เข้าสู่ระบบภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มีร่างสูงโปร่งยืนถือถ้วยชาส่วนมืออีกข้างไขว้หลังไว้ยืนหันหลังดูวิวแม่น้ำอย่างงามสง่า แต่แล้วกลับมีเสียงใครคนหนึ่งเดินเข้ามาขัดจังหวะบรรยากาศอันเงียบสงบตรงหน้าโรงเตี๊ยมที่ไหนๆ ก็ต่างมีวิวเช่นนี้เหมือนกันหมด แต่ต่างกันที่การจัดสรร
“เจ้ามาช้า” เสียงทุ้มกล่าวออกมาอย่างไม่ได้โมโหเลยสักนิดขณะที่หันหน้ากลับมา
“ขออภัยเจ้าสำนักวารีหยก บังเอิญเกิดเรื่องน่าสนุกนิดหน่อยระหว่างทาง” ชายหนุ่มตรงหน้าคือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีเย่วซือ และคือคนที่ได้ช่วยซูเชี่ยวไว้เมื่อสักครู่
“เรื่องน่าสนุกอันใด” ลี่หยางถามออกมาอย่างไม่ใส่ใจมากนักและนั่งลงบนเบาะรองนั่งที่โต๊ะอาหาร พลางรินชาให้เย่วซือเจ้าสำนักเพลิงอัคคี
“เรื่องสนุกข้าย่อมเก็บไว้คนเดียว” เย่วซื่อแกล้งตอบแหย่ลี่หยางด้วยความไม่กลัวฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลี่หยางไม่ได้โมโหแต่ส่งเสียงเหอะในลำคอ
“เจ้ามีอันใดเหตุใดไม่ส่งจดหมายมา แต่กลับนัดพบข้า” เย่วซือถามจุดหมายที่ลี่หยางนัดพบเขาในวันนี้ทันที จากนั้นลี่หยางก็เริ่มเล่าเรื่องราวของคนร้ายที่ลักลอบเข้ามาและพยายามใส่ร้ายสำนักเพลิงอัคคีให้ฟัง
เพล้ง!
เสียงแก้วชาในมือของเย่วซือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีแตกละเอียดทันทีที่ลี่หยางเล่าจบ แต่มือของเขากลับไม่มีร่องรอยของการได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าใจเย็นเถอะ ข้าให้คนของข้าตามสืบเรื่องนี้แล้ว” ลี่หยางพูดพลางยกชาขึ้นดื่ม เย่วซือเพียงส่งเสียงเหอะในลำคอ
“เรื่องของสำนักข้าไม่รบกวนเจ้า หากมีอะไรเพิ่มให้เจ้าฝากคนมาบอกข้าด้วย” เย่วซือพูดด้วยเสียงเข้มทันทียังโมโหเรื่องที่ได้ฟังสักครู่ไม่หาย ลี่หยางเพียงยิ้มและส่ายหน้าให้กับความใจร้อนของสหายตรงหน้า เย่วซือมักเป็นคนใจร้อนอยู่เสมอจะโทษเขาไม่ได้ทีเดียว เพราะเขามีกำลังภายในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับลี่หยางแต่เป็นธาตุไฟ แต่การใจร้อนของสหายก็ไม่เคยส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเฉลียวฉลาด และมากไปด้วยแผนการไม่ด้อยกว่าเขาเลย ภายนอกเขายังดูเป็นชายอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลาทั้งเย่วซือและลี่หยางพูดคุยเรื่องการคัดเลือกผู้นำทั้ง 5 สำนักไปประมาณครึ่งชั่วยาม ก็เป็นยามอิ๋นแล้วจึงได้คิดที่จะแยกย้ายกันกลับ แต่ก่อนที่เย่วซือเจ้าสำนักเพลิงอัคคีจะก้าวเท้าออกจากห้อง
“อ้อ เรื่องสนุกที่ข้าบอกก็คือเรื่องนี้” เย่วซือวางป้ายเหล็กที่เขียนว่า สำนักวารีหยก ซูเชี่ยว ลงที่โต๊ะจากนั้นยิ้มที่มุมปากเเละเดินออกไปจากห้องอย่างอารมณ์ดี ลี่หยางที่กำลังจะยกชาขึ้นจรดที่ปาก เห็นป้ายที่เขียนว่าซูเชี่ยวก็วางถ้วยชาลงทันที
“เหอะ! พึ่งได้มาก็ทำหาย ข้าจะดูว่าเจ้าจะเข้าสำนักอย่างไร” ลี่หยางพึมพำกับตัวเองขณะที่นำป้ายขึ้นมาเก็บไว้ที่แขนเสื้อและลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะกลับสำนัก.
ด้านซูเชี่ยวหลังจากกลับมาจากตรอกซอยที่นางโดนทำร้ายก็ใช้เวลากว่า 2 เค่อเพื่อมายังจุดนัดหมายที่นัดกับเจียอี่ไว้
“ข้านึกว่าเจ้าหลงทางแล้วซะอีก” เจียอี่บ่นให้ซูเชี่ยวอย่างไม่จริงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมาเลยเวลาที่นัดกันไว้ถึง 1 เค่อ
“ขออภัย ข้าหลงทางนิดหน่อย” หญิงสาวตอบอย่างรู้สึกผิด โดยไม่คิดที่จะเล่าเรื่องที่เกิดวันนี้ให้เจียอี่ฟัง ทุกอย่างเกิดขึ้นกับนางมากมายเต็มไปหมดจนนางก็ยังตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน
“ข้าว่าแล้วเชียว” เจียอี่พูดขึ้น ขากลับซูเชี่ยวและเจียอี่เลือกเช่ารถม้าให้มาส่งที่หน้าสำนักแทนการเดินกลับ เพราะนี้ก็เย็นมากแล้วถ้าหากเดินกลับคงถึงมืดค่ำและพวกนางเองก็ซื้อของกลับมากมาย ทั้งสองใช้เวลา 1 เค่อก็ถึงหน้าประตูทางเข้าสำนัก ซูเชี่ยวล้วงแขนเสื้อเพื่อจะยื่นป้ายให้ผู้คุ้มกันที่ตรวจการเข้าออกแต่กลับหาไม่เจอ
“เเย่แล้ว” ซูเชี่ยวพูดขึ้นและพยายามหาว่าป้ายอยู่ที่ใด
“แย่อะไรหรือ” เจียอี่ถามด้วยความสงสัย แต่นางก็พอเดาได้จากท่าทางของซูเชี่ยวที่กำลังล้วงหาของอยู่
“ป้ายของข้าหายไป” ซูเชี่ยวตอบออกไปด้วยความลนลาน
“หากไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้” ผู้คุ้มกันหน้าประตูพูดขึ้น
“แต่นางมากับข้า เมื่อเช้าเจ้าก็เห็นป้ายนาง ให้นางเข้าไปกับข้าเถอะนี้จะมืดค่ำแล้ว” เจียอี่พูดแทนซูเชี่ยว
“ไม่มีป้ายก็เข้าไม่ได้” ผู้คุ้มกันหน้าประตูยังยืนยันคำเดิม เจียอี่กำลังจะอ้าปากพูดต่อแต่ถูกซูเชี่ยวห้ามไว้
“เจ้าเข้าไปเถอะ เอาของเข้าไปเก็บไว้ด้วย แล้วรบกวนเจ้าไปบอกท่านรองเจ้าสำนักว่าข้าทำป้ายหาย ให้มาช่วย” ซูเชี่ยวพูดกับเจียอี่ด้วยความใจเย็น เจียอี่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก การทำป้ายเข้าออกสำนักหายต้องถูกลงโทษจากเจ้าสำนัก นางนำของที่ซื้อมาและส่งสายตาบอกซูเชี่ยวว่าให้รอนางทีนี่เดี๋ยวนางรีบมา จากนั้นรีบเดินเข้าไปในสำนักรีบนำของไปเก็บ และตรงดิ่งไปหารองเจ้าสำนัก
“เจ้าว่าอะไรนะรองเจ้าสำนักจะกลับมาพรุ่งนี้นั้นหรือ” เจียอี่พูดขึ้นเมื่อนางถามจางหมิงผู้ช่วยรองเจ้าสำนักเฟยซิ่น ว่าอยู่หรือไม่
“เจ้าค่อยมาใหม่พรุ่งนี้” จางหมิงตอบเสียงเรียบ และเดินออกไป เจียอี่เดินวนอยู่หน้าห้องของนางอย่างใช้ความคิด ท่านรองเจ้าสำนักก็ไม่อยู่ส่วนท่านเจ้าสำนักก็ยังไม่กลับ นางไม่สามารถไปขอความช่วยเหลือใครได้อีกเลย เพราะเรื่องป้ายเข้าออกสำนักถือเป็นเรื่องใหญ่ มีแค่ได้รับการรับรองจาก 2 ผู้มีอำนาจสูงสุดในสำนักเท่านั้นถึงเข้ามาได้ ตอนนี้นางทำได้แค่รอ
ทางด้านซูเชี่ยวได้แต่เดินไปมา และกอดตัวเองอยู่หน้าสำนักเพราะนี่ก็ปลายยามเฉินแล้วทำให้อากาศโดยรอบเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นเจียอี่พารองเจ้าสำนักออกมาสักที ขณะนั้นเองนางได้เห็นรถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาจอดบริเวณหน้าสำนักใกล้ๆ ไม่ใช่รถม้าของใครแต่เป็นเจ้าสำนักวารีหยกลี่หยางนั้นเอง ผู้คุ้มกันหน้าประตูรับป้ายมาตรวจและส่งคืนให้คนบังคับรถม้า
“เอ่อ คือว่า” ผู้คุ้มกันหน้าประตูส่งเสียงเหมือนมีอะไรแต่ไม่กล้าพูด
“มีอะไรก็ว่ามา” เสียงทุ้มของลี่หยางดังออกมาจากด้านในรถม้า
“แม่นางซูเชี่ยวบอกว่าทำป้ายหายไม่สามารถเข้าไปข้างในได้ขอรับ” ผู้คุ้มกันกล่าวออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะเขาก็สงสารหญิงสาวที่ยืนตากลมหนาวอยู่หน้าประตูเหมือนกัน ขนาดเขาเป็นชายและทำหน้าที่นี้มานานจนชินยังรู้สึกหนาว นางจะไปทนได้อย่างไร
“ไม่มีป้ายก็ไม่มีสิทธิ์เข้า” ลี่หยางพูดออกมาเสียงดังจากในรถม้า ทำให้ซูเชี่ยวที่สีหน้าเริ่มดีขึ้นเมื่อเห็นรถม้าเขา ตอนนี้กลับสีหน้าหมดอาลัยตายอยากทันที
“หึ! ใจดำชะมัด” ซูเชี่ยวได้แต่ด่าเขาในใจ รถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาภายในสำนัก ลี่หยางลงจากรถม้าและเดินตรงเข้าตำหนักหยกขาวทันที เขาเดินตรงเข้าไปนั่งที่โต๊ะสำหรับสะสางงานต่างๆ เเละมองป้ายเหล็กที่สลักชื่อว่า สำนักวารีหยก ซูเชี่ยว
“ใครอยู่ด้านนอกเข้ามาหน่อย” เขาพูดเสียงดัง เซี่ยวกังผู้ช่วยเขาที่อยู่ด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“ขอรับเจ้าสำนัก” เซี่ยวกังพูดออกมาเมื่อมาถึง
“เฟยซิ่นจะกลับมาตอนไหน”
“พรุ่งนี้ขอรับเจ้าสำนัก” หลังจากสิ้นเสียงของเซี่ยวกัง ลี่หยางเงียบไปไม่ได้ถามอะไรอีก จึงทำให้เซี่ยวกังเกาหัวคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดอย่างงั้นหรือ ลี่หยางเพียงโบกมือให้เซี่ยวกังออกไปเท่านั้น
ลี่หยางสะสางงานตรงหน้าประมาณ 1 ชั่วยามแต่แล้วเขาก็รู้สึกมีลมแรงพัดมากระทบที่ตัวเขา ทำให้เขาเงยหน้ามองไปที่หน้าต่างด้านหลังพบว่าหิมะเริ่มตกลงมา เพราะตอนนี้ก็เริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว เขาลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดที่หน้าต่างและยื่นมือออกไปสัมผัสหิมะที่ค่อยๆ ตกลงมา
เขายืนมองบรรยากาศข้างหน้าไม่นานก็กลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อสะสางงานต่อให้จบ แต่สายตาเหลือบไปเห็นป้ายที่วางอยู่บนโต๊ะที่เขียนว่า สำนักวารีหยก ซูเชียว ชายหนุ่มนิ่งอยู่สักครู่ก็เก็บป้ายนั้นเข้าแขนเสื้อ ลุกขึ้นและเดินไปหยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำมาคลุมร่างกาย และเดินออกมาจากตำหนักหยกขาว เซี่ยวกังที่ยืนอยู่ด้านหน้ากำลังจะร้องทักว่าไปไหนก็ยังไม่ทันได้พูดอะไร ลี่หยางก็เดินเลยออกมาแล้วเขาทำได้แค่วิ่งตามหลัง แต่กลับได้ยินเสียงเข้มพูดขึ้นมาว่า
“ไม่ต้องตามมา” จากนั้นเดินห่างเขาออกไป ลี่หยางเดินมุ่งหน้ามาที่ประตูหน้าสำนักใช้เวลาครึ่งเค่อก็ถึง ทันทีที่มาถึงเขาเห็นหญิงสาวที่ยังคงนั่งหนาวเอามือถูกัน สีหน้านางแดงก่ำเพราะอากาศหนาว ผู้คุ้มกันประตูที่เห็นเจ้าสำนักจึงรีบวิ่งออกมาคารวะ แต่ลี่หยางกลับไม่ได้สนใจเขาเดินตรงไปหาซูเชี่ยวที่กำลังนั่งกอดเข่าอยู่ ซูเชี่ยวที่ได้ยินฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้จึงเงยหน้าขึ้นมอง เพราะอากาศหนาวทำให้นางหูอื้อกว่าจะได้ยืนเสียงลี่หยางก็เดินเข้ามาใกล้แล้ว ซูเชี่ยวทันทีที่เห็นลี่หยางก็รีบลุกขึ้น เพราะนั่งอยู่นานจึงเซเล็กน้อย ลี่หยางที่เห็นอย่างนั้นจึงยื่นมือไปช่วยจับไว้
“ระวังหน่อย” เขาพูดเสียงเข้ม และปล่อยทันที จากนั้นถอดเสื้อคลุมออกและยื่นให้ซูเชี่ยว และนำป้ายออกมายื่นให้ผู้คุ้มกันประตู จากนั้นซูเชี่ยวและลี่หยางก็ไม่ได้พูดคุยกันระหว่างที่เดินกลับด้วยกัน ลี่หยางคิดในใจว่า “ทำแบบนี้นางคงไม่คิดเกินเลยเข้าข้างตัวเองหรอกนะ” ส่วนซูเชี่ยวที่เห็นการกระทำของลี่หยางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงรับเสื้อคลุมมาคลุมตัวไว้ ระหว่างที่เดินกลับก็คิดว่าป้ายของนางไปอยู่ที่เขาได้อย่างไร เขาเอามาจากไหนกัน เมื่อถึงทางแยกไปตำหนักหยกขาว
ซูเชี่ยวที่เดินตามหลังมาไม่ได้มองทางทำให้ชนหลังของร่างสูงที่เดินนำหน้า "จะหยุดก็ไม่บอกกัน" ซูเชี่ยวคิดในใจ และนางกำลังจะถอดเสื้อคลุมให้ลี่หยางคืนแต่กลับห้ามไว้
“เจ้าใส่ไว้เถอะ และอย่าคิดเกินเลยว่าข้าจะชอบเจ้าล่ะ” ลี่หยางพูดเสร็จก็เดินกลับตำหนักหยกขาวโดยที่ไม่ได้หันมาสนใจหญิงสาวแม้แต่น้อย ซูเชี่ยวที่ได้ยินก็งงงวย อะไรของเขาผีเข้าผีออก จากนั้นกระชับเสื้อคลุมและเดินกลับที่พักของตัวเอง ทันทีที่มาถึงนางเห็นเจียอี่นั่งสัปหงกอยู่หน้าห้องของนาง
“เจียอี่” ซูเชี่ยวสะกิดหญิงสาวให้รู้สึกตัว เจียอี่ที่เห็นซูเชี่ยวก็รู้สึกโล่งใจ
“เจ้ากลับมาได้สักที จางหมิงบอกว่ารองเจ้าสำนักไม่อยู่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร” เจียอี่ร่ายยาวจนแทบลืมหายใจ
“ไม่เป็นไร ข้าก็กลับมาได้แล้วไง แต่พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าต้องโดนลงโทษอะไรอีกที่ทำป้ายหาย” ซูเชี่ยวกล่าวด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“แล้วเข้ามาได้อย่างไร เอ๊ะนี้เสื้อคลุมเจ้าสำนักหนิ” เจียอี่พูดขณะสังเกตซูเชี่ยว
“เจ้าสำนักกลับมาพอดี ข้าจึงเข้ามาได้ เจ้าไปพักผ่อนเถอะข้าก็จะพักผ่อนเช่นเดียวกัน” ซูเชี่ยวขี้เกียจตอบคำถามเจียอี่จึงพูดตัดบท เจียอี่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่อยากรบกวนซูเชี่ยวเพราะเห็นว่านางเหนื่อยล้า จึงเเยกย้ายกัน ซูเชี่ยวเข้ามาในห้องก็ตรงดิ่งไปที่เตียงทันที และพยายามคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดในวันนี้ทั้งเรื่องพลังที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นกับตัวนาง และป้ายอนุญาตเข้าออกทำไมถึงไปอยู่กับลี่หยางได้ ซูเชี่ยวนอนคิดได้ไม่นานก็หลับไปเนื่องจากเหนื่อยล้าเอามากๆ จึงทำให้นางนอนหลับไปทั้งสภาพแบบนั้น
ณ จวนแม่ทัพแม่ทัพซูเจิน และซูเชี่ยวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมทุกคนในกองทัพ และแยกออกมาเพื่อกลับจวน เมื่อทั้งคู่ลงจากรถม้าก็เห็นซูเหวินและคนอื่นๆ มารอรับอยู่ด้านหน้าจวน“เชี่ยวเออร์” ซูเหวินร้องเรียกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นซูเชี่ยวลงมาจาก รถม้า ซูเชี่ยวเดินเข้ามาหานาง และเมื่อมาถึงนางก็โดนสวมกอดทันที“ท่านแม่” ซูเชี่ยวเอ่ยขึ้นขณะที่โดนสวมกอด อบอุ่นจริงๆ นี่สินะที่เรียกว่าครอบครัว ด้วยหน้าตาที่งดงามและคล้ายนางขนาดนี้ ทำให้นางเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นท่านแม่ของร่างนี้นางจึงรู้ได้ทันทีว่าได้ความงามมาจากใคร นี่สินะที่เรียกว่างามล่มเมือง ขนาดอายุมากแล้วแต่ความสวยไม่ลดน้อยลงเลย“เชี่ยวเออร์ แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน” แม่ทัพเจินที่เดินมาตามหลัง เมื่อได้ยินที่ฮูหยินพูดก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยเเซวฮูหยินของตัวเอง“คิดถึงเเค่เชี่ยวเออร์เท่านั้นหรือ สงสัยข้าจะตกกระป๋องซะแล้ว” ขณะที่เเม่ทัพเจินพูดก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างไม่จริง“ซูเหวินคารวะท่านพี่เจ้าค่ะ” ซูเหวินพูดขึ้นและย่อกายลงมาเล็กน้อย“เข้าไปในจวนเถอะ” ซูเจินพูดพลางโอบทั้ง 2 คนเดินเข้าไปภายในจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ บริเวณโดยรอบร่มรื่น การตกแต่งสวนสวย
ในที่สุดการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ลี่หยางและทุกคนเดินทางมาถึงกองทัพที่ชายเเดนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมาถึงด้านหน้าค่ายกองทัพ ก็เห็นทุกคนมารอรับอยู่แล้ว เมื่อทุกคนลงมาจากรถม้าและหลังม้าได้ก็เดินเข้าไปที่หน้าค่ายพร้อมกัน ซูเจินแม่ทัพใหญ่ที่ยืนรออยู่นานแล้ว ได้แต่ชะเง้อคอคอยดูอย่างร้อนรน เขาได้ข่าวว่าคณะเดินทางของสำนักวารีหยกถูกลอบทำร้ายก็ยิ่งทำให้เขายืนอย่างไม่เป็นสุข“คารวะท่านเเม่ทัพ” ลี่หยางพูดขึ้น และตามด้วยศิษย์คนอื่นๆ“คารวะเจ้าสำนักวารีหยก” ซูเจินพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดเสร็จก็ชะเง้อหน้ามองหาใครคนใดคนหนึ่ง“เชิญๆ” ซูเจินกล่าวขึ้นจากนั้นเดินนำเข้าไปด้านใน ลี่หยางถูกพาเข้ามาในกระโจมหลักทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็เพียงรอแค่ด้านนอก ลี่หยางเข้าไปไม่นานก็ออกมาจากกระโจม พร้อมกับแม่ทัพซูเจินด้วยเช่นกันซูเจินกวาดตามองเหล่าศิษย์ของสำนักวารีหยกเพื่อหาใครสักคน จนสายตาไปสะดุดหญิงสาวที่กำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ จากนั้นรีบเดินไปหาด้วยความคิดถึง“เชี่ยวเออร์” ซูเจินพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นซูเชี่ยว ทางด้านซูเชี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็หันมาตามทิศทางเสียง เป็นชายวัยกลางคนประมาณ 50 ต้นๆ ถึงอายุมากแล้วแต่กลับดูบึกบึ
การเดินทางตลอด 2 วันที่ผ่านมาเพื่อเข้าเมืองหลวงก็สิ้นสุดลง เมื่อตอนนี้ทุกคนอยู่หน้าประตูเมืองหลวง รอการตรวจป้ายเข้าออก ตอนนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสงคราม ทำให้ทหารที่ประตูเมืองต้องเคร่งครัดเป็นอย่างมาก แต่ในระหว่างที่พวกเขารอตรวจอยู่นั้น ได้มีทหารจำนวนหนึ่งตรงมาทางพวกเขา คนที่ขี่ม้านำหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือชุนฮวา ทันทีที่นางมาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าทันที“ศิษย์ชุนฮวาคารวะอาจารย์” ชุนฮวากล่าวขึ้นเมื่อร่างกายถึงพื้น ลี่หยางเพียงพยักหน้ารับ เหล่าทหารกว่า 100 นาย ที่ไม่เคยเห็นชายหนุ่ม ขณะตามชุนฮวามาด้วยก็รู้สึกตกตะลึง เขาคืออาจารย์ของนางจริงๆ หรือ เหตุใดถึงยังดูหนุ่มถึงเพียงนี้ ชุนฮวามีความสามารถจนขนาดฝ่าบาทยังเอ่ยชมไม่หยุดปาก ยกนางเหนือเหล่าทหารทุกคน เอ็นดูนางเหมือนลูกสาวแท้ๆ ขนาดเมื่อเจอเชื้อพระวงศ์ยังไม่จำเป็นต้องคำนับ ยกเว้นฮองเฮาและฮ่องเต้ ด้วยอายุยังน้อยของชายหนุ่มทำให้เหล่าทหารเหล่านั้นอดดูแคลนลี่หยางไม่ได้ชุนฮวามองไปโดยรอบพบว่ามีชาวบ้านมากมายต่อแถวเพื่อเข้าวังหลวง เกรงว่าธุระด่วนที่นางจะบอกอาจารย์คงพูดตรงนี้ไม่ได้ ลี่หยางที่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้นางจากนั้นเดินนำเข้าไปในรถม้า
วันนี้ก็ครบกำหนดเวลาที่ซูเชี่ยวต้องทำการทดสอบ เพราะพรุ่งนี้ทุกคนที่เข้าร่วมกับกองทัพที่เมืองหลวงต้องออกเดินทางแต่เช้า ซูเชี่ยวมาทดสอบที่ลานกว้างในการทดสอบอย่างครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ศิษย์ทุกคนก็มาคอยให้กำลังใจนางเช่นเคย“สู้ๆ ศิษย์พี่” เสียงของศิษย์ที่มาเป็นกำลังใจเอ่ยเสียงตะโกนออกมา“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” เฟยซิ่นพูดขึ้นและนำลูกแก้วออกมาตรงหน้าหญิงสาว ซูเชี่ยวเดินเข้าไปหยุดที่หน้าเฟยซิ่นรองเจ้าสำนัก“ข้าขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ และผ่านการทดสอบ” เฟยซิ่นพูดอย่างให้กำลังใจหญิงสาวและถอยห่างลูกแก้วออกไป 3 ก้าวซูเชี่ยวมองไปที่ลูกแก้วที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นปล่อยพลังภายในออกมา ระหว่างมือนางปรากฏแสงสีขาว แต่ครั้งนี้เจิดจ้ากว่าทุกครั้ง แสงสีขาวที่หมุนรอบตัวนางหมุนแรงคล้ายพายุขนาดย่อม จนทำให้ตัวนางลอยขึ้นบนอากาศ เส้นผมพัดเป็นคลื่นด้วยเเรงมหาศาล จากนั้นลูกแสงพวกนั้น หมุนกันเป็นเกลียวขึ้นไปบนฟ้ารวมกันเป็นเเสงลูกใหญ่ และพุ่งลงมาที่ตัวหญิงสาวขณะลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเเสงสลายหายไปเกิดรูปผีเสื้อเล็กๆ สะท้อนแสงที่ระหว่างคิ้ว หญิงสาวค่อยๆ ทะยานลงสู่พื้นดินช้าๆ เมื่อเท้านางเเตะที่พื้นรูปผี
หลังกลับมาจากตำหนักหยกขาววันนั้นซูเชี่ยวก็เอาแต่ซ้อมตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้พักผ่อนร่างกาย อยากที่จะบรรลุถึงระดับ 60 เร็วๆ เพราะการเพิ่มระดับช่วง50-60 เป็นช่วงที่พลังภายในเพิ่มขึ้นยากที่สุดซูเชี่ยวพึ่งกลับมาจากตำหนักเมี่ยนเปาหลังจากทานอาหารกลางวัน นางคิดว่าจะกลับมางีบหน่อย ช่วงนี้หญิงสาวรู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เมื่อนางเข้ามาในห้องก็พบกับขนมกุ้ยฮวาอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ใครเอามาให้” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองออกมา จากนั้นยกจานที่ใส่ขนมขึ้นเพื่อจะชิมขนม แต่เมื่อยกขึ้นก็เห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ“อย่าฝึกหนักจนเกินไป การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ” ซูเชี่ยวอ่านตามกระดาษโน้ตนั้น“ชื่อก็ไม่เขียน ใส่ยาพิษหรือเปล่าเนี้ย” ขณะที่พูดหญิงสาวก็ก้มลงไปสูดดมที่ขนมทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงนั่งกินขนมด้วยความเอร็ดอร่อย จากนั้นจึงงีบนอนหลังกินขนมเสร็จ ซูเชี่ยวหลับไปกว่า 1 ชั่วยาม ตื่นมาอีกทีก็ยามอิ๋นแล้ว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงียอยู่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าสำนักที่กำลังนั่งมองนางอยู่“เป็นไปไม่ได้” ซูเชี่ยวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขยี้ตาตัวเองเพื่อไล่อาการงัวเงียให้ห
การสอบเพื่อจบการศึกษาของสำนักวารีหยก แบ่งเป็นการสอบทฤษฎีและปฏิบัติ ในการสอบทฤษฎีศิษย์ทุกคนต้องมีคะแนนสอบมากกว่าครึ่งจึงถือว่าผ่าน ส่วนการสอบปฏิบัติเป็นการทดสอบพลังภายในที่ต้องเพิ่มขึ้นจากตอนแรกที่เข้ามาศึกษามากกว่า 60 ส่วนขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบทั้ง 2 อย่างนี้จึงถือว่าผ่านและสามารถจบการศึกษาได้ ฉะนั้น3 อาทิตย์ที่ผ่านมาศิษย์ทุกคนในชั้นปี 5จึงกระตือรือร้น และมักหมกตัวอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเพื่อหาความรู้ใส่ตัว และบางคนก็ทบทวนความรู้ที่ผ่านมา ส่วนพลังภายในเป็นเรื่องที่ไม่มีศิษย์คนใดเป็นกังวลมากนัก เพราะตลอดระยะ 5 ปีที่ศึกษามาทุกคนต่างฝึกฝนมาอย่างดีจนบางคนเพิ่มขึ้นมาจนถึง 80 ส่วน แต่นั้นก็ยังเป็นพลังภายในขั้นกลางหรือขั้นสูง แต่ไม่ใช่กับซูเชี่ยวที่มีพลังขั้นสูงสุดการที่จะเพิ่มพลังภายในขึ้นได้ย่อมยากเย็นมากกว่าการเพิ่มพลังภายในขั้นกลางและขั้นสูง ถึงแม้ว่านางจะฝึกฝนอย่างหนักช่วงที่ฝึกกับเจ้าสำนัก แต่ตอนนั้นพลังนางก็ยังอยู่ระดับที่45 ฉะนั้นตลอด 3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ถึงนางจะฝึกฝนอย่างหนัก แต่ระดับพลังก็ยังไม่ถึง 60 ตอนนี้อยู่แค่ 53 เท่านั้นเหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นที่จะถึงวันที่ทำการทดสอบ นางจ







