารมณ์ที่งวดขึ้น เนื้อแท้เพียงแค่เบียดชิดเพียงนิดก็เพริศแพร้ว มือนิ่มกรีดกรายไปทั่วผิวเรียบตึงบริเวณแผ่นหลัง แล้วกดกายให้เขาเข้าหาด้วยลีลารักสอดประสานที่เร่าร้อน สะโ
เทพประทานสอดแขนเข้าใต้ขาของหญิงสาวโย้ไปด้านบนจนขาทั้งสองเปิดอ้ากว้างรับเขาเข้าไป มือหนาเท้าไปข้างตัวติดกับลำตัวของเธอด้านบนจนสะโพกผายลอยเด่นขึ้นจากฟูกนิ่ม แล้วเขาก็กระทั้นกายกระชั้นถี่รัวยิบเพื่อจูงมือเธอไปสู่สวรรค์เบื้องหน้าที่รอคอยอยู่เสียงหอบหายใจมาพร้อมกับเหงื่อที่โซมกาย เทพประทานฟุบร่างสูงลงโอบกอดร่างเล็กที่แสนหวงแหนเอาไว้อย่างทะนุถนอม เขาดึงใบหน้าเล็กที่หลับพริ้มมาซบกับอกกว้าง ดึงผ้าห่มมาห่มให้เธอและเขาพร้อมกับลมเย็นที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างทำให้เย็นสบายเพราะเหงื่อที่เกาะพราวไปทั่วร่าง“ฟ้าใส ผมรักคุณ” เขากระซิบเสียงทุ้มหวาน ประทับจุมพิตทั่วใบหน้าสวยแล้วกล่อมเธอให้หลับด้วยการลูบไล้และนวดเฟ้นเบาๆ ให้เธอสบายตัว...ความสุขเกิดขึ้นจากตัวเราเอง ความทุกข์เกิดขึ้นจากตัวเราเอง ความกลัวเกิดขึ้นจากตัวเราเอง...38แต่งงานเอ้ก... อี... เอ้ก... เอ้ก... เสียงไก่ขันตอนเช้ามืดปลุกให้หญิงสาวตื่นขึ้นมา เธอสะดุ้งเมื่อลำดับเหตุการณ์จับต้นชนปลายเรื่องราวทั้งหมดจนถ้วนถี่“คุณเทพคะ ตื่นเถอะค่ะ คุณรีบกลับห้องไปเลย” ฟ้าใสเขย่าร่างเปลือยแข็งแกร่งที่นอนกกกอดเธอตลอดคืน“อื้อ... ผมง่วงจังเลยฟ้า อยากนอนก
“จูบตอบผมสิฟ้า ทำเหมือนที่ผมทำกับคุณ” เขากระซิบเสียงแหบพร่า คำพูดนั้นมีอานุภาพมหาศาลนัก เธอค่อยๆ ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากหนาร้อนผ่าวแผ่วเบาและไม่ค่อยแน่ใจ แต่เขากลับเผยอริมฝีปากรับอย่างเต็มอกเต็มใจ เธอเริ่มรู้สึกมีกำลังใจเมื่อได้ยินเสียงครางบ่งบอกถึงความพึงพอใจและความสุขที่โอบล้อมพวกเขาอยู่ เธอบดริมฝีปากเข้าหา ส่งลิ้นออกมาลามเลียไปทั่วปากหนาของเขา แล้วดูดลิ้นเขาเล่นอย่างแสนซนปะปนด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันท่วมท้นเทพประทานดูดลิ้นหญิงสาวโต้ตอบกับเธออย่างดูดดื่ม ทั้งสองแลกเปลี่ยนรสชาติหวามไหวของกันและกันจนต้องผละออกจากกันอีกครั้งเพื่อหอบหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ปอด สายตาสองคู่มองสบตากันท่ามกลางแสงจันทร์ มันถ่ายทอดความเสน่หายิ่งยวดให้แก่กันและกันอย่างไม่มีอะไรขวางกั้น“ผมอยากกลืนกินคุณเหลือเกินฟ้าใส แล้วคุณล่ะ” เขากระซิบถามเสียงแผ่วแต่แหบพร่าจนสั่น กายสาวสะท้านตามน้ำเสียงที่ชวนวาบหวาม เขาลากมือไปตามเรือนร่างสาว ก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วปลดอาภรณ์ออกจากกาย ฟ้าใสนั่งหน้าแดงจัดจ้องมองเรือนร่างสมบูรณ์แบบของชายฉกรรจ์อย่างรัญจวน ลิ้นสีแดงสดเลียไปรอบริมฝีปากคล้ายกระหาย อาการทั้งหมดตกอยู่ในสายตาเข
อีกทั้งกฤษอยากทดสอบว่าฟ้าใสจะจริงใจกับเพื่อนหรือไม่ แม้จะบอกว่าเทพประทานอาจผ่าตัดแล้วเดินไม่ได้ แต่หญิงสาวก็พิสูจน์ให้กฤษได้รู้ว่าฟ้าใสจริงใจกับเพื่อนจริงๆ ไม่เหมือนรินลดาที่หนีไปทันทีที่ได้รับฟังเรื่องราวในประโยคเดียวกันทั้งสองปรับความเข้าใจกัน และบิดามารดาของเทพประทานก็เดินทางมาทาบทามสู่ขอฟ้าใสให้ลูกชายของตน ซึ่งจะจัดการหาฤกษ์หายามเพื่อให้ทั้งสองแต่งงานกันโดยเร็วที่สุด...…ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย...แมวขโมย“คุณเทพคะ คุณเข้ามาได้ยังไงคะนี่” ฟ้าใสตกใจเมื่อเทพประทานแอบปีนหน้าต่างขึ้นมาหาเธอถึงห้องนอน“ผมก็ปีนขึ้นมาน่ะสิ ตอนกลางวันผมหาลู่ทางเอาไว้แล้ว” เขาพูดอย่างเจ้าเล่ห์ ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อเหยียบเท้าลงมาบนพื้นห้องอย่างเบาที่สุด“คุณออกไปเลยนะคะ เดี๋ยวใครเห็นเข้า” ฟ้าใสหันรีหันขวาง“ใครจะเห็นเล่าคุณ ป่านนี้เค้านอนหลับกันหมดแล้ว” เขายังทำเนียน“ถ้าคุณทำอะไร ฟ้าจะร้องจริงๆ ด้วย” หญิงสาวผลักไส หลบจมูกและปากร้อนที่ซุกไซ้ลงมา“ก็เอาสิ อยากร้องก็ร้องเลย ถ้าคุณอยากจะปลุกให้คนที่นอนหลับสบายทั้งบ้านออกมาดูเรากอดกันแนบแน่นเสียแบบนี้”“คนบ้า ถ้าคุณไม่ปล่อย ฟ้าจะร้องจริงๆ ด้วย” เธอขู่ฟ่อ







