หน้าหลัก / รักโบราณ / ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่ / ตอนที่ 8 เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่

แชร์

ตอนที่ 8 เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่

ผู้เขียน: Naiyana
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-18 19:56:33

ณ ตำหนักหยกขาว บริเวณศาลาริมน้ำมีเพียงชายเจ้าของสถานที่แห่งนี้เท่านั้นที่นั่งอยู่ เขานั่งดีดกู่เจิงเป็นประจำเหมือนทุกวันปลายยามเหม่าของทุกเช้าจึงทำให้คนที่นี่คิดว่าเมื่อได้ยินเสียงบรรเลงกู่เจิงคือเวลาที่ใช้ปลุกคนในสำนัก แต่เเท้จริงแล้วเป็นเวลาในการฝึกฝนของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งดูสุขุม วันนี้เขาสวมชุดสีขาวงามสง่าและคลุมด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาว ผู้คนที่ได้พบเจอต่างมองเขาราวเทพเซียนที่กำลังนั่งบรรเลงกู่เจิงด้วยสีหน้าสงบ เขากำลังใช้เสียงเพลงเพื่อฝึกพลังภายใน ลี่หยางวางนิ้วเรียวยาวบนสายกู่เจิงและเริ่มบรรเลงด้วยท่วงทำนองที่บางเบาจากนั้นเริ่มเร่งจังหวะการดีดนิ้วลงที่สายกู่เจิงให้รวดเร็ว สายน้ำจากแม่น้ำด้านหน้ามีคลื่นเล็กๆ หลายสาย ยิ่งชายหนุ่มเร่งจังหวะในการดีดให้เร็วขึ้นสายน้ำก็ยิ่งเกิดคลื่นที่ใหญ่ขึ้น มีแสงสีขาวลอยออกมาจากคลื่นสายน้ำเหล่านั้นและแสงลอยมาวนรอบตัวเขาที่กำลังนั่งดีดกู่เจิงอยู่ที่ศาลา นี่คือวิชาธาราหวนคืนวิชาของสำนักวารีหยกที่ใช้สายน้ำช่วยในการเพิ่มพลังภายในทำให้จิตใจเย็นลงและเงียบสงบขึ้น เวลาผ่านไปประมาณ 3 เค่อก็ได้ยินเสียงดังใกล้เข้ามา ลี่หยางค่อยลดจังหวะในการดีดให้ช้าลงและหยุดบรรเลงกู่เจิงในที่สุด แสงสีขาวที่พัดวนรอบตัวเขาเมื่อสักครู่ก็หายไปพร้อมกับเสียงบรรเลง เสียงฝีเท้าของคนที่มารบกวนเขาเมื่อสักครู่ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือรองเจ้าสำนักเฟยซิ่น

“คารวะเจ้าสำนัก” เฟยซิ่นที่เดินเข้ามาหยุดด้านหลังลี่หยาง ยกมือขึ้นและโค้งเล็กน้อยคารวะ ลี่หยางลุกขึ้นจากท่าที่ใช้นั่งดีดกู่เจิงเมื่อสักครู่เเละเดินไปหยุดบริเวณสุดทางเดินของสะพานไม้มองไปที่แม่น้ำด้านหน้า

“เป็นอย่างไรบ้าง” ลี่หยางถามเฟยซิ่นโดยไม่ได้หันหลังมา

“เป็นสำนักพฤกษชาติขอรับ” เฟยซิ่นตอบออกมาทันทีโดยที่ไม่ต้องถามว่าลี่หยางถามเกี่ยวกับเรื่องอะไร เขาที่ทำงานอยู่ข้างกายลี่หยางมานานย่อมเข้าใจชายตรงหน้าดี ลี่หยางที่ได้ยินก็พยักหน้ารับ เฟนซิ่นเห็นอย่างนั้นจึงเริ่มรายงานเรื่องที่ตนเองไปสืบมาต่อ

“รายงานจากสายสืบที่แฝงตัวอยู่ในสำนักพฤกษชาติบอกว่าสำนักพฤกษชาติคิดที่จะชิงการเลือกผู้นำสำนักครั้งนี้ขอรับ ภายในสำนักวุ่นวายไปหมดเร่งฝึกฝนศิษย์และมีการเตรียมการที่อาจเกิดอันตรายต่อศิษย์สำนักที่ร่วมประลองด้วย” พูดจบประโยคนี้เฟยซิ่นยังแอบชำเลืองมองสีหน้าลี่หยาง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้พูดอะไรเขาจึงพูดต่อ

“ตอนแรกแม่นางฮุ่ยซิ่วชื่นชอบท่าน พ่อของนางเจ้าสำนักพฤกษชาติจึงคิดให้นางมาพบท่านเพื่อดึงให้ไปเป็นพวก เมื่อ 2 เดือนก่อนแต่เกิดอุบัติเหตุที่ซูเชี่ยวลอบทำร้ายนาง และทางเราเพียงแค่ส่งจดหมายไปขอโทษ ไม่ได้เดินทางไปด้วยตัวเองจึงทำให้เจ้าสำนักพฤกษชาติโมโหเป็นอย่างมาก จึงส่งคนเข้ามาก่อความวุ่นวาย” เฟยซิ่นรายงานเสียงยาว

“เเล้วทางด้านสำนักเพลิงอัคคีล่ะ เกี่ยวอะไรด้วย” ลี่หยางที่ฟังมานานเอ่ยปากถาม เพราะเรื่องนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับสำนักเพลิงอัคคีเลยสักนิด

“เกิดจากการที่ครั้งนี้สำนักเพลิงอัคคีก็คิดจะขึ้นเป็นหัวหน้าสำนักเช่นเดียวกันขอรับ” เฟยซิ่นรีบตอบทันที ลี่หยางที่ได้ยินก็คิดตาม ถ้าหากว่าเขาเอาเรื่องนี้โยนความผิดให้สำนักเพลิงอัคคี หากสำนักเพลิงอัคคีได้รับชัยชนะในการคัดเลือกครั้งนี้ก็สามารถนำเรื่องที่สำนักเพลิงอัคคีลักลอบทำร้ายคนสำนักอื่นมาเป็นคำครหาว่าไม่ซื่อสัตย์และโปร่งใส ถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์ในการเเข่งขันครั้งนี้ ดีนี้วางแผนได้ดีทำให้พวกข้าขัดแย้งกันเอง ได้แก้แค้นที่ข้าไม่ไปขอโทษซึ่งหน้าเรื่องแม่นางฮุ่ยซิ่ว และได้กำจัดคู่แข่งที่จะชิงผู้นำสำนักทั้ง5 อีก ลี่หยางคิดในใจ

“แล้วทางสำนักวายุทลายสวรรค์ และสำนักกาลพิภพเล่า” ลี่หยางถามเฟยซิ่นหลังจากเงียบไปนาน

“ทั้ง 2 สำนักไม่คิดที่จะชิงผู้นำเจ้าสำนักขอรับ เพียงส่งศิษย์เข้าร่วมเพียงเท่านั้น และข้าได้ข่าวว่าสำนักพฤกษชาติก็ไปเยี่ยมเยือนทั้ง 2 สำนักบ่อยครั้ง ทั้ง2 สำนักน่าจะเอนเอียงไปทางสำนักพฤกษชาติขอรับ” หลังเฟยซิ่นกล่าวจบลี่หยางเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางศาลาริมน้ำ เฟยซิ่นเดินตามเข้ามาและรินชาให้เจ้าสำนักลี่หยาง และให้ตัวเอง

“คนในสำนักเราฝึกซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง” ลี่หยางเปลี่ยนเรื่องคุยและยกชาขึ้นดื่ม

“หมู่นี้ทุกคนล้วนตั้งใจฝึกฝนการเตรียมตัวประลองในงานเลือกผู้นำเจ้าสำนักเป็นอย่างมากขอรับ” เฟยซิ่นพูดจบก็ยกชาขึ้นดื่มตาม เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสำนักวารีหยกลี่หยาง ไม่ต้องการที่จะขึ้นเป็นผู้นำเจ้าสำนักสักครั้งถึงแม้ฝีมือจะแข็งแกร่งมากก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ประลองสำนักวารีหยกก็ไม่เคยตกจากอันดับ1ใน3 เลยสักครั้ง

“เตรียมตัวคนของเราให้พร้อม ครั้งนี้ต้องเอาตำแหน่งผู้นำสำนักมาให้ได้” ลี่หยางพูดจบ และเป็นฝ่ายรินชาให้ตัวเองและเฟยซิ่น

“เจ้าสำนัก!” เฟยซิ่นอุทานออกมาอย่างยากที่จะเชื่อ เจ้าสำนักของเขาไม่ชอบการเเข่งขันเป็นที่สุด เหตุใดครั้งนี้เขาจึงเปลี่ยนใจ แต่ก็ทำให้เขาดีใจแต่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก สำนักวารีหยกเก่งกาจเพียงใดแต่ไม่เคยเเสดงฝีมืออย่างเต็มที่สักครั้ง หากเขานำเรื่องนี้ไปบอกแก่ศิษย์ที่กำลังฝึกฝน ทุกคนย่อมต้องยินดีมากแน่ๆ

“เจ้ากลับไปเถอะ เหลือเวลาอีก 2 เดือนเตรียมฝึกฝนศิษย์ทุกคนให้พร้อม” สิ้นคำของลี่หยาง เฟยซิ่นลุกขึ้นและคารวะจากนั้นเดินออกไป หลังจากที่เฟยซิ่นออกไป ลี่หยางมองแม่น้ำที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาขณะที่ยกชาขึ้นดื่ม

“หากพวกเจ้าเลือกที่ใช้วิธีสกปรก ก็เอามันไปให้ได้” จากนั้นลุกขึ้นเดินเพื่อเตรียมตัวไปทานอาหารเช้าร่วมกับทุกคนในสำนัก

ทางด้านซูเชี่ยวหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินมาทานอาหารร่วมกับทุกคนในสำนักเป็นปกติ ขณะที่นางมาถึงก็เป็นจังหวะที่เจ้าสำนักลี่หยางเดินมาพอดี ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกัน ซูเชี่ยวเพียงถอยหลังให้เขาเดินเข้าไปก่อนและเดินตามเข้าไปทีหลัง ลี่หยางที่เห็นอย่างนั้นก็เพียงส่ายหน้าเล็กน้อยและรีบเดินเข้าไปข้างใน ทันทีที่ลี่หยางเดินเข้ามานั่งกับที่

“คารวะเจ้าสำนัก” ทุกคนพูดขึ้นพร้อมกันและทำท่าคารวะ

“เชิญทุกคนทานได้” ลี่หยางส่งเสียงดังออกมาเป็นการบอกและเริ่มทาน เขาเป็นคนที่ตรงเวลาเสมอและอาหารที่เขาทานทุกวันเป็นแบบเดียวกันกับคนทั้งสำนักทาน เรียกว่าทุกคนในสำนักทานอย่างไรเขาก็ทานอย่างนั้น ยิ่งทำให้ศิษย์ทุกคนต่างเลื่อมใสเขาเป็นอย่างมาก ทุกคนทานอาหารไปได้ประมาณครึ่งชั่วยามก็ต่างพากันลุกไปรวมถึงเจ้าสำนักลี่หยางด้วย ซูเชี่ยวที่เห็นคนเริ่มทยอยไปแล้วก็ลุกขึ้นที่จะออกไปเช่นกัน

“ซูเชี่ยวไปพบข้าที่ตำหนักผดุงคุณธรรมหลังทานข้าวเสร็จด้วย” เป็นเสียงของเฟยซิ่นที่ดังออกมา

“เจ้าค่ะท่านรองเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวตอบออกไปเสียงเรียบ นางรู้อยู่แล้วว่าวันนี้นางต้องโดนเรียกไปพบ เพราะเรื่องเมื่อวานที่ทำป้ายหาย เจียอี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ หลังจากได้ยินก็ส่งสายตาเป็นเชิงให้กำลังใจ ซูเชี่ยวเพียงยิ้มตอบและเดินไปที่ตำหนักผดุงคุณธรรม ครั้งนี้นางไม่หลงเหมือนครั้งแรกแล้ว จึงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงและดันบานประตูเดินเข้าไปข้างใน กลับเห็นรองเจ้าสำนักเฟยซิ่นมาถึงก่อนนางแล้ว ซูเชี่ยวคิดในใจเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะมาถึงก่อนนางทั้งๆ ที่นางออกมาก่อนเเท้ๆ

“คารวะรองเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวพูดขึ้นขณะโค้งทำความเคารพ

“รู้สึกว่าตำหนักแห่งนี้จะสร้างมาเพื่อเจ้านะ” เฟยซิ่นพูดแหย่ซูเชี่ยว เพราะที่แห่งนี้ใช้สำหรับตัดสินคนที่ทำผิดหรือเพื่อไกล่เกลี่ยการกระทำผิดที่ต้องใช้การตัดสิน แต่ก็มีไม่บ่อยนักที่จะเกิดเรื่อง และทุกครั้งที่เกิดเรื่องมักมาจากซูเชี่ยวเพราะศิษย์ทุกคนในสำนักต่างเคารพสำนักนี้เป็นอย่างมากจึงไม่ค่อยเกิดเรื่อง ซูเชี่ยวได้แต่คิดในใจนางพึ่งเคยทำผิดแค่ครั้งเดียวเท่านั้นครั้งอื่นล้วนไม่ใช่นาง แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มกลับไป

“เอาล่ะเริ่มเลย” เฟยซิ่นพูดจบ ผู้ช่วยที่ยืนข้างเขาก็ทำเหมือนครั้งที่แล้ว เริ่มอ่านความผิดของนางและไม่พ้นจากที่นางคาดเดาว่าเป็นเรื่องที่นางทำป้ายหาย

“เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่” เฟยซิ่นถามเมื่อผู้ช่วยของเขาอ่านจบ

“ไม่มีเจ้าค่ะ” ซูเชี่ยวเพียงตอบเสียงเรียบ เฟยซิ่นมองหน้าซูเชี่ยวที่สีหน้าไม่ได้แสดงอาการร้อนใจที่ถูกทำโทษก็ยิ่งแปลกใจ ทุกครั้งที่นางทำผิดมักจะโทษคนนั้นคนนี้ที เเละเขาได้ยินเรื่องเมื่อคืนที่ผู้ช่วยเขาเล่าให้ฟังว่าเจ้าสำนักเดินไปพานางกลับเข้าสำนักด้วยตัวเองและไม่ให้ใครตามไปก็ยิ่งแปลกใจ หรือว่านางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

“งั้นเจ้าไปทำความสะอาดตำหนักใฝ่คุณธรรมทุกเย็นหลังจากที่เลิกเรียนเป็นเวลา 1 เดือนเเล้วค่อยมารับป้ายเข้าออกสำนักคืนแล้วกัน” เฟยซิ่นกล่าวจบก็ลุกออกไป

“ขอบคุณรองเจ้าสำนัก”

ซูเชี่ยวเพียงกล่าวขอบคุณและย่อกาย จากนั้นเดินตามหลังออกไป ซูเชี่ยวเดินเข้ามาภายในห้องเรียนหลังเพื่อน จึงทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวขณะที่นางเปิดประตูเดินเข้ามา จากนั้นเดินเข้าไปนั่งที่ของตัวเอง นางตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่านางจะตั้งใจศึกษาพลังภายในที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้น คนอื่นใช้เวลาศึกษา5ปี แต่นางที่ตอนนี้อยู่ปี4แล้ว นางต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าๆ ที่เหลือเพื่อลบคำดูถูกตัวเองให้ได้ ซูเชี่ยวตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนเป็นอย่างมาก เจียอี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ นางที่แต่ก่อนเห็นซูเชี่ยวเอาแต่ก่อนนั่งสัปหงกทุกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเปลี่ยนเป็นตั้งใจก็มองซูเชี่ยวด้วยสีหน้าประหลาดใจ แม้แต่นางที่พยายามสะกิดเพื่อพูดอยู่หลายครั้งแต่ซูเชี่ยวก็ไม่สนใจ ซูเชี่ยวที่พยายามฟังที่อาจารย์บรรยายหน้าห้องก็ไม่เข้าใจเลย ถึงแม้ว่านางจะพยายามเพราะเนื้อหาเหล่านี้ล้วนเลยมามากเเล้ว สงสัยข้าต้องไปศึกษาเองใหม่ตั้งแต่ต้นซูเชี่ยวคิดในใจ หลังจบคาบเรียนของวันนี้เจียอี่ก็รีบตรงมาถามนางทันที

“เจ้าโดนลงโทษเรื่องอะไรหรือ คงไม่ใช่การโบยอีกหรอกนะ” เจียอี่ถามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เจ้านี่จริงๆ เลยนะ” ซูเชี่ยวพูดพลางมองค้อนเจียอี่

“เจ้าก็รีบพูดมา”

“ข้าโดนทำโทษให้ไปทำความสะอาดตำหนักใฝ่คุณธรรมหลังเลิกเรียนทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน” ซูเชี่ยวตอบเจียอี่ขณะลุกขึ้นเตรียมตัวไปทำความสะอาดที่ตำหนักใฝ่คุณธรรม

“ค่อยยังชั่วหน่อยที่แค่ได้ทำความสะอาด เดี๋ยวข้าไปช่วยเจ้า” เจียอี่พูดด้วยท่าทีกระตือรือร้น

“ไม่เป็นไรหรอก เจ้ารีบไปพักผ่อนเถอะ ได้ยินว่าเจ้าได้รับคัดเลือกให้ไปประลองการคัดเลือกผู้นำ5สำนักนิ่ ปล่อยให้คนไม่มีพลังไร้ประโยชน์อย่างข้าทำเถอะ” ซูเชี่ยวตบที่ไหล่เจียอี่เบาๆ และพูดดักไม่ให้หญิงสาวต้องลำบากเมื่อเจียอี่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เซ้าซี้ซูเชี่ยวอีก ทั้ง2แยกย้ายกันเจียอี่กลับไปที่พัก ส่วนซูเชี่ยวไปทำความสะอาด

.

ณ ตำหนักใฝ่คุณธรรม ซูเชี่ยวเดินเข้าไปข้างในซึ่งข้างในเป็นห้องตำราของที่นี่ เมื่อนางมาถึงก็เห็นผู้คุมที่นี่เพียงคนเดียว เพราะนี่ก็ปลายยามอิ๋นแล้ว ศิษย์คนอื่นๆ ที่เลิกเรียนก็ต่างพากันกลับที่พักไม่ก็หาที่ฝึกพลังภายในเงียบๆ คนเดียวสักที่ ซูเชี่ยวเเจ้งแก่ผู้คุมที่นี่ว่านางมาทำอะไร จากนั้นใช้เวลาครึ่งชั่วยามก็เสร็จ จึงใช้เวลานี้เดินหาตำราที่เป็นการฝึกพลังขั้นต้นไปอ่าน นางเลือกหาตำราที่คิดว่ามีประโยชน์กับตัวเองได้มา 2 เล่ม ตอนที่นางกำลังจะไปแต่กลับมีหนังสือ 1 เล่นตกจากชั้น จึงเดินกลับไปก้มเก็บ หน้าปกเขียนว่าการฝึกฝนพลังภายในซูเชี่ยวจึงเลือกที่จะนำไปด้วย สงสัยคงมีอะไรอยากให้อ่านเล่มนี้สินะแต่ถ้าจะมาช่วยมาเป็นคนที่สมบูรณ์นะ อย่ามาเป็นผีก็พอ ซูเชี่ยวภาวนาในใจ จากนั้นเดินไปถามผู้คุมว่านางต้องยืมหนังสืออย่างไร

“ขออภัยเจ้าค่ะ หากข้าจะยืมตำราต้องยืมอย่างไรเจ้าคะ” นางเดินมาถามผู้คุมข้างหน้าที่ตอนนี้เหลือเขาอยู่แค่คนเดียว

“อะไรกันแม่นางหนูเจ้าเป็นศิษย์ที่นี่ไยไม่รู้” ผู้คุมห้องกล่าวออกมาเสียงดัง ซูเชี่ยวที่ได้ฟังก็ได้แต่คิดในใจว่า ข้าก็ถามดีๆ เหตุใดไม่ตอบดีๆ กัน

“เจ้าลงชื่อในเล่มนี้ และลงว่ายืมหนังสืออะไรไปบ้าง” ผู้คุมกล่าวพลางยื่นหนังสือให้หญิงสาว และนางกำลังจะก้มเขียนกลับได้ยินฝีเท้าดังมาจากข้างหลัง

“คารวะเจ้าสำนัก” ผู้คุมพูดขึ้น ทำให้ซูเชี่ยวต้องรีบเงยหน้าขึ้นและถอยห่างออกไปเห็นเขาเดินออกมาจากข้างใน ซูเชี่ยวได้แต่คิดในใจเขาอยู่ที่นี่ด้วยหรือเหตุใดนางถึงไม่รู้

ลี่หยางเข้ามาอ่านตำราในนี้ก่อนนางนานแล้วแต่เขาเข้าไปในห้องลับที่นี่ จึงทำให้นางมองไม่เห็นเขาสามารถมองเหตุการณ์ข้างนอกทั้งหมด เขาเห็นการกระทำของนางทั้งหมด และเห็นว่านางตั้งใจหาตำราอย่างจริงจัง แต่ก็คิดว่านางคงหาตำราไร้สาระอ่านเช่นเคย จากนั้นเขาเดินเข้าไปเพื่อลงชื่อยืมตำราแต่สายตากลับเหลือบไปเห็นตำราที่วางอยู่ที่โต๊ะของนาง หน้าปกเขียนว่าการฝึกฝนพลังภายในทำให้เขาชะงักไปคิดในใจว่านางอ่านตำราแบบนี้ด้วยเหรอ นางที่ไม่มีแม้แต่พลังจะอ่านไปทำไมแต่ก็ได้ยินเสียงลมหายใจข้างหลังเขาที่ยืนรอที่จะลงชื่อเพื่อยืมตำรา ลี่หยางถอยออกมาเมื่อลงเสร็จและให้หญิงสาวลงชื่อต่อ ซูเชี่ยวก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวว่าลี่หยางจะเห็นตำราที่นางอ่าน นางยังไม่ต้องการที่จะบอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงหยิบตำรามาซ่อนไว้ข้างหลังเพื่อไม่ให้เขาเห็นว่านางอ่านอะไร โดยที่ไม่รู้เลยว่าลี่หยางเห็นตำราเล่มนั้นแล้วและยืนรอหญิงสาวเพื่อจะถาม ซูเชี่ยวที่กำลังลงชื่ออยู่ได้แต่ภาวนาในใจให้เขารีบออกไป แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงชายหนุ่มออกไปทั้งยังได้กลิ่นหอมสะอาดจางๆ เหมือนครั้งที่แล้วส่งกลิ่นออกมาอยู่ใกล้นาง ยิ่งทำให้ใจของนางเต้นแรงขึ้นอย่างที่ไม่เข้าใจ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่   ตอนที่ 30 กลับจวน

    ณ จวนแม่ทัพแม่ทัพซูเจิน และซูเชี่ยวเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมทุกคนในกองทัพ และแยกออกมาเพื่อกลับจวน เมื่อทั้งคู่ลงจากรถม้าก็เห็นซูเหวินและคนอื่นๆ มารอรับอยู่ด้านหน้าจวน“เชี่ยวเออร์” ซูเหวินร้องเรียกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นซูเชี่ยวลงมาจาก รถม้า ซูเชี่ยวเดินเข้ามาหานาง และเมื่อมาถึงนางก็โดนสวมกอดทันที“ท่านแม่” ซูเชี่ยวเอ่ยขึ้นขณะที่โดนสวมกอด อบอุ่นจริงๆ นี่สินะที่เรียกว่าครอบครัว ด้วยหน้าตาที่งดงามและคล้ายนางขนาดนี้ ทำให้นางเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นท่านแม่ของร่างนี้นางจึงรู้ได้ทันทีว่าได้ความงามมาจากใคร นี่สินะที่เรียกว่างามล่มเมือง ขนาดอายุมากแล้วแต่ความสวยไม่ลดน้อยลงเลย“เชี่ยวเออร์ แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน” แม่ทัพเจินที่เดินมาตามหลัง เมื่อได้ยินที่ฮูหยินพูดก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยเเซวฮูหยินของตัวเอง“คิดถึงเเค่เชี่ยวเออร์เท่านั้นหรือ สงสัยข้าจะตกกระป๋องซะแล้ว” ขณะที่เเม่ทัพเจินพูดก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างไม่จริง“ซูเหวินคารวะท่านพี่เจ้าค่ะ” ซูเหวินพูดขึ้นและย่อกายลงมาเล็กน้อย“เข้าไปในจวนเถอะ” ซูเจินพูดพลางโอบทั้ง 2 คนเดินเข้าไปภายในจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ บริเวณโดยรอบร่มรื่น การตกแต่งสวนสวย

  • ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่   ตอนที่ 29 ครั้งนี้ข้าจะไม่เมาอีกแล้วท่านสำนัก

    ในที่สุดการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ลี่หยางและทุกคนเดินทางมาถึงกองทัพที่ชายเเดนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมาถึงด้านหน้าค่ายกองทัพ ก็เห็นทุกคนมารอรับอยู่แล้ว เมื่อทุกคนลงมาจากรถม้าและหลังม้าได้ก็เดินเข้าไปที่หน้าค่ายพร้อมกัน ซูเจินแม่ทัพใหญ่ที่ยืนรออยู่นานแล้ว ได้แต่ชะเง้อคอคอยดูอย่างร้อนรน เขาได้ข่าวว่าคณะเดินทางของสำนักวารีหยกถูกลอบทำร้ายก็ยิ่งทำให้เขายืนอย่างไม่เป็นสุข“คารวะท่านเเม่ทัพ” ลี่หยางพูดขึ้น และตามด้วยศิษย์คนอื่นๆ“คารวะเจ้าสำนักวารีหยก” ซูเจินพูดด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดเสร็จก็ชะเง้อหน้ามองหาใครคนใดคนหนึ่ง“เชิญๆ” ซูเจินกล่าวขึ้นจากนั้นเดินนำเข้าไปด้านใน ลี่หยางถูกพาเข้ามาในกระโจมหลักทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็เพียงรอแค่ด้านนอก ลี่หยางเข้าไปไม่นานก็ออกมาจากกระโจม พร้อมกับแม่ทัพซูเจินด้วยเช่นกันซูเจินกวาดตามองเหล่าศิษย์ของสำนักวารีหยกเพื่อหาใครสักคน จนสายตาไปสะดุดหญิงสาวที่กำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ จากนั้นรีบเดินไปหาด้วยความคิดถึง“เชี่ยวเออร์” ซูเจินพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นซูเชี่ยว ทางด้านซูเชี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็หันมาตามทิศทางเสียง เป็นชายวัยกลางคนประมาณ 50 ต้นๆ ถึงอายุมากแล้วแต่กลับดูบึกบึ

  • ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่   ตอนที่ 28 ทนหน่อย ข้าจะทำแผลให้

    การเดินทางตลอด 2 วันที่ผ่านมาเพื่อเข้าเมืองหลวงก็สิ้นสุดลง เมื่อตอนนี้ทุกคนอยู่หน้าประตูเมืองหลวง รอการตรวจป้ายเข้าออก ตอนนี้บ้านเมืองยังอยู่ในสงคราม ทำให้ทหารที่ประตูเมืองต้องเคร่งครัดเป็นอย่างมาก แต่ในระหว่างที่พวกเขารอตรวจอยู่นั้น ได้มีทหารจำนวนหนึ่งตรงมาทางพวกเขา คนที่ขี่ม้านำหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือชุนฮวา ทันทีที่นางมาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าทันที“ศิษย์ชุนฮวาคารวะอาจารย์” ชุนฮวากล่าวขึ้นเมื่อร่างกายถึงพื้น ลี่หยางเพียงพยักหน้ารับ เหล่าทหารกว่า 100 นาย ที่ไม่เคยเห็นชายหนุ่ม ขณะตามชุนฮวามาด้วยก็รู้สึกตกตะลึง เขาคืออาจารย์ของนางจริงๆ หรือ เหตุใดถึงยังดูหนุ่มถึงเพียงนี้ ชุนฮวามีความสามารถจนขนาดฝ่าบาทยังเอ่ยชมไม่หยุดปาก ยกนางเหนือเหล่าทหารทุกคน เอ็นดูนางเหมือนลูกสาวแท้ๆ ขนาดเมื่อเจอเชื้อพระวงศ์ยังไม่จำเป็นต้องคำนับ ยกเว้นฮองเฮาและฮ่องเต้ ด้วยอายุยังน้อยของชายหนุ่มทำให้เหล่าทหารเหล่านั้นอดดูแคลนลี่หยางไม่ได้ชุนฮวามองไปโดยรอบพบว่ามีชาวบ้านมากมายต่อแถวเพื่อเข้าวังหลวง เกรงว่าธุระด่วนที่นางจะบอกอาจารย์คงพูดตรงนี้ไม่ได้ ลี่หยางที่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้นางจากนั้นเดินนำเข้าไปในรถม้า

  • ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่   ตอนที่ 27 ข้าทำได้แล้ว

    วันนี้ก็ครบกำหนดเวลาที่ซูเชี่ยวต้องทำการทดสอบ เพราะพรุ่งนี้ทุกคนที่เข้าร่วมกับกองทัพที่เมืองหลวงต้องออกเดินทางแต่เช้า ซูเชี่ยวมาทดสอบที่ลานกว้างในการทดสอบอย่างครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ศิษย์ทุกคนก็มาคอยให้กำลังใจนางเช่นเคย“สู้ๆ ศิษย์พี่” เสียงของศิษย์ที่มาเป็นกำลังใจเอ่ยเสียงตะโกนออกมา“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” เฟยซิ่นพูดขึ้นและนำลูกแก้วออกมาตรงหน้าหญิงสาว ซูเชี่ยวเดินเข้าไปหยุดที่หน้าเฟยซิ่นรองเจ้าสำนัก“ข้าขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ และผ่านการทดสอบ” เฟยซิ่นพูดอย่างให้กำลังใจหญิงสาวและถอยห่างลูกแก้วออกไป 3 ก้าวซูเชี่ยวมองไปที่ลูกแก้วที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นปล่อยพลังภายในออกมา ระหว่างมือนางปรากฏแสงสีขาว แต่ครั้งนี้เจิดจ้ากว่าทุกครั้ง แสงสีขาวที่หมุนรอบตัวนางหมุนแรงคล้ายพายุขนาดย่อม จนทำให้ตัวนางลอยขึ้นบนอากาศ เส้นผมพัดเป็นคลื่นด้วยเเรงมหาศาล จากนั้นลูกแสงพวกนั้น หมุนกันเป็นเกลียวขึ้นไปบนฟ้ารวมกันเป็นเเสงลูกใหญ่ และพุ่งลงมาที่ตัวหญิงสาวขณะลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเเสงสลายหายไปเกิดรูปผีเสื้อเล็กๆ สะท้อนแสงที่ระหว่างคิ้ว หญิงสาวค่อยๆ ทะยานลงสู่พื้นดินช้าๆ เมื่อเท้านางเเตะที่พื้นรูปผี

  • ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่   ตอนที่ 26 หยกนั้นช่วยข่มพลังธาตุไฟในกายเจ้า

    หลังกลับมาจากตำหนักหยกขาววันนั้นซูเชี่ยวก็เอาแต่ซ้อมตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้พักผ่อนร่างกาย อยากที่จะบรรลุถึงระดับ 60 เร็วๆ เพราะการเพิ่มระดับช่วง50-60 เป็นช่วงที่พลังภายในเพิ่มขึ้นยากที่สุดซูเชี่ยวพึ่งกลับมาจากตำหนักเมี่ยนเปาหลังจากทานอาหารกลางวัน นางคิดว่าจะกลับมางีบหน่อย ช่วงนี้หญิงสาวรู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เมื่อนางเข้ามาในห้องก็พบกับขนมกุ้ยฮวาอยู่บนโต๊ะน้ำชา“ใครเอามาให้” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองออกมา จากนั้นยกจานที่ใส่ขนมขึ้นเพื่อจะชิมขนม แต่เมื่อยกขึ้นก็เห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ“อย่าฝึกหนักจนเกินไป การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ” ซูเชี่ยวอ่านตามกระดาษโน้ตนั้น“ชื่อก็ไม่เขียน ใส่ยาพิษหรือเปล่าเนี้ย” ขณะที่พูดหญิงสาวก็ก้มลงไปสูดดมที่ขนมทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จึงนั่งกินขนมด้วยความเอร็ดอร่อย จากนั้นจึงงีบนอนหลังกินขนมเสร็จ ซูเชี่ยวหลับไปกว่า 1 ชั่วยาม ตื่นมาอีกทีก็ยามอิ๋นแล้ว นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงียอยู่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าสำนักที่กำลังนั่งมองนางอยู่“เป็นไปไม่ได้” ซูเชี่ยวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขยี้ตาตัวเองเพื่อไล่อาการงัวเงียให้ห

  • ซูเชี่ยว นางร้ายกลับตัวเป็นคนใหม่   ตอนที่ 25 วันทดสอบพลังภายใน

    การสอบเพื่อจบการศึกษาของสำนักวารีหยก แบ่งเป็นการสอบทฤษฎีและปฏิบัติ ในการสอบทฤษฎีศิษย์ทุกคนต้องมีคะแนนสอบมากกว่าครึ่งจึงถือว่าผ่าน ส่วนการสอบปฏิบัติเป็นการทดสอบพลังภายในที่ต้องเพิ่มขึ้นจากตอนแรกที่เข้ามาศึกษามากกว่า 60 ส่วนขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบทั้ง 2 อย่างนี้จึงถือว่าผ่านและสามารถจบการศึกษาได้ ฉะนั้น3 อาทิตย์ที่ผ่านมาศิษย์ทุกคนในชั้นปี 5จึงกระตือรือร้น และมักหมกตัวอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเพื่อหาความรู้ใส่ตัว และบางคนก็ทบทวนความรู้ที่ผ่านมา ส่วนพลังภายในเป็นเรื่องที่ไม่มีศิษย์คนใดเป็นกังวลมากนัก เพราะตลอดระยะ 5 ปีที่ศึกษามาทุกคนต่างฝึกฝนมาอย่างดีจนบางคนเพิ่มขึ้นมาจนถึง 80 ส่วน แต่นั้นก็ยังเป็นพลังภายในขั้นกลางหรือขั้นสูง แต่ไม่ใช่กับซูเชี่ยวที่มีพลังขั้นสูงสุดการที่จะเพิ่มพลังภายในขึ้นได้ย่อมยากเย็นมากกว่าการเพิ่มพลังภายในขั้นกลางและขั้นสูง ถึงแม้ว่านางจะฝึกฝนอย่างหนักช่วงที่ฝึกกับเจ้าสำนัก แต่ตอนนั้นพลังนางก็ยังอยู่ระดับที่45 ฉะนั้นตลอด 3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ถึงนางจะฝึกฝนอย่างหนัก แต่ระดับพลังก็ยังไม่ถึง 60 ตอนนี้อยู่แค่ 53 เท่านั้นเหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นที่จะถึงวันที่ทำการทดสอบ นางจ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status