Se connecterหญิงสาวทั้งสองกำลังนั่งฝึกปักผ้ากันอยู่ที่ศาลาข้างสระบัว โดยที่หานหลิงหลิงสอนวิธีแก่หลี่ลี่อิงด้วยความจริงใจ ด้วยเพราะรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายนั้นก็เคารพตนเสมือนพี่สาวแท้ๆ คนหนึ่ง ซึ่งหากไม่ติดที่ว่ามีใจให้บุรุษผู้เดียวกันทั้งสองก็คงกลายเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันไปแล้ว
“ข้าเจ็บนิ้วไปหมดแล้ว เข็มตำนิ้วจนผ้าแพรสีขาวนี้จะกลายเป็นสีชาดไปแล้ว”
“เจ้าอย่าบ่นนักเลยลี่อิง เจ้าไม่อยากปักผ้าให้ออกมาดูงดงามเช่นข้าหรือ” หญิงสาวผู้สูงวัยกว่ากล่าวด้วยวาจาที่เอ็นดู
“ทำไมจะไม่อยากเล่า แต่ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน แล้วเหตุใดกุลสตรีทุกนางจะต้องปักผ้าเช็ดหน้าด้วยตนเองด้วยเล่าในเมื่อที่ร้านผ้าก็มีผ้าปักลายสวยงามให้ซื้อหา” ดรุณีน้อยบ่นต่อไม่หยุดเพราะเริ่มเบื่อหน่ายกับงานฝีมือ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสตรีนางใดที่ปักผ้าเช็ดหน้าได้สวยงาม นั่นจะแสดงถึงความเพียบพร้อมในทุกด้าน และจะทำให้เจ้าดึงดูดความสนใจของบุรุษเพศได้”
“...” ดรุณีน้อยถอนหายใจแล้วเงียบฟัง
“สตรีทุกนางย่อมมีจริตที่ใช้ดึงดูดบุรุษเพศ ลายปักของผ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น หากเจ้าถือผ้าเช็ดหน้าไปเดินตลาด บุรุษผู้ใดเห็นลายปักของเจ้าที่เคยเอาให้ข้าดู คงคิดว่าเจ้านั้นไม่เอาใจใส่งานฝีมือแล้วพานคิดว่าเรื่องอื่นก็คงไม่เอาไหนเป็นแน่” หานหลิงหลิงกล่าวให้นางนึกภาพตาม
“ท่าจะจริงอย่างที่ท่านพูด นอกจากบรรเลงพิณและทำอาหารแล้ว ก็มีแค่การปักผ้าที่ข้ามิอาจจะพัฒนาฝีมือขึ้นมาได้เลย ดูท่าข้าคงจะไม่ได้ออกเรือนเป็นแน่” นางบ่นออกมาทีเล่นทีจริงจนหานหลิงหลิงต้องส่ายหน้าเล็กน้อยกับกิริยาที่ดูไม่อ่อนหวานเอาเสียเลย
เยี่ยหยวนซีเดินมายังศาลาที่พวกนางนั่งอยู่ แล้วถือวิสาสะเข้าไปทักทายหญิงสาวทั้งสองด้วยความเอ็นดู “เป็นอย่างไรบ้างหลิงหลิง ลูกศิษย์ของเจ้าปักผ้าไปถึงไหนแล้ว”
หลี่ลี่อิงอดน้อยใจไม่ได้เมื่อหยวนซีต้าเกอของตนเอ่ยทักทายหานหลิงหลิงก่อน หากก็เก็บความน้อยใจนั้นเอาไว้ ในขณะที่หานหลิงหลิงยิ้มอย่างพอใจ
“สอนยากอยู่เหมือนกัน ลูกศิษย์ผู้นี้เกียจคร้านและไม่เชื่อฟังข้าเลยแม้แต่นิด” หานหลิงหลิงแกล้งบ่นว่าในเชิงหยอกเย้า
“เจี่ยเจียบ่นมากกว่าสอน น่ากลัวยิ่งกว่าท่านแม่ของข้าเสียอีก ข้าหูชาไปหมดแล้ว” หลี่ลี่อิงแกล้งทำทีฟ้องเยี่ยหยวนซีบ้าง
“เห็นเจ้าทั้งสองรักใคร่กันเช่นนี้ข้าก็สบายใจ ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้าต้องทะเลาะเมื่ออยู่ร่วมกันในภายภาคหน้า” เยี่ยหยวนซีกล่าวออกมาเช่นนั้นทำให้หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากัน ต่างคนต่างไม่พอใจในคำพูดนั้น
“นี่ข้าพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ ทำไมเจ้าทั้งสองจึงทำหน้าเช่นนั้น” บุรุษหนุ่มถามออกมาอย่างกังขา
หานหลิงหลิงไม่กล้าตอบออกไปเพราะตนเป็นหญิงไม่อยากพูดในสิ่งที่ไม่ควร ต่างจากหลี่ลี่อิงซึ่งยังอยู่ในวัยที่ยังควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ อีกทั้งครั้งนี้คำพูดของเยี่ยหยวนซีเป็นคำพูดที่ทำให้นางรู้สึกแย่จึงพูดออกมาตามตรง
“พี่หยวนซีจะยินดีที่เรารักใคร่ปรองดองกันด้วยเหตุอันใดเล่า ท่านพูดเช่นนี้ราวกับว่าท่านไม่อยากเลือกผู้ใด ข้ารู้ดีว่าหลังจากที่ท่านกำจัดเหอหลางแล้วท่านจะต้องเลือกหนึ่งในเราทั้งสองคนเป็นคู่หมาย แต่คำพูดของท่านเมื่อสักครู่พูดราวกับว่าอยากให้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทะเลาะ เช่นนั้นในภายภาคหน้าอีกหนึ่งนางต้องเป็นอนุหรือเจ้าคะ” หลี่ลี่อิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูทั้งตัดพ้อและโกรธเคืองอยู่ในที
“ข้าต้องขออภัยเจ้าทั้งสอง ข้าไม่ได้จะหมายความว่าเช่นนั้น จริงๆ แล้วหากข้าจะเลือกใครหนึ่งในพวกเจ้าทั้งสองคน ข้าก็อยากให้เจ้าทั้งสองสนิทสนมและรักใคร่กันเช่นนี้ ข้าไม่อยากให้ต้องผิดใจกันเพียงเพราะข้าเป็นต้นเหตุ” เยี่ยหยวนซีรีบอธิบายประโยคที่พวกนางกำลังตีความผิดอยู่
“ลี่อิง เจ้าหยุดเถอะ” หานหลิงหลิงกล่าวเตือนนางเมื่ออีกฝ่ายนั้นกล้าพูดในสิ่งที่ตนเองไม่กล้า และเกรงว่าจะเกินงามจึงปรามเอาไว้ด้วยความหวังดี ถึงแม้จะเป็นคู่แข่งกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ห่วงความรู้สึกของนาง
“ถึงแม้ท่านจะเลือกผู้ใด ก็ไม่มีใครเกลียดกันทั้งนั้น แม้ท่านเลือกเจี่ยเจียข้าก็ไม่ได้เกลียดนางและไม่ได้โกรธเคืองอะไรท่านทั้งนั้น” หลี่ลี่อิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าคำพูดของบุรุษตรงหน้านั้นฟังดูไม่เข้าหูเอาเสียเลย แม้เขาจะแก้ตัวออกมาแล้วก็ตาม เพราะหากเขาแต่งงานกับทั้งคู่คนที่เป็นรองย่อมเป็นนางแน่นอนอยู่แล้ว
“ข้าผิดเองที่พูดให้เจ้าทั้งสองเข้าใจผิด”
“พวกข้าไม่ได้ถือโทษท่าน จริงหรือไม่ลี่อิง” หานหลิงหลิงกล่าวแล้วส่งสายตาให้แก่นาง พร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อยปรามให้นางสงบสติอารมณ์ลง
“ขออภัยที่เมื่อครู่ข้าวู่วามไปหน่อย พี่หยวนซีอย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลย” นางกล่าวเสียงเบาเมื่อรู้ตัวว่าแสดงกิริยาแข็งกร้าวออกไปเช่นนั้น
“เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอกลี่อิง ข้าต่างหากเล่าที่พูดไม่คิด ทำให้พวกเจ้ารู้สึกแย่กับคำพูดข้า” บุรุษหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแล้วยิ้มให้นางอย่างจริงใจ
ไม่คิดเลยว่านางจะกล้าพูดกล้าแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ เช่นนี้ ปกติแล้วนางจะดูสดใสร่าเริงและมักจะพยายามทำตัวอ่อนหวานเมื่ออยู่ต่อหน้าของตน
“พวกเจ้าปักผ้ากันต่อเถิด ข้าไม่กวนแล้ว”
เยี่ยหยวนซีตัดสินใจกลับออกไปก่อน เพราะเกรงว่าทั้งสองนางอาจกำลังรู้สึกอึดอัดใจกับประโยคที่พูดไม่คิดของตนเมื่อครู่
“เจ้าต้องหัดควบคุมอารมณ์เสียบ้างลี่อิง” หานหลิงหลิงเตือนนางด้วยความหวังดีหลังจากเห็นว่าเยี่ยหยวนซีเดินห่างไปมากแล้ว
“หรือท่านไม่รู้สึกอะไรกับที่ต้าเกอกล่าวเมื่อครู่”
“ข้าเองก็โกรธ แต่พี่หยวนซีก็หาได้ตั้งใจกล่าวเช่นนั้นไม่ เจ้าอย่าถือสาเลย” หานหลิงหลิงเกลี้ยกล่อมนาง
“เจ้าค่ะ ขอบคุณที่ช่วยเตือนสติข้า” ดรุณีน้อยกล่าวด้วยความจริงใจแล้วเริ่มยิ้มออกมา
“พูดถึงเรื่องเมื่อครู่ เจ้าพูดจริงหรือที่ว่าหากพี่หยวนซีเลือกข้า เจ้าจะไม่โกรธไม่เกลียดข้าทั้งสองคน”
“ข้าพูดจริงเจ้าค่ะ แต่ว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรอกเพราะว่าอย่างไรต้าเกอก็ต้องเลือกข้าอย่างแน่นอน และถึงตอนนั้นท่านก็ห้ามโกรธห้ามเกลียดข้าเป็นอันขาด” หลี่ลี่อิงพูดขึ้นอย่างมั่นใจแล้วยิ้มออกมาอย่างซุกซน
“หากพี่หยวนซีเลือกเจ้า ข้าก็คงไม่ได้รู้สึกโกรธแค้น แต่จะประหลาดใจมากกว่า ดูเจ้าสิพยายามเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวานได้เพียงครู่ก็แผลงฤทธิ์เป็นเด็กแล้ว เจ้าสิบแปดแล้วนะลี่อิง เจ้าต้องเลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว”
“หากไม่นับเรื่องที่เราต่างอยากเป็นสะใภ้ตระกูลเยี่ยแล้ว ท่านก็ช่างดีกับข้าเหลือเกิน ความคิดอ่านท่านก็ดูสุขุมรอบคอบเป็นผู้ใหญ่เหมาะสมกับต้าเกอยิ่งนัก แต่ท่านเข้าใจข้าด้วย ข้าเองก็มีใจให้ต้าเกอเช่นกัน และข้าจะไม่ยอมแพ้จนกว่าวันที่ต้าเกอตัดสินใจว่าจะเลือกผู้ใด” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงนุ่ม
“ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้เจ้า” หานหลิงหลิงกล่าวแล้วยิ้มอย่างท้าทาย
“ข้าเองก็ไม่มีวันยอมแพ้ให้แก่ท่านแน่” ดรุณีน้อยกล่าวแล้วยิ้มท้าทายกลับเช่นกัน
ทั้งสองสบตากันอย่างนั้นสักครู่แล้วจึงหลุดหัวเราะออกมาให้แก่กัน
เยี่ยหยวนซีที่ยืนดูอยู่ไกลๆ แม้ไม่ได้ยินบทสนทนานั้น แต่เห็นนางทั้งสองยิ้มแย้มให้แก่กัน เท่านั้นก็รู้สึกมีความสุข
ถึงแม้ในใจจะเอนเอียงไปอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพอถึงวันแล้วตนจะเลือกนาง ก็ไม่แน่ว่าบางทีอาจเปลี่ยนใจในภายหลังเป็นดรุณีน้อยที่กำลังหัวเราะเกินงามอยู่ในตอนนี้ก็เป็นได้
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)