FAZER LOGINหลี่เซวียนไม่อยากปลุกนางเขาถอดชุดแต่งงานของนางออกแล้วตัวเขาก็ล้มตัวลงนอนบนตั่งยาวที่อยู่ริมหน้าต่างห้องที่เขาเอาไว้นั่งเอนกายเวลาเบื่อ ตอนนี้มันกำลังจะกลายเป็นที่นอนของเขานับแต่นี้ไป
วันต่อมาเสิ่นเยว่ตื่นขึ้นมาแต่เช้านางพบว่าตัวเองใส่ชุดนอนอยู่ก็ตกใจ นางรีบเดินไปเขย่าปลุกหลี่เซวียนขึ้นมาถามว่าเหตุใดตนเองถึงได้อยู่ในชุดนี้
“เกิดอะไรขึ้นกับข้าใครเป็นคนเปลี่ยนชุดของข้าเหตุใดข้าถึงอยู่ในชุดนอนเมื่อคืนเจ้าทำอะไรข้า”
ตื่นขึ้นมาเสิ่นเยว่ก็รัวถามเขาเป็นชุดหลี่เซวียนที่เพิ่งตื่นขึ้นมายังมีท่าทางงัวเงียอยู่ แต่ก็ถูกนางเขย่าปลุกอย่างแรง หลี่เซวียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงออกมา
“ข้าเป็นคนเปลี่ยนชุดให้เจ้าเอง ข้าเห็นว่าเจ้าเหนื่อยมาทั้งวันเลยคิดว่าไม่ปลุกเจ้าจะดีกว่า ข้าก็เลยถอดชุดเจ้าสาวของเจ้าออกแต่ข้าไม่ได้แตะต้องเจ้าเลยนะเราสองคนทำสัญญากันไว้แล้วมิใช่หรือข้าเป็นลูกผู้ชายพอดังนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
เสิ่นเยว่พยักหน้าเข้าใจ
“เมื่อคืนเจ้านอนตรงนี้หรือ คงจะนอนไม่ค่อยสบายสินะเจ้านอนต่ออีกหน่อยเถอะ วันนี้เป็นวันแรกที่เราแต่งงานกันท่านแม่ของเจ้าคงจะไม่เข้มงวดถึงเพียงนั้นหรอกใช่หรือไม่”
หลี่เซวียนพยักหน้าจากนั้นเขาก็ย้ายไปนอนที่เตียง เมื่อวานเขาดื่มไปเยอะเหมือนกัน วันนี้เลยยังรู้สึกมึนๆ หัว
หลังจากหลี่เซวียนหลับไปเสินเยว่ก็สั่งให้สาวใช้นำน้ำเข้ามาให้นางอาบชำระกาย เมื่อแต่งตัวเสร็จ นางก็ปลุกหลี่เซวียนให้ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเพราะทั้งสองคนจะต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อท่านแม่ของเขา
หลังจากหลี่เซวียนจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็เดินไปที่ห้องโถงหลักที่นั่น แม่ทัพใหญ่หลี่เหอกับหลี่ฮูหยินนั่งรอพวกเขาทั้งสองอยู่ หลี่เซวียนก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังเขาเดินเข้ามาในห้องโถงโดยการประคองเสิ่นเยว่เอาไว้ ทั้งสองคนยิ้มให้กันเล็กน้อยเหมือนคู่ข้าวใหม่ปลามัน แต่นั่นป็นสิ่งที่คนนอกมองเห็น
ความจริงคือพวกเขาได้ตกลงกันก่อนเข้ามาในห้องโถงแล้วว่าจำเป็นจะต้องแสดงออกว่ารักใคร่กันเพื่อตบตาพ่อแม่ของหลี่เซวียน
หลี่เซวียนยังมีน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกสามคนเป็นลูกของท่านอาของหลี่เซวียน ตอนนี้พวกนางก็อยู่ที่นี่ด้วยเสินเยว่รู้ข้อมูลจาก หลี่เซวียนอยู่ก่อนแล้ว และนางได้เตรียมของขวัญมาให้พวกนางในฐานะพี่สะใภ้
การคารวะน้ำชาผ่านไปอย่างราบรื่น หลี่ฮูหยินไม่ได้ทำให้เสิ่นเยว่ลำบากใจ นางเป็นคนที่ไม่เคร่งครัดเรื่องกฎเท่าไหร่นัก
ตอนนี้ที่ตระกูลหลี่มีนางดูแลแค่คนเดียว ฮูหยินผู้เฒ่าหลีก็ไปถือศีลที่วัดได้สิบปีแล้วตั้งแต่ที่แม่ทัพผู้เฒ่าหลี่จาก
เสินเยว่กลับมาที่เรือนของหลี่เซวียนอีกครั้งนางล้มตัวลงอย่างหมดแรงเมื่อนึกถึงเมื่อวาน งานแต่งผ่านไปแล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ดี
เสิ่นเยว่รู้สึกคิดถึงเจ้านกน้อยเพราะว่ามันไม่ได้มาหานางเลยตั้งแต่วันที่นางรู้เรื่องการแต่งงาน นางคิดว่าถ้านางย้ายมาอยู่ที่ตระกูลหลี่แล้วเจ้านกน้อยคงจะหานางไม่เจอเป็นแน่ นางคงต้องบอกชิงจู๋ให้ไปดูสักหน่อย
ชิงจู๋เป็นสาวใช้ส่วนตัวที่ติดตามมาอยู่ที่ตระกูลหลี่และยังมีสาวใช้อีกสี่คนที่ติดตามมาด้วยเสินฮูหยินเป็นคนจัดเตรียมเรื่องทั้งหมดให้นาง เสิ่นเยว่ไม่ได้สนใจนักกับเรื่องพวกนี้ ที่นางสนใจคือทำยังไงนางจะสามารถติดต่อสหายในความลับของนางคนนั้นได้
ชิงจู๋ออกไปไม่นานก็กลับมาและรายงานนางว่าได้ให้เงินกับบ่าวที่ทำหน้าที่ดูแลเรือนของเสิ่นเยว่ ถ้าเขาพบนกบินมาที่หน้าต่างของนางให้จับนกตัวนั้นเอาไว้และให้พามาหาเสิ่นเยว่ที่ตระกูลหลี่
หลังจากสั่งการชิงจู๋ลงไปเสิ่นเยว่ไม่นึกว่าเจ้านกตัวนั้นที่นางกำลังคิดถึงจะมาโผล่ที่หน้าต่างห้องของหลี่เซวียน นางตกใจรีบคว้ามันไปซ่อนไว้กลัวว่าหลี่เซวียนจะกลับมาเห็นเข้า นางให้ชิงจู๋ดูต้นทางเอาไว้แล้วแกะเอากระดาษที่ผูกไว้ที่ขาของมันออกมาอ่าน
ขออภัยที่หายไปนานเพราะมีเรื่องจำเป็นหวังว่าเจ้าจะสบายดี
เสิ่นเยว่อ่านข้อความซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ เขาเป็นห่วงนาง เสิ่นเยว่กลิ้งไปมาบนเตียงนอนอย่างมีความสุข หลายวันมานี้หลังจากที่รู้เรื่องการแต่งงานนางก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย
เสินเยว่ให้ชิงจู๋เอาขนมที่ทำเตรียมเอาไว้เผื่อว่าบ่าวที่เรือนสกุลเสิ่นจะพาเจ้านกน้อยมาส่งให้นาง แต่ตอนนี้เหมือนมันจะไม่ต้องแล้วเพราะเจ้านกน้อยฉลาดมากตอนนี้มันรู้แล้วว่านางอยู่ที่ไหน สมกับเป็นเจ้านกน้อยที่แสนฉลาดของนาง ไม่รู้ว่าเจ้าของของมันจะฉลาดมากเพียงไหนที่สามารถสอนให้สัตว์เลี้ยงฉลาดได้แบบนี้
หลังจากให้ขนมกับลู่ลู่กินจนอิ่มหนำเสิ่นเยว่ก็แอบปล่อยมันไปทางหน้าต่างชิงจู๋วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง
“คุณหนูอ๊ะ! ฮูหยินน้อยนายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่พยักหน้าให้นางแล้วรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติไม่ให้ดูตื่นเต้นมากเกินไป หลี่เซวียนเดินเข้ามาในห้อง เขาเห็นเสิ่นเยว่นั่งอยู่บนตั่งริมหน้าต่างในจานมีขนมดอกกุ้ยฮวาอยู่ เสินเยว่มองตามสายตาของหลี่เซวียนมาที่จานขนม นางสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“คือว่าข้าหิวนิดหน่อยน่ะ เลยให้ชิงจู๋เอาขนมมาให้กินเจ้าอยากลองชิมดูไหม”
หลี่เซวียนส่ายหัว เขาไม่ชอบกินของหวาน ที่มาที่นี่ก็แค่แวะมาบอกนางว่าเขาจะออกไปที่ค่ายทหารสักหน่อย นางพึ่งจะแต่งเข้ามาอยู่ที่นี่เขากลัวว่านางจะคิดว่าเขาทิ้งนาง
“ข้าจะแวะที่ค่ายทหารสักหน่อยเกรงว่าอาหารเย็นจะกลับมาไม่ทัน ถ้าถึงเวลาแล้วข้ายังไม่กลับมาเจ้าก็ทานไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอข้า”
เสิ่นเยว่พยักหน้าให้เขา หลี่เซวียนเห็นว่านางมิได้โวยวายอะไรเขาก็โล่งใจ ดูเหมือนว่านางจะปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้อยางรวดเร็ว ถึงแม้นี่จะเป็นการแต่งงานที่ทั้งสองคนร่วมมือกันแสดงละคร แต่ในฐานะเจ้าบ้านเขาจำเป็นจะต้องดูแลนางให้ดีเพราะเมื่อถึงเวาลาที่ทั้งสองหย่ากันจะได้จากกันด้วยดีไม่มีเรื่องให้ติดค้างในใจ
หลังจากหลี่เซวียนเดินออกจากห้องไปเสิ่นเยว่ก็พรู่ลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกโชคดีที่นางปล่ยลู่ลู่ออกไปก่อนไม่อย่างนั้นต้องถูกจับได้เรื่องที่แอบเขียนจดหมายหาชายอื่น
ถึงทั้งสองจะแสดงละครอยู่แต่การแต่งงานคือเรื่องจริง หากเขารู้ว่านางแอบติดต่อชายอื่นในช่วงที่นางยังอยู่ในฐานะฮูหยินของเขา คงเป็นเรื่องไม่ดีนัก อีกหนึ่งปีทั้งสองก็จะหย่ากันนางไม่อยากให้เรื่องจบลงด้วยการที่เขาคิดว่านางสวมหมวกเขียวให้เขาในระหว่างที่มีสัญญาร่วมกัน มันจะเป็นการค้างคากันทั้งสองฝ่าย นางไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีที่แอบคบชู้ลับหลังสามีถึงแม้จะป็นสามีแค่ในนามก็ตาม
“ที่นั่นก็ดี ข้าเคยได้ยินชื่อภัตรคารว่านเหลียวมานานแล้วแต่ไม่เคยไปสักครั้งพวกพี่ชายของข้าเคยเล่าให้ฟัง”ทั้งสองคนเดินจูงมือกันขึ้นรถม้าไปอย่างอารมณ์ดี ทุกคนในจวนสกุลหลี่ต่างถอนหายใจโล่งอก ตั้งแต่ฮูหยินน้อยป่วยบรรยากาศที่จวนก็ดูเหมือนจะตึงเครียด วันนี้เห็นทั้งคู่เดินจูงมือกันบ่าวอย่างพวกเขาก็มีความสุขการที่เขาพานางมาเดินเล่นที่ริมทะเลสาบสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับนางเสิ่นเยว่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแต่แล้วบรรยากาศที่แสนมีความสุขของทั้งสองก็กลายเป็นขุ่นมัวเมื่อต้องมาเจอศัตรูในทางแคบ หลินซูเมิ่งกับเจียงหลีก็มาเดินเล่นที่นี่เหมือนกันสถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับทั้งเขาและนางไม่น้อย นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจเสิ่นเยว่ไม่รู้ แต่ว่านางไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่“ช่างบังเอิญเสียจริงท่านแม่ทัพน้อยก็มาเดินเล่นที่นี่ด้วยอย่างนั้นหรือ”หลินซูเมิ่งตะโกนทักหลี่เซวียนเสียงดังมาแต่ไกล นางเห็นหลี่เซวียนกับเสิ่นเยว่ตั้งแต่ที่ลงมาจากรถม้าแล้ว นางจึงได้รีบเดินตรงมาที่นี่เลย“เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่เจ้าเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเร
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆก่อนที่หลี่เซวียนจะทันได้ หาทางออกให้ตนเอง เขาก็เห็นชิงจู๋หยิบดอกไม้ออกจากตะกร้าที่มีผ้าปิดเอาไว้ ปักลงบนผมของเสิ่นเยว่ และนางยังหยิบกิ่งดอกหลีฮวามาถือเอาไว้ ชิงจู๋คุยกับนางสักพักจึงกลับขึ้นไปบนรถม้าอีกครั้ง แล้วคนขับก็พานางออกไปจากหน้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิงหลี่เซวียนนั่งตัวแข็งทื่อบนต้นไม้ เขาพึมพำกับตนเองท่าทางเลื่อนลอย“ทำไมถึงเป็นนาง”คราแรกเขาคิดว่าเสิ่นเยว่แอบตามมาจับผิดเรื่องที่เขาแอบนัดพบสตรีอื่น แต่เมื่อเขาเห็นนางปักดอกหลีฮวาบนผมเขาก็รู้ได้ทันทีว่าสหายที่ส่งจดหมายคุยตอบโต้กับเขาในหลายเดือนมานี้คือ ฮูหยินที่เขาแต่งเข้ามาปลอมๆ และดูเหมือนว่านางจะยังไม่รู้ว่าเขาคือเพื่อนทางจดหมายของนาง ถึงได้มายืนตากแดดรอเขาที่หน้าทางเข้าโรงน้ำชาเช่นนี้หลี่เซวียนหัวเราะกับตนเองราวกับคนบ้า สตรีที่เขาคนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับนอนอยู่ห้องเดียวกับเขาแต่เขากลับไม่เคยรู้เลย เอาแต่เพ้อหานางราวคนเสียสตินี่คงเป็นเหตุผลที่นางขอทำสัญญากับเขาหนึ่งปี เพราะนางต้องการหย่าขาดกับเขาเพื่อไปอยู่กับสหายลึกลับของนางสินะ"ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าไปอยู่กับเจ้าคนที่ไม่รู้ชั่วดีกล้าตีท้ายครัวผู้อื่น
หลี่เซวียนใจเต้นโครมครามถึงแม้เขาจะคาดหวังให้นางตอบตกลงแต่เขาไม่คิดว่านางจะตอบรับเร็วขนาดนี้ หลี่เซวียนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาเอาแต่คิดเรื่องของสหายที่อยู่ในความลับคนนั้น เสิ่นเยว่าก็ไม่ต่างกันนัก ที่นางบอกว่าจะปักดอกหลีฮวาเพราะที่ข้างเรือนของหลี่เซวียนมีต้นหลีฮวาต้นใหญ่อยู่สองต้น นางเห็นมันกำลังออกดอกบานสะพรั่งจึงคิดเรื่องปักดอกหลีฮวาขึ้นมาแต่ละวันที่ผ่านไปของทั้งสองคนมันช่างยาวนานเหมือนเป็นปี เสิ่นเยว่คิดว่านางน่าจะนัดเขาหลังจากที่ได้รับจดหมายหนึ่งวัน ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่ต้องนับวันรอเช่นนี้ โชคยังดีที่นางบอกไปแค่สามวัน ถ้าหากนางนัดเขาเดือนหน้ารับรองนางจะต้องเป็นบ้าตายไปก่อนพรุ่งนี้เป็นวันที่นางจะได้พบสหายของนางแล้ว เสิ่นเยว่รู้สึกผิดกับ หลี่เซวียนเล็กน้อย วันนี้นางจึงทำอาหารไปส่งเขาที่ค่ายทหาร นายทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าทางเข้าเมื่อเห็นว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลี่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยของท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน เขารับเปิดทางให้นางเข้าไปทันทีตอนนี้เสิ่นเยว่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของหลี่เซวียน นางลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา แต่หลี่เซวียนก็เปิ
“เรื่องเหลวไหลหรือ ท่านจะบอกว่าที่ท่านพูดกับพวกนางล้วนไม่เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”เสิ่นเยว่มองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ“เรื่องที่ข้าพูดในตอนนั้นเป็นเรื่องจริง”เสิ่นเยว่ใช้สายตาประณามเขา เห็นไหมล่ะเป็นอย่างที่นางคิด หลี่เซวียนกลอกตาใส่นางอย่างเอือมระอา“ฟังข้าพูดให้จบก่อนได้หรือไม่ ที่ข้าพูดเช่นนั้นมันมีสาเหตุ”เสิ่นเยว่รอฟังคำแก้ตัวของเขา“เรื่องทั้งหมดมันเริ่มขึ้นเมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นมีสตรีมากมายคอยวิ่งตามข้าไม่ว่าข้าจะไปที่ใดก็ล้วนจะต้องได้พบพวกนาง พวกนางคอยตามติดข้าไปทุกที่ทำให้การใช้ชีวิตของข้าต้องลำบากตอนนั้นข้าแสดงท่าทีเย็นชาและหงุดหงิดเมื่อพวกนางเข้าใกล้ แต่ต่อมาก็มีคนเริ่มปล่อยข่าวลือเสียหายของข้ากับพวกนางไปทั่วเมืองหลวง พอหลายครั้งเข้าข้าก็เริ่มทนไม่ไหวจะต้องหาตัวการออกมา แต่ไป๋ชิงรุ่ยสหายของข้าเจ้าเคยได้พบเขาแล้วได้ออกอุบายให้ข้าใช้ความอ่อนโยนและมีเหตุผลปฏิเสธพวกนางไม่ใช่ด้วยความเฉยชาหรือต่อว่าพวกนางเหมือนครั้งก่อน หลังจากที่ข้าทำตามที่ไป๋ชิงรุ่ยแนะนำก็มีสตรีคอยตามตอแยข้าน้อยลง”เสิ่นเยว่นึกภาพตามดูท่าเขาคงจะลำบากไม่น้อย เพราะต้องคอยหลบเลี่ยงสตรีมากมายที่ตามตอแยเขา“อะ
การกลับบ้านเดิมของเสิ่นเยว่ผ่านไปด้วยดีทุกคนไม่มีใครสงสัยการแสดงละครของนางกับหลี่เซวียนสักนิด ท่านพ่อท่านแม่รวมทั้งพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่เดินมาส่งนางขึ้นรถม้าที่หน้าจวน“พวกท่านเข้าไปเถอะไม่ต้องส่งแล้ว คราวหน้าข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านใหม่”เสิ่นเยว่บอกครอบครัวของนาง“จะกลับมาบ่อยๆ ได้อย่างไรเจ้าเป็นสตรีที่ออกเรือนไปแล้วต้องอยู่ดูแลสามีของเจ้าถึงจะถูก”ฮูหยินเสิ่นเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน ทำให้พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ต่างไม่พอใจทำเสียงฮึดฮัด“ทำไมน้องเล็กจะต้องไปดูแลเขาด้วย เขาเป็นบุรุษโตเต็มวัยแข็งแรงขนาดนั้นเขาดูแลตัวเองไม่ได้หรือ”เสิ่นซีห่าวพี่ห้าของเสิ่นเยว่บ่นขึ้นมาเบาๆ ฮูหยินเสิ่นที่ได้ยินเอื้อมมือจะไปตีแขนเขา เสิ่นซีห่าวรีบวิ่งไปหลบข้างหลังเสิ่นซีซวนคู่แฝดของตน“พวกเจ้าไปเถอะเดินทางดีๆ คราวหน้าค่อยแวะมาเยี่ยมพ่อกับแม่ใหม่”เป็นมหาเสนาบดีเสิ่นที่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะการรบของสองแม่ลูก หลี่เซวียนพยุงเสิ่นเยว่ขึ้นรถม้า จากนั้นเขาก็กำหมัดคารวะครอบครัวตระกูลเสิ่นแล้วขึ้นรถม้าตามเสิ่นเยว่ไปเมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าจวนสกุลหลี่บ่าวรับใช้ได้แจ้งให้ทั้งสองคนทราบว่ามาถึงแล้ว เสิ่นเยว่ไม่พูดกับหลี
เสิ่นเยว่มองเขาเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ตอบกลับคำพูดของหลี่เซวียนนางนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ภายในใจกลับคิดไปอีกแบบเจ้าคงจะอยากให้ครบหนึ่งปีพรุ่งนี้เลยล่ะสิ จะได้รีบพาแม่สองดอกบัวนั่นเข้าจวน เสิ่นเยว่มองค้อนเขาหนึ่งทีแต่ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา แล้วทั้งสองคนก็นั่งเงียบไปตลอดการเดินทางรถม้าของตระกูลหลี่จอดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่น หลี่เซวียนลงมาจากรถม้าก่อน จากนั้นก็คอยประคองเสิ่นเยว่ตามลงมาแม้นางจะยังเคืองหลี่เซวียนแต่นางก็ยังจำได้ว่าตนเองยังต้องเล่นละครตบตาครอบครัวของนางอยู่ เสิ่นเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปั้นหน้ายิ้มแสนอ่อนหวานดูมีความสุขเดินลงรถม้าตามการประคองของหลี่เซวียนทั้งสองคนเดินเข้าประตูใหญ่ด้านหลังมีบ่าวไพร่ที่ช่วยกันขนของฝากลงจากรถม้า พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่มายืนรอนางตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นน้องสาวคนเล็กเดินมากับเจ้าหน้าหยก พวกเขาก็รีบเข้าไปล้อมนางเอาไว้ เบียดหลี่เซวียนออกไปไกลจากนั้นต่างชิงกันถามนางเสียงเซ็งแซ่ เป็นเสิ่นฮูหยินที่เดินเข้ามาห้าม นางจ้องพวกเขาตาเขม็งทั้งห้าจึงได้ถอยห่างออกจากเสิ่นเยว่ไปเสิ่นเยว่ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจให้กับพี่ชายทั้งห้าข







