Se connecterเมื่อกลับมาถึงหลี่ลี่อิงก็เดินเข้าไปหามารดาแล้วขยับเข้าไปกอดเอาไว้ ทำให้หลี่สู่ผิงอมยิ้มเอ็นดูที่บุตรสาวออดอ้อนนางเช่นนี้
“อยากได้อันใดเล่าลี่อิง” นางเรียกบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
“ท่านแม่ ข้าอยากเรียนรู้การเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อม ท่านจะสอนให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” หลี่ลี่อิงพูดด้วยความเขินอาย เนื่องจากแต่ก่อนนางปฏิเสธมาตลอด
“ข้าหูฝาดไปหรือไม่เสี่ยวชิง คุณหนูของเจ้าอยากเรียนรู้การเป็นกุลสตรีกับข้า”
“ฟังไม่ผิดเจ้าค่ะนายหญิง บ่าวเองก็ได้ยินเช่นนั้น” เสี่ยวชิงพูดแล้วอมยิ้มให้กับนายหญิง นางเองก็ไม่อยากเชื่อหูเช่นกัน
“หลายครั้งนักกับเจ้า ข้าเล่าเหนื่อยใจ ‘สามวันไม่ตี เด็กจะซนปีนหลังคาเราะกระเบื้อง’ นั้นคงจริง จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรเล่าว่าเจ้าอยากจะเล่าเรียนกับข้า ในเมื่อที่ผ่านมาก็บังคับจนเกือบต้องได้ลงไม้ลงมือ” หลี่ฮูหยินพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่เชื่อถือคำพูดบุตรสาวนัก
“ข้าสำนึกผิดแล้วท่านแม่ ข้ารู้แล้วว่า ‘ไม่ฟังคำผู้ใหญ่ มีทุกข์ในวันหน้า’ นั้นเป็นเช่นไร” หลี่ลี่อิงอ้อนแล้วทำหน้าตาให้น่าเอ็นดู
“เหตุใดเจ้าถึงเปลี่ยนใจอยากเรียนรู้งานบ้านงานเรือนเล่า” ผู้เป็นมารดาถามด้วยความใคร่รู้
“ข้ารู้เจ้าค่ะนายหญิง คุณหนูอยากให้คุณชายเยี่ยสนใจใช่หรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวชิงพูดสัพยอกเด็กหญิง ทำให้หลี่ลี่อิงเขินจนหน้าแดง
“เจ้ายังเด็กนัก ผ่านมาแค่เก้าหนาวรู้จักความรักกับเขาแล้วหรือ” หลี่ฮูหยินส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู
“ท่านแม่สอนข้าหน่อยนะเจ้าคะ ข้าจะไม่บ่น จะยอมทำตามทุกอย่างที่ท่านสอน”
“เจ้าอยากเรียนรู้อะไรบ้างเล่า” ผู้เป็นมารดาถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดู
“เย็บปักผ้า ปรุงอาหาร ทำขนม แล้วก็ดีดพิณเจ้าค่ะ” หลี่ลี่อิงอยากทำทุกอย่างที่หานหลิงหลิงทำได้ และนางก็จะทำให้ได้ดี รวมถึงเรื่องการต่อสู้ที่อยากฝึกไปพร้อมๆ กันด้วย
“ได้ ข้าจะสอนงานของสตรีแก่เจ้า รวมถึงมารยาทและกิริยาที่อ่อนช้อย และหาผู้ที่ชำนาญเรื่องเครื่องพิณมาสอนแก่เจ้า พอใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“แต่ข้ามีข้อแม้ เจ้าต้องเลิกไปฝึกวิชาต่อสู้กับคนในสำนัก เพราะมันไม่ใช่วิสัยของกุลสตรี”
เมื่อมารดากล่าวเช่นนั้นทำให้เด็กหญิงนิ่งไปชั่วครู่ นางอยากเก่งทั้งสองด้าน ทั้งงานของสตรีที่บุรุษส่วนใหญ่ปรารถนา และฝึกฝนวิชาต่อสู้ป้องกันตัว เพื่อที่จะตามเยี่ยหยวนซีไปปราบกลุ่มโจรป่าในเขตจี้เฉิน อยากร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา จึงไม่อยากละทิ้งเรื่องวิชาการต่อสู้ไป
“ว่าอย่างไรเล่าลี่อิง” ผู้เป็นมารดาถามเมื่อเห็นว่านางกำลังชั่งใจอยู่
“ข้ารับปากเจ้าค่ะท่านแม่” หลี่ลี่อิงรับปากเสียงอ่อน หากแต่ในใจนางไม่ยอมแพ้ที่จะทำเพื่อเยี่ยหยวนซีอย่างแน่นอน
**********************
สามปีผ่านไป
บัดนี้หลี่ลี่อิงอยู่ในวัยสิบสองหนาวแล้ว นางลอบฝึกวิชาการต่อสู้ในยามดึกที่คนในบ้านนอนกันหมดแล้ว ท่วงท่าการเตะต่อยนั้นแข็งแกร่งและว่องไว รวมถึงการใช้มีดสั้นเป็นอาวุธเป็นสิ่งที่นางถนัด
นางสะบัดข้อมือขว้างมีดสั้นออกไปยังเป้าหมายได้ตรงจุดแล้วยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเห็นแสงจากตะเกียงแล้วรีบกลับเข้าไปที่ห้องของตัวเองเพื่อที่จะเข้านอน
เสี่ยวชิงเข้ามาดูความเรียบร้อยในห้องของนาง เตรียมชุดที่จะสวมใส่ในงานพรุ่งนี้เช้าไว้ให้ก่อนจะออกจากห้องไป
หลี่ลี่อิงลืมตาขึ้นมองไปยังชุดสีสันสดใสนั่นแล้วทำปากคว่ำด้วยความหงุดหงิดใจ พรุ่งนี้นางต้องไปร่วมแสดงความยินดีกับศัตรูหัวใจด้วยว่าหานหลิงหลิงจะเข้าสู่พิธีปักปิ่นในวัยสิบห้าหนาว
‘นางคงรอคอยวันนี้มานานมาก เวลาที่ตนเองจะเป็นสาวสะพรั่งและส่งสัญญาณถึงพี่หยวนซีว่าตนพร้อมจะออกเรือนแล้ว’ หลี่ลี่อิงนึกในใจด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจนัก เพราะตนเองเกิดช้ากว่าจึงเสียเปรียบในข้อนี้
“คิดเหรอว่าข้าจะยอมแพ้เจ้า อีกสามปีข้าเองก็จะปักปิ่นเช่นกัน รอข้าก่อนนะพี่หยวนซี” หลี่ลี่อิงพึมพำแล้วข่มตาให้นอนหลับ ไม่เช่นนั้นคงไปงานในสภาพสะลึมสะลือแน่
**********************
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีปักปิ่นของหานหลิงหลิงที่บ้านสกุลหานจัดอย่างใหญ่โตแล้ว หลี่ลี่อิงที่ไม่อยากฟังคำชื่นชมของบรรดาผู้อาวุโสที่มีต่อนางจึงเดินออกมาสูดอากาศที่สวนด้านนอก
ในงานไม่พบเยี่ยหยวนซีมันก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ที่ผ่านมาก็มีเขาเป็นเพื่อนเล่น แต่เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็ไม่ค่อยสนิทสนมกับนางอย่างแต่ก่อน
อีกทั้งต้องเรียนงานของกุลสตรีกับมารดาจึงไม่ได้ไปดูเขาซ้อมบ่อยนัก นานวันเข้าก็ไม่ได้เจอกันเพราะเขาฝึกฝนได้ชำนาญแล้วจึงไม่ค่อยได้มาที่สำนักบ่อยอย่างเช่นแต่ก่อน จะพบกันก็ต่อเมื่อสามตระกูลนัดดื่มชากันเดือนละหนเท่านั้น
“เรื่องหมั้นหมายของเรา ข้าต้องขอโทษด้วยที่พูดออกไปเช่นนั้น หวังว่าเจ้าคงเข้าใจ” เสียงของเยี่ยหยวนซีค่อยๆ ใกล้เข้ามา หลี่ลี่อิงจึงรีบไปแอบที่หลังต้นไม้ เพราะประโยคที่สนทนานั้นแน่ชัดว่าเขากำลังพูดคุยกับหานหลิงหลิงอยู่ โดยมีบ่าวรับใช้ของนางเดินตามอยู่ห่างๆ
“ข้ามิได้แคลงใจเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกล่าวขอโทษข้า” ดรุณีวัยสิบห้าหนาวตอบเสียงหวาน ตอนนี้ทรงผมมัดมวยจุกสองข้างได้เปลี่ยนเป็นทรงผมของหญิงสาวงาม ด้านหลังปล่อยสยายลงมาถึงกลางหลังผมครึ่งศีรษะถูกมวยขึ้นปักปิ่นดูสวยงาม
“ข้ามีสิ่งที่ต้องทำ จึงยังไม่คิดเรื่องความรักหรือคู่ครอง”
“พี่หยวนซีอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจ..และรอได้เสมอไม่ว่าจะนานสักเพียงใด” หานหลิงหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ขัดเขินในตอนท้ายเป็นนัยว่าจะรอการกลับมาของเขา
“ตอนนี้ท่านพ่อวางใจให้ข้าออกไปทำการค้าข้าวที่ต่างเมือง ข้าอาจจะเดินทางไปนานแรมเดือนและอาจไม่ได้มาพบเจ้าได้บ่อยอย่างเช่นแต่ก่อน” เยี่ยหยวนซีพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มละมุน
หลี่ลี่อิงที่แอบฟังอยู่ก็รู้สึกชาไปทั้งตัว เมื่ออีกฝ่ายพูดราวกับว่ามาเจอกันอยู่บ่อยครั้ง หรือเป็นเพราะนางยังเด็กนักจึงทำให้หยวนซีต้าเกอเลือกที่จะพึงใจต่อหานหลิงหลิงมากกว่า แล้วที่นางฝึกฝนมาตลอดสามปีนั้นมันจะมีความหมายอะไร
ทั้งคู่เดินไปสนทนาไปด้วยถ้อยคำที่ฟังดูราวกับคู่รักกำลังพูดคุยกัน หลี่ลี่อิงออกมาจากหลังต้นไม้เดินไปนั่งที่ศาลาริมสระบัวที่อยู่ใกล้ๆ สะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ต้องอับอายคนในงาน
“ลูกพ่อมาอยู่นี่เอง งานเลี้ยงเลิกแล้ว พ่อมาตามเจ้ากลับ” หลี่หลงเดินมายืนอยู่ด้านหลังบุตรสาวแล้วมองบัวในสระพลันอมยิ้มออกมา
“ท่านลุงเยี่ยกับท่านลุงหานคุยกันเรื่องหมั้นหมายพี่หยวนซีกับคุณหนูหานหรือเจ้าคะท่านพ่อ” เด็กสาวกล่าวถึงหานหลิงหลิงอย่างห่างเหิน เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ใช่พี่สาวใจดีอะไรมากนัก ที่ผ่านมาก็แค่เสแสร้งเท่านั้น
“ใช่แล้ว เป็นการพูดเชิงหยอกเย้ากันเสียมากกว่า แต่หยวนซีเกรงว่าท่านลุงหานจะเข้าใจผิดจึงรีบออกตัวไว้ก่อนว่ายังไม่ใช่เวลานี้ เพราะเขาเองยังไม่พร้อมจะหมั้นหมายหรือว่าออกเรือนกับผู้ใด เขาขอเวลาไม่เกินเจ็ดปีนับจากนี้ตามหาเหอหลางเพื่อแก้แค้น หากไม่เจอจึงจะยอมละความแค้นที่มีลงไป”
เมื่อบิดาพูดเช่นนั้นหลี่ลี่อิงจึงลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสำรวมกิริยาแล้วหันไปทางสระบัวพลางอมยิ้มด้วยความดีใจ
“พี่หยวนซีขอเวลาเจ็ดปีหรือเจ้าคะ” หลี่ลี่อิงถามย้ำบิดาอีกครั้ง หากเป็นเช่นนั้นจริง ตอนนั้นนางเองก็พร้อมออกเรือนแล้วเช่นกัน
“ใช่แล้ว ท่านลุงเยี่ยจึงเอ่ยปากว่าเป็นเช่นนั้นก็ดี เพราะถึงตอนนั้นเจ้าก็คงโตพอจนออกเรือนได้ แล้วค่อยให้หยวนซีตัดสินใจว่าอยากเกี่ยวดองกับสกุลใดมากกว่า” หลี่หลงพูดแล้วยิ้มกริ่ม ทำไมเขาจะเดาใจบุตรสาวไม่ออกว่านางมีใจแก่ต้าเกอข้างบ้าน
“ช่วงเวลานี้เจ้าเองก็ฝึกฝนกับมารดาของเจ้าต่อไป พ่อเองก็หวังอยากเกี่ยวดองกับสกุลเยี่ยอยู่เช่นกัน”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังเจ้าค่ะ” หลี่ลี่อิงรับปากบิดา
นางจะใช้ช่วงที่เยี่ยหยวนซีออกตามหาโจรป่านามเหอหลาง เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคุณหนูที่งดงามอ่อนหวานรอคอยเวลาที่เขาจะเลือกคู่ครอง
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







