Se connecterตอนกลางดึกในคืนเดือนดับตามที่นัดหมายกับเยี่ยหยวนซีเอาไว้ หลี่ลี่อิงแต่งกายในชุดบุรุษออกไปฝึกฝนการใช้มีดสั้นของนางรอให้เขามาถึง โดยในครั้งนี้นางใช้ผ้าคลุมใบหน้าของตนเอาไว้ให้เห็นเพียงดวงตาเพื่อปิดบังใบหน้าของตน
เยี่ยหยวนซีที่รอโอกาสนี้มานานหลายวัน เขาแอบซุ่มดูตั้งแต่บุรุษนิรนามผู้นี้มาถึง แล้วดูฝีมือการรำมีดสั้นผ่านแสงไฟของคบเพลิงไม้ไผ่ที่ปักเรียงอยู่ในสวน ก่อนจะเดินออกไปแสดงตัวเมื่ออีกฝ่ายแสดงฝีมือไปหลายกระบวนท่าแล้ว
“อู๋หมิง เจ้าจะไม่บอกชื่อแซ่แก่ข้าเลยหรือ” เสียงของเยี่ยหยวนซีดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงหันไปหาเขาแล้วยืดตัวให้ดูผึ่งผาย
“ข้าไม่ต้องการเปิดเผยชื่อแซ่”
“เหตุใดเจ้าถึงได้ปิดหน้าปิดตามาพบข้าเช่นนี้” เยี่ยหยวนซีถามอย่างไม่ค่อยวางใจนัก หากจะทำการใหญ่ด้วยกันก็ต้องการผู้ที่จริงใจและเปิดเผย
“ข้าก็แค่ไม่อยากให้ผู้ใดเห็นใบหน้าของข้าก็เท่านั้น” น้ำเสียงที่พูดออกมาผ่านผ้าที่ปิดใบหน้านั้น ทำให้เยี่ยหยวนซีรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นเสียงของผู้ใด
“เจ้าอยู่ในสำนักคุ้มกันสกุลหลี่สินะ” เยี่ยหยวนซีกล่าวถามตามตรง
“ท่านคิดถูกแล้ว ข้าเป็นคนของสกุลหลี่”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องปิดบังใบหน้าและชื่อแซ่ด้วยเล่า”
“เพราะข้าเป็นแค่บ่าวในเรือน ไม่มีผู้ใดให้โอกาสข้าได้แสดงฝีมือ อีกทั้งท่านแม่ของข้าย้ำนักหนาว่าไม่ชอบให้ข้าต่อสู้ ข้าจึงแอบฝึกซ้อมด้วยตัวเองและฝึกฝนการใช้มีดสั้นเป็นอาวุธ” นางสร้างเรื่องโกหกออกไป
“เจ้านัดข้ามาพบด้วยเหตุอันใด” เยี่ยหยวนซีกล่าวถามถึงจดหมายที่อีกฝ่ายนัดหมายให้มาพบ
“ข้าจะบอกท่านว่า ข้าจะไปจี้เฉินกับท่านด้วย”
“เจ้าพูดจริงหรือ” เยี่ยหยวนซียิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงทุ้ม
“ข้าต้องขอบใจเจ้ามากอู๋หมิง” เยี่ยหยวนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ เมื่อได้ยอดฝีมือมาร่วมด้วย
“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าต้องขอตัว” หลี่ลี่อิงกล่าวลาเพราะยิ่งพูดคุยมากก็เกรงจะหลุดตัวตนออกไปมากจนเขาจับได้
“ช้าก่อน ข้าขอประมือกับเจ้าได้หรือไม่”
“ข้าไม่มีวันเอาชนะท่านได้หรอก ถึงประมือกันไปข้าก็เจ็บตัวเปล่าๆ” นางกล่าวเช่นนั้นเพราะรู้ดีว่าตนเองไม่ได้เก่งกาจในการต่อสู้ จึงได้หมั่นฝึกฝนการขว้างมีดสั้นที่แม่นยำเพื่อใช้เป็นท่าไม้ตายของตนเอง
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอดูฝีมือของเจ้าได้หรือไม่” เยี่ยหยวนซีกล่าวแล้วนำส้มที่ตนเตรียมมาวางไว้ที่กิ่งไม้ใกล้กับคบเพลิงเพื่อให้มองเห็นเป้าหมาย แล้วผายมือเชิญให้หลี่ลี่อิงที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นบุรุษแสดงฝีมือออกมา
นางคว้ามีดสั้นออกมาแล้วขว้างไปที่ส้มผลนั้นอย่างรวดเร็ว มีดพุ่งทะลุกลางผลไปปักอยู่ที่ต้นไม้ ทำให้เยี่ยหยวนซียิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ฝีมือขว้างมีดสั้นของเจ้าช่างแม่นยำนัก ข้าขอแสดงความนับถือ” บุรุษหนุ่มชื่นชมจากใจ
“ข้าลืมว่าข้ามีข้อแม้” หลี่ลี่อิงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เจ้าว่ามาได้เลย ต้องการอะไรก็แจ้งแก่ข้าได้”
“หากถึงวันเดินทาง ข้าต้องขอปิดบังใบหน้าของข้าไว้เช่นนี้ เพราะหากหัวหน้าเฉินพบเข้า ข้าอาจถูกส่งตัวกลับระหว่างทางก็เป็นได้” หลี่ลี่อิงบอกด้วยความกังวลใจ
“ได้ ข้าจะให้เจ้าปิดบังใบหน้าอย่างที่เจ้าต้องการ” เขารับปากนางด้วยเสียงที่หนักแน่น
“ข้าจะช่วยเหลือท่านในการแก้แค้นอย่างสุดฝีมือ หวังว่าฝีมือของข้าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้างไม่มากก็น้อย” นางกล่าวด้วยความถ่อมตัว
“ตอนแรกข้าก็ยังไม่ไว้วางใจเจ้านักกับวิธีที่เจ้าใช้มีดสั้นของเจ้าส่งสารถึงข้าและการปิดบังใบหน้าเช่นนี้ แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจเหตุผลของเจ้าแล้วและคิดว่าข้าถูกชะตากับเจ้า อู๋หมิง”
เยี่ยหยวนซีกล่าวแล้วล้วงมีดสั้นที่เขาพกมาคืนให้แก่บุรุษน้อยตรงหน้า หลี่ลี่อิงรับเอาไว้แล้วอมยิ้มเล็กน้อยที่เขาไม่ได้สงสัยว่านางเป็นสตรี หนำซ้ำยังกล่าวว่าถูกชะตากับนางอีกด้วย
“ขอบคุณคุณชายเยี่ยที่ไว้วางใจข้า ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามเอ่ยออกมาให้เหมือนกับบุรุษมากที่สุด ก่อนที่จะขอตัวแยกออกจากเยี่ยหยวนซีเมื่อเห็นว่าเป็นเวลาที่ดึกแล้ว
“แผ่นหลังของเจ้าช่างคุ้นตาข้ายิ่งนัก เจ้าคงเป็นคนในสกุลหลี่ที่ข้าเคยเจอจริงๆ” เยี่ยหยวนซีพึมพำกับตนเอง มองตามแผ่นหลังของบุรุษร่างบางที่แสนคุ้นตานั้นไป
**********************
หลี่ลี่อิงกลับมาถึงห้องก็พบว่าเสี่ยวชิงนั้นนั่งรอด้วยความร้อนใจอยู่แล้ว
เสี่ยวชิงเมื่อเห็นนางอยู่ในสภาพที่แต่งกายด้วยอาภรณ์เช่นบุรุษและปิดบังใบหน้าเอาไว้ เข้าใจว่าเป็นผู้ร้ายทำให้ตกใจและกำลังจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ หลี่ลี่อิงจึงต้องรีบเข้าไปปิดปากนางเอาไว้เสียก่อน
“เสี่ยวชิงนี่ข้าเอง” ดรุณีน้อยในอาภรณ์เช่นบุรุษกระซิบข้างหูของสาวใช้คนสนิท
พอเสี่ยวชิงได้ยินก็นิ่งไป นางจึงรีบเปิดผ้าปิดบังใบหน้านั้นรวมถึงผ้าที่คลุมศีรษะออก ปล่อยผมให้สยายลงมาเพื่อเปิดเผยตัวตนแก่อีกฝ่าย
“คุณหนู ทำไมแต่งกายเยี่ยงบุรุษเช่นนี้เล่า แล้วหายไปไหนมาบ่าวร้อนใจแทบแย่ กำลังคิดอยู่ว่าจะออกไปเรียนนายท่านกับนายหญิงอย่างไร” เสี่ยวชิงพูดไปบ่นไปด้วยความเป็นห่วงปนโล่งใจที่คุณหนูของตนกลับมาแล้ว
“เจ้าอย่ารู้เลย” หลี่ลี่อิงพูดแล้วเปลี่ยนชุดกลับก่อนที่จะมีใครมาเห็น
“คุณหนูคงไม่ได้ไปแอบทำเรื่องไม่ดีมาใช่หรือไม่”
“เสี่ยวชิง เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนั้นเล่า ข้าแต่งกายเช่นนี้ใช่ว่าจะไปเป็นโจรผู้ร้ายที่ไหนเสียหน่อย”
“ก็คุณหนูไม่ยอมบอกบ่าว มิหนำซ้ำยังแต่งกายในชุดที่ดูคล่องแคล่วและปิดบังใบหน้า เช่นนี้ถ้าไม่ลักลอบไปทำเรื่องไม่ดีแล้วจะทำไปเพี่ออะไรเล่าเจ้าคะ” เสี่ยวชิงพยายามพูดให้นางสารภาพ
“ข้าก็แค่แอบไปเที่ยวข้างนอกมาก็เท่านั้น” หลี่ลี่อิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เอามือปิดปากหาว บิดตัวเล็กน้อยแล้วเดินไปขึ้นเตียงเตรียมตัวจะเข้านอน
“ครั้งนี้บ่าวจะไม่เล่าให้นายท่านและนายหญิงฟัง แต่บ่าวจะจับตามองคุณหนูไม่ให้คลาดสายตา หากมีครั้งหน้าบ่าวคงต้องรายงานแล้ว” เสี่ยวชิงกล่าวด้วยความเป็นห่วงและเตือนนางให้รู้ว่าตนจะจับตามองทุกฝีก้าว
“ข้าง่วงนอนแล้ว” ดรุณีน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่แสร้งทำเหมือนว่าตนเองจะเข้านอน
“คุณหนู” เสี่ยวชิงเรียกนางเสียงเครียดด้วยความกังวล ทำให้คุณหนูของตนต้องลุกขึ้นมานั่งแล้วหันมาทำหน้าสำนึกผิด
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ออกไปเที่ยวเล่นยามวิกาลเช่นนี้อีก เจ้าวางใจได้” หลี่ลี่อิงให้คำมั่นแก่สาวใช้คนสนิทที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่วัยเยาว์
“บ่าวได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจ ถ้าเช่นนั้นคุณหนูเชิญพักผ่อนเถิด” เสี่ยวชิงกล่าวเสียงอ่อนลง แล้วดับตะเกียงในห้องให้นางก่อนจะเดินออกไป
หลี่ลี่อิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเดินทางแล้ว ก่อนจะถึงวันนั้นคงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ให้เสี่ยวชิงต้องสงสัย ไม่เช่นนั้นหากบิดามารดาของตนรู้เรื่องเข้าคงเกิดเรื่องใหญ่และแผนการที่วางเอาไว้ก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







