LOGINเมื่อถึงคราวที่บ้านสกุลหานเป็นผู้จัดงานเลี้ยงดื่มชา หลี่ลี่อิงได้ขอติดตามบิดาไปอีกเช่นเคยเพราะรู้ว่างานนี้เยี่ยหยวนซีก็ได้ติดตามบิดาไปเช่นกัน
เมื่อไปถึงก็พบว่าหานหลิงหลิงกำลังบรรเลงพิณอยู่ จึงยืนอยู่ตรงทางเดินกับบิดาเพื่อฟังนางบรรเลงให้จบเพลงก่อนจึงจะเดินเข้าไป เสียงพิณของเด็กสาวยังอ่อนด้อยนักทำให้เด็กหญิงแอบหัวเราะเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายเล่นผิดเพี้ยนในช่วงหนึ่ง
“ท่านพ่อดูสิเจ้าคะ นางดีดไม่เป็นจังหวะ” หลี่ลี่อิงกระซิบกับบิดาเสียงเบาด้วยความขบขัน
“แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้ถือว่านางมีฝีมือมากเลยทีเดียว เจ้าทำไม่ได้อย่างนางก็อย่าไปหัวเราะเยาะนางเลย” หลี่หลงไม่ได้เข้าข้างบุตรสาว
“แต่นางก็เตะต่อยไม่เก่งอย่างข้า”
“ใครที่ไหนจะชอบให้เด็กผู้หญิงเตะต่อยกันเล่า เจ้าควรเรียนรู้การบ้านการเรือนกับท่านแม่ของเจ้าได้แล้ว”
“พี่หยวนซีบอกว่าชอบที่ข้าชำนาญหมัดมวย” เด็กหญิงบอกบิดาด้วยท่าทีที่มั่นใจ
“นั่นเป็นเพราะหยวนซีเป็นคนจิตใจดีจึงไม่กล้าพูดทำร้ายจิตใจเจ้าต่างหากเล่า เขาเอ็นดูเจ้าในยามนี้เพราะเป็นเด็ก แต่หากเมื่อใดที่เจ้าเป็นสาวแล้วยังแข็งกระด้างเช่นนี้ เขาคงหมดความเอ็นดูเป็นแน่”
เมื่อบิดาพูดเช่นนั้นหลี่ลี่อิงก็ทำหน้างอง้ำ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เชื่อที่บิดาพูดอยู่ดี
เมื่อหานหลิงหลิงบรรเลงเพลงจบแล้ว สองพ่อลูกสกุลหลี่จึงได้เดินเข้าไป หลี่ลี่อิงย่อตัวคารวะด้วยความอ่อนช้อยเท่าที่จะทำได้แล้วหันไปยิ้มให้แก่หยวนซี และต้องลดยิ้มลงเมื่ออีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มให้กับเด็กสาวอีกคนอยู่
หลี่ลี่อิงเดินไปนั่งข้างหลังบิดา แอบชำเลืองมองหยวนซีต้าเกอของตนที่ไม่ได้ชำเลืองมาทางตนเลยสักนิด
“หลิงเอ๋อร์พาหยวนซีกับลี่อิงไปชมสวนดอกไม้ทางด้านนู้นสิ ผู้ใหญ่จะคุยงานกัน” หานชิงเทียนบอกแก่บุตรีแล้วยิ้มให้แก่นาง
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” เด็กสาวรับคำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแล้วเดินนำทั้งสองไปที่สวนดอกไม้โดยมีหญิงรับใช้เดินตามไปดูแลอยู่ห่างๆ
เมื่อไปถึงหานหลิงหลิงก็ทำหน้าเศร้า ยืนเหม่อที่หน้าแปลงดอกไม้ที่บานสะพรั่งจนเยี่ยหยวนซีต้องเข้าไปถามนางด้วยความสงสัย
“ทำไมถึงทำหน้าเช่นนั้นเล่าหลิงหลิง”
“ฝีมือบรรเลงพิณของข้ายังด้อย เล่นผิดเพี้ยนไปหลายครา ช่างน่าอายยิ่งนัก” เด็กสาวกล่าวโทษตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เศร้า
“ข้ากลับไม่เห็นว่าเป็นเช่นนั้น วัยเท่าเจ้าใครเล่าจะบรรเลงได้ไพเราะเช่นนี้ ฝึกฝนต่อไปเถิด ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะต้องบรรเลงได้ไพเราะกว่านี้แน่” เยี่ยหยวนซีพูดปลอบใจ
หลี่ลี่อิงเห็นดังนั้นก็เข้าไปปลอบโยนนางอีกคน เพื่อให้พี่ชายข้างบ้านเห็นว่าตนนั้นก็เห็นใจอีกฝ่ายเช่นกัน “เจี่ยเจีย(พี่สาว)อย่าได้เศร้าไปเลยเจ้าค่ะ ท่านเล่นได้ไพเราะแล้ว”
“ขอบใจเจ้ามากนะลี่อิง” หานหลิงหลิงหันมายิ้มให้ แล้วแอบเลิกคิ้วสูงแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะให้เห็นเพียงสองคน
‘นี่นางแสร้งทำเช่นนั้นหรือ หึ’ หลี่ลี่อิงเก็บความไม่พอใจเอาไว้ต่อหน้าเยี่ยหยวนซี
“ข้าช่างอ่อนแอนัก ไม่ได้เข้มแข็งอย่างลี่อิง พี่หยวนซีคงรำคาญคนอย่างข้า” นางหันไปตัดพ้อกับเด็กหนุ่มเป็นนัยถึงคำถามของหลี่ลี่อิงครั้งก่อนที่ถามว่าเขาชอบที่ตนเป็นแบบใด
“ไม่เลยสักนิด ลี่อิงเกิดในสำนักคุ้มกันนางย่อมต้องเข้มแข็งเพราะรอบตัวมีแต่บุรุษ ส่วนเจ้าเกิดในตระกูลที่ทำการค้าขายผ้าแพรจะให้เข้มแข็งเช่นนางได้อย่างไรกัน” เยี่ยหยวนซีปลอบเสียงนุ่ม
“พี่หยวนซีชอบแบบไหนมากกว่ากันหรือเจ้าคะ หมายถึงชอบให้ข้าเป็นแบบไหน” เด็กสาวถามเสียงเบาด้วยความเอียงอายแล้วปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงเพื่อให้อีกฝ่ายรอฟังคำตอบของเขา
“ข้าชอบให้เจ้าเป็นตัวของตัวเองเช่นนี้ดีแล้ว อย่าคิดมากเลยนะ” เยี่ยหยวนซีตอบออกมาเช่นนั้น
หลี่ลี่อิงจึงนึกถึงคำพูดของบิดาที่เคยพูดว่าเขาแค่พูดเพื่อรักษาน้ำใจเท่านั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง และเพื่อไม่ให้เป็นเรื่องค้างคาใจประกอบกับยังอยู่วัยเยาว์ที่ไม่ได้มีความคิดมากนักหลี่ลี่อิงจึงโพล่งถามออกไปอย่างใคร่รู้
“แล้วหากเป็นสตรีเล่า บุรุษนั้นจะชอบสตรีแบบไหนกันหรือเจ้าคะ”
“เจ้ายังเด็กอยู่ อยากจะรู้ไปทำไมกันเล่าลี่อิง” เยี่ยหยวนซีถามด้วยความเอ็นดู ในขณะที่หานหลิงหลิงแอบขำที่นางดูร้อนใจอยากรู้ว่าเยี่ยหยวนซีจะเลือกใคร
ทั้งสองรู้อยู่แก่ใจว่าตอนนี้คำตอบของเยี่ยหยวนซีคือคำตัดสิน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวสักนิดว่าพวกนางกำลังมีศึกแย่งชิงเขาอยู่อย่างเงียบๆ
“ข้าแค่อยากรู้เจ้าค่ะ ว่าบุรุษชอบสตรีแบบไหน หากพี่หยวนซีจะมีคนรักท่านจะเลือกสตรีเช่นไรเจ้าคะ”
“บุรุษส่วนใหญ่ย่อมชอบสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวานเก่งงานบ้านงานเรือนอยู่แล้ว ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น” เขาพูดแล้วสบตากับหานหลิงหลิงเป็นนัยว่าชอบอย่างที่นางเป็น
หานหลิงหลิงก้มหน้าเล็กน้อยอย่างเขินอาย แอบหันไปยิ้มเยาะเด็กหญิงวัยเยาว์ให้รู้ว่าไม่ใช่คู่แข่งของตนเลยสักนิด
“แสดงว่าอีกไม่กี่ปีท่านก็คงจะออกเรือนแล้ว ข้าคงไม่ได้เที่ยวเล่นกับท่านอีก” หลี่ลี่อิงทำหน้าเศร้า
ในใจของตนเองนั้นมีใจให้แก่เขา แต่เพราะตัวเองยังเด็กและไม่ใช่คนเรียบร้อยอย่างที่เขาชอบ หานหลิงหลิงที่จะเข้าพิธีปักปิ่นพร้อมออกเรือนในอีกไม่กี่ปีจึงมีสิทธิ์มากกว่าตน และเขาเองก็ดูมีท่าทีชอบพอนางไม่น้อย
เยี่ยหยวนซีหัวเราะอย่างเอ็นดูที่เด็กหญิงนั้นดูสลดลงไปเพราะคิดว่าเขาจะออกเรือนในเร็ววันนี้
“ข้ายังไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก ข้ายังมีความฝันที่จะกำจัดพวกโจรป่าที่จี้เฉินเพื่อแก้แค้นแทนท่านปู่ ตราบใดที่ยังปราบกลุ่มโจรนั่นไม่ได้ ข้าก็จะยังไม่ออกเรือน”
เมื่อเขาพูดเช่นนั้นก็ทำให้หานหลิงหลิงลดยิ้มลงเล็กน้อย ในขณะที่หลี่ลี่อิงนั้นยิ้มกว้างมีความหวังมากขึ้น
“ทำไมหรือเจ้าคะ”
“หากข้าอันเป็นไป ภรรยาของข้าก็จะกลายเป็นม่ายแต่ยังสาว ดังนั้นคงอีกหลายปีเลยทีเดียวที่ข้าจะออกเรือน และคงต้องไปฝึกวิชากับท่านพ่อและหัวหน้าเฉินอีกนานกว่าจะมีฝีมือมากพอ” เยี่ยหยวนซีพูดถึงปณิธานของตน
หลี่ลี่อิงหันไปยิ้มให้แก่เด็กสาวอีกคนที่ตอนนี้ถึงกับยืนนิ่งไป
‘จริงอย่างที่เสี่ยวชิงบอก หากข้าเก่งทั้งบู๊และงานเรือนข้าย่อมได้เปรียบหานหลิงหลิงแน่ คอยดูเถอะข้าจะฝึกฝนให้เก่งรอบด้านเลยทีเดียว’ เด็กหญิงคิดในใจอย่างมีความหวัง
นางใช้โอกาสที่ตัวเองเป็นเด็กกว่าอ้อนให้เยี่ยหยวนซีเอาใจนางแล้วปรายตามองไปยังหานหลิงหลิงที่ตอนนี้ต่างคนต่างส่งสายตาไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน
‘นึกว่าจะเรียบร้อยอ่อนหวาน ท่านเองก็ร้ายกับข้ามิใช่เล่น’
‘เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คอยดูเถิดหากข้าปักปิ่นเติบโตเป็นสาวเมื่อใด ข้าจะทำให้พี่หยวนซีหมั้นหมายกับข้าก่อนเจ้าเติบใหญ่ให้จงได้’
‘มองมาแล้วทำหน้าอย่างนั้น คงคิดล่ะสิว่าตนเองโตกว่าแล้วจะได้เปรียบกว่า พี่หยวนซีไปฝึกวิชาที่สำนักของท่านพ่อข้า มิหนำซ้ำบ้านข้ากับบ้านสกุลเยี่ยก็อยู่ติดกัน ข้าต่างหากเล่าที่ได้เปรียบเจ้าทุกทาง หึ’
ทั้งสองต่างคนต่างคิดเปิดศึกอยู่ในใจไม่ได้เอ่ยออกมา แม้อายุน้อยทั้งคู่แต่ก็มีหัวใจปฏิพัทธ์ต่อเด็กหนุ่ม ต่างต้องการเป็นสะใภ้ของตระกูลเยี่ยไม่ต่างกัน
“หลิงหลิง ข้าขอดอกไม้นั่นให้แก่ลี่อิงได้หรือไม่” เยี่ยหยวนซีหันไปถามนางเมื่อหลี่ลี่อิงร่ำร้องอยากได้ดอกไม้สีสดตรงหน้า
“ได้เจ้าค่ะ” หานหลิงหลิงเอ่ยอนุญาต หญิงรับใช้จึงจะเข้าไปเด็ดดอกไม้ให้ แต่นางห้ามเอาไว้แล้วเข้าไปเด็ดมาให้แทน
“อุ๊ย” หานหลิงหลิงอุทานออกมาแล้วชักมือกลับ โลหิตสีแดงซึมออกมาจากปลายนิ้วเมื่อจงใจให้ตนเองโดนหนามตำ เยี่ยหยวนซีกำลังจะเข้าไปดูแผลให้แก่นาง แต่หลี่ลี่อิงวิ่งเข้าไปดูก่อน แล้วร้องเรียกหญิงรับใช้ของนางมาดูแล
“เจ้ารีบหายามาใส่ให้เจี่ยเจียเร็วเข้า” เด็กหญิงร้องบอกแล้วนำผ้าเช็ดหน้าของตนมาพันรอบนิ้วให้แก่เด็กสาว
“ไม่เป็นไร บาดแผลเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องใส่ยา ขอบใจเจ้ามากลี่อิงที่ห่วงใยข้า”
“ข้าต้องขออภัยเจี่ยเจียที่อยากได้ดอกไม้นั่น ทำให้ท่านต้องเจ็บตัว” หลี่ลี่อิงพูดเสียงอ่อนคล้ายสำนึกผิดแต่แอบส่งสายตาให้แก่นางเป็นนัยว่ารู้ทัน
“ข้าไม่ได้ถือโทษเจ้า” หานหลิงหลิงพูดอย่างนุ่มนวล ในใจนึกโกรธเคืองที่นางมาดูบาดแผลก่อนที่เยี่ยหยวนซีจะเข้ามาดูให้
“ข้าผิดเองที่ไม่ได้เข้าไปเด็ดมันด้วยตัวเอง” เยี่ยหยวนซีพูดด้วยความร้อนใจ ห่วงว่านางจะปวดบวมจากหนามนั่น เหตุเพราะไม่ใช่เรือนของตนจึงไม่กล้าเด็ดดอกไม้ด้วยตนเอง
“อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นไร อีกอย่างลี่อิงยังเด็กนัก เห็นอะไรสวยๆ งามๆ ก็อยากได้โดยไม่คิดว่ามันเป็นหนามแล้วคนเก็บต้องได้รับบาดเจ็บ ข้าไม่ได้ถือโทษหรอกเจ้าค่ะ” หานหลิงหลิงพูดแล้วหันไปยิ้มให้กับหลี่ลี่อิง
“ดอกไม้ชนิดนี้มีหนาม เจ้าจงจำไว้นะลี่อิง” เยี่ยหยวนซีหันไปบอกนางเป็นนัยว่าให้ระวังหากเจอที่ไหนอย่าเก็บเอง
‘รู้ว่ามีหนามแต่จงใจเก็บด้วยตัวเอง หึ ที่แท้นางจงใจเรียกร้องความสนใจจากพี่หยวนซี’ เด็กหญิงมองหน้าอีกฝ่ายที่จงใจเปิดศึกแย่งเยี่ยหยวนซีอย่างชัดเจน
**********************
หกปีผ่านไปบัดนี้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากภายใต้การดูแลของเยี่ยหยวนซีและเยี่ยลี่อิงที่ช่วยกันทำให้สำนักนั้นเจริญรุ่งเรืองไป พร้อมๆ กับการค้าขายของสกุลเยี่ยที่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันกับต่างเมืองโดยมีสำนักคุ้มกันสกุลหลี่เป็นผู้นำส่งสินค้าที่ได้รับความไว้วางใจสองสามีภรรยากำลังนั่งอยู่ในสวนบ้านสกุลหลี่ เพราะเยี่ยลี่อิงมักจะพาลูกๆ ตามสามีมาดูแลที่สำนักอยู่เสมอ“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกอยากเล่นต่อสู้ดาบไม้เช่นเดียวกับต้าเกอ” เด็กหญิงวัยสามขวบวิ่งเข้ามาฟ้องบุพการีของตน ครั้นพี่ชายไม่ให้ตนเล่นด้วย“หนิงเอ๋อร์เจ้าจะทำเช่นนั้นเหมือนกับต้าเกอได้เช่นไรเล่า” เยี่ยหยวนซีดุบุตรีเบาๆ ไม่อยากให้นางเล่นเยี่ยงเด็กผู้ชาย“ท่านพี่ ปล่อยให้ลูกได้ทำตามที่อยากทำเถิด” เยี่ยลี่อิงบอกแก่สามีแล้วหันไปยิ้มด้วยความอ่อนโยนกับเด็กหญิงตัวน้อย“ไปเล่นกับต้าเกอของเจ้าเถิด” นางพูดเอาใจบุตรีคนเล็กที่อยากเล่นกับพี่ชายของตน“ต้าเกอ ท่านแม่อนุญาตให้ข้าเล่นดาบไม้กับท่านแล้ว” เด็กหญิงวิ่งไปหาพี่ชาย ร้องตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว“เทียนหมิง เจ้าเบามือกับหนิงเอ๋อร์ด้วย” ผู้เป็นมารดาร้องบอกแล้ว
เยี่ยลี่อิงตื่นมาด้วยอาการเวียนศีรษะในตอนเช้า นางลุกขึ้นจากเตียงแล้วเหมือนจะล้มลงทำให้เยี่ยหยวนซีต้องรีบรับตัวภรรยาเอาไว้“ฮูหยินเจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่”“ข้าเวียนหัวนิดหน่อย เมื่อคืนคงจะพักผ่อนน้อย คงไม่ได้เป็นอะไรมาก”“เจ้าพูดเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าไม่ได้นอน” เยี่ยหยวนซีพูดออกมาเพื่อหยอกล้อให้นางยิ้มเยี่ยลี่อิงยิ้มแล้วส่ายหน้าให้แก่สามีก่อนที่จะรู้สึกว่าห้องหมุนแล้วทำให้ทรงตัวไม่อยู่“ฮูหยินข้าว่าอาการเจ้าไม่ดีแล้วนอนพักเสียหน่อยเถิด” สามีหนุ่มกล่าวอย่างเป็นกังวลกับท่าทางที่ดูไม่ดีนักของนาง“ยิ่งนอนข้าก็ยิ่งเวียนหัว ให้ข้าลุกเดินยังจะดีกว่า” นางตอบแล้วรู้สึกไม่สบายปั่นป่วนในท้องพานอยากอาเจียนแต่ก็อาเจียนไม่ออก“เจ้านอนพักอยู่นี่ อย่าออกไปไหนอย่าดื้อกับข้า ข้าจะให้คนออกไปตามหมอให้มาดูเจ้า” เยี่ยหยวนซีเดินออกไปเรียกหาคนรับใช้ที่หน้าห้องเสี่ยวชิงที่ตามมาดูแลคุณหนูของตนรีบเดินเข้ามาในทันที“มีอะไรหรือเจ้าคะคุณชายเยี่ย”“เสี่ยวชิงเจ้ารีบไปตามหมอมาดูอาการของลี่อิงด่วน นางเวียนหัวและลุกไม่ขึ้น” เยี่ยหยวนซีบอกด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนเป็นห่วงภรรยาของตนเป็นอย่างมาก“เจ้าค่ะ” เสี่ยว
เมื่อเยี่ยหยวนซีเดินทางกลับมาถึงในครั้งนี้ไม่ได้มีของฝากอันใดมาให้แก่ภรรยาเหมือนอย่างเช่นเคย เพราะเมืองที่ตนเดินทางไปค้าขายนั้นเป็นแค่เมืองชนบทธรรมดา ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเป็นพิเศษแต่นั่นมันกลับทำให้เยี่ยลี่อิงรู้สึกว่าสามีของตนเปลี่ยนไปจึงได้แต่ข่มความไม่พอใจเอาไว้ เพราะตอนนี้ตนเองอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของสามีจึงต้องวางตัวเป็นสะใภ้ที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อของสกุลหลี่ของตนจนถึงในยามค่ำคืนเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง เยี่ยลี่อิงก็เข้านอนแล้วหันหลังให้แก่สามี เมื่อเยี่ยหยวนซีกลับเข้าห้องก็พบว่าภรรยานั้นได้นอนไปก่อนแล้ว เขาจึงขยับไปนอนข้างๆ แล้วสะกิดที่ต้นแขนของนางเบาๆ เพื่อที่จะขอเติมเต็มความปรารถนาของตนที่คั่งค้างมาหลายวัน“ฮูหยินเจ้าหลับแล้วหรือ”ฮูหยินน้อยนอนนิ่งไม่ตอบอันใดแก่เขาทำให้เยี่ยหยวนซีนั้นยังคงออดอ้อนและเว้าวอนนางด้วยสัมผัสและคำพูดที่อ่อนหวานต่อไป“ฮูหยินข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน รู้หรือไม่การเดินทางครั้งนี้ข้าฝันถึงเจ้าแทบทุกคืน ในความฝันข้าแทบจะกลืนกินเจ้าไปทั้งตัว กลับมาครั้งนี้ข้าจะทำตามความฝันของข้า เจ้าพร้อมแล้วหรือไม่” เขาถามแล้วพลิกตัวนางกลับมาหาตน ทำให้นางลืมตาขึ้นมองหน้าเขารู้ส
เยี่ยลี่อิงติดตามสามีมาที่บ้านสกุลหลี่ หมายจะดูเขาวางแผนที่จะออกเดินทางไปต่างเมืองด้วยขบวนสินค้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้และพยายามที่จะขอติดตามไปด้วย“ท่านพี่ข้าไปด้วยไม่ได้จริงๆ หรือ”“ไม่ได้หรอกฮูหยิน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยแต่อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าเป็นสะใภ้สกุลเยี่ยแล้ว สิ่งเดียวที่เจ้าควรทำคือดูแลปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่รอข้ากลับมา หากเจ้าเหงาก็กลับมาเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าได้ เรือนอยู่ติดกันเพียงแค่นี้”“ลี่อิงเจ้าออกเรือนไปแล้วเป็นสะใภ้สกุลเยี่ยแล้ว เจ้าก็อย่าทำให้สกุลหลี่ขายหน้าด้วยการทำตัวเช่นนี้ หัดเป็นผู้ใหญ่เสียทีเถิด” หลี่หลงบอกแก่บุตรสาวของตน ถึงแม้จะออกเรือนไปแล้วแต่ก็ยังคงดื้อรั้นอยู่เช่นเคยเยี่ยลี่อิงมีสีหน้าสลดลงไป แต่ก็พยายามทำความเข้าใจในเหตุผลเหล่านั้นแล้วยิ้มออกมา“เจ้าค่ะท่านพ่อ” นางรับปากบิดาของตน“พรุ่งนี้ข้าต้องออกเดินทางแต่เช้า ข้าต้องรีบกลับไปพักผ่อน เรากลับกันเถอะฮูหยิน” เยี่ยหยวนซีหันไปชวนฮูหยินของตน เยี่ยลี่อิงกล่าวลาบิดาก่อนที่จะเดินตามสามีกลับไปที่บ้านสกุลเยี่ย“ฮูหยิน วันนี้เจ้าดื้อรั้นกับข้าอีกแล้ว ไม่ควรเอ่ยเช่นนั้นต่อหน้าพ่อของเจ้าด้วย เจ้าก็รู้ว่าท่านห
ฮูหยินน้อยสกุลเยี่ยกำลังบิดตัวขึ้นมาด้วยอาการที่ปวดศีรษะเป็นอย่างมาก เมื่อพลิกตัวตะแคงมาอีกทางก็พบว่าตอนนี้ใบหน้าของตนเองนั้นปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งแต่ก็รู้สึกนุ่มมือหญิงสาวสัมผัสที่หน้าอกของเจ้าบ่าวหมาดๆ ของตน พอนึกได้ว่าคืนนี้เป็นคืนเข้าหอของตนก็ตาเบิกโพลงขึ้นมา เงยหน้าขึ้นสบตากับเยี่ยหยวนซีที่บัดนี้เป็นสามีของตน และอีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มที่มีความหมาย“ตื่นแล้วหรือฮูหยิน นี่ยังไม่เช้าเลย”“นี่ท่านกับข้า...” หญิงสาวกล่าวเสียงเบาแล้วใช้มือสำรวจเสื้อผ้าของตนเองที่สวมเพียงชุดเบาบางเพียงชั้นเดียว“เมื่อคืนนี้ข้ากับท่าน..”“เมื่อคืนนี้เจ้าเมาแล้ววิ่งไปทั่วห้อง กว่าข้าจะจับตัวเจ้าได้ก็เหนื่อยแทบแย่ แล้วยังจะอาเจียนราดตัวข้าอีก รู้หรือไม่เมื่อคืนนี้ข้าต้องนั่งเช็ดตัวให้แก่เจ้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ กว่าข้าจะไปอาบน้ำล้างกลิ่นเหม็นคาวที่เจ้าอาเจียนใส่ข้าออกไป กลับมาเจ้าก็นอนหลับเป็นตายแล้ว” เยี่ยหยวนซีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความขบขัน แล้วยิ้มล้อเลียนเจ้าสาวของตน“มิหนำซ้ำยังกรนทั้งคืนจนข้าแทบนอนไม่หลับ คราวหลังเจ้าห้ามแตะต้องสุราอีก เวลาเจ้าเมาน่ากลัวยิ่งนัก” เยี่ยหย
ช่วงเวลาที่รอคอยได้ผ่านพ้นไป ในที่สุดฤกษ์ยามที่วางเอาไว้ก็ได้มาถึงแล้วหลี่ลี่อิงนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต ริมฝีปากแดงเรื่อใบหน้าขาวนวล ผมถูกรวบขึ้นมามัดมวยประดับด้วยเครื่องประดับศีรษะของเจ้าสาวอย่างสมฐานะก่อนที่ผ้าคลุมสีแดงชิ้นสุดท้ายจะวางคลุมเอาไว้บนเครื่องประดับศีรษะ ทำให้ดรุณีน้อยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความตื่นเต้นและอึดอัดเล็กน้อย“คุณหนูของบ่าวช่างงดงามยิ่งนัก”“เสี่ยวชิง ข้าตื่นเต้นเหลือเกิน อีกทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับเหล่านี้จะทำให้ข้าลมจับอยู่แล้ว”“โธ่ อดทนอีกหน่อยนะเจ้าคะ”หลี่ลี่อิงนั่งบิดมือตัวเองด้วยความตื่นเต้นและเป็นกังวลกับงานมงคลของตนในวันนี้หลังจากพิธีที่บ้านสกุลหลี่สิ้นสุดลงเจ้าสาวจะต้องนั่งเกี้ยวไปบ้านเจ้าบ่าว หลี่ลี่อิงยิ่งรู้สึกกระวนกระวายที่ตนกำลังจะกลายเป็นคนของสกุลเยี่ยในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้านี้แล้ว อีกทั้งเจ้าบ่าวที่ยังไม่ยอมพูดความในใจก็ยิ่งทำให้เป็นกังวลและคิดมากจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้"คุณหนูเจ้าคะ ตอนนี้เกี้ยวเจ้าสาวรออยู่ที่หน้าเรือนแล้ว"“เรือนก็อยู่ข้างกันเช่นนี้เหตุใดจึงต้องนั่งเกี้ยวไปให้เสียเวลา เดินไปไม่ถึ
สองบุรุษต่างวัยของตระกูลเยี่ยได้มานั่งร่ำสุราเป็นการส่วนตัวกับหลี่หลงและเฉินอี้เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางไปยังจี้เฉินในอีกสองเดือนข้างหน้าโดยมีหลี่ลี่อิงแอบฟังอยู่ใกล้ๆ“เจ้าพร้อมจริงหรือหยวนซี การไปจี้เฉินคราวนี้เจ้าอาจจะเป็นอันตรายได้”“ข้าพร้อมแล้วท่านพ่อ ข้ามั่นใจว่าข้าเองก็มีฝีมืออยู่
หญิงสาวต่างวัยทั้งสองกำลังผลัดกันบรรเลงเพลงพิณให้กับชายวัยกลางคนทั้งสามฟังคลอไปกับการดื่มน้ำชาในบ้านสกุลเยี่ยหลี่ลี่อิงในวัยสิบแปดหนาวกำลังเป็นฝ่ายบรรเลงอยู่ โดยมีเจ้าบ้านสกุลเยี่ยและหานชิงเทียนชื่นชมนางให้แก่หลี่หลงถึงฝีมือของนางว่าเข้าขั้นเลยทีเดียวหลังจากนั้นก็ถึงคราวของหานหลิงหลิงในวัยยี่สิบเ
เมื่อกลับมาถึงหลี่ลี่อิงก็เดินเข้าไปหามารดาแล้วขยับเข้าไปกอดเอาไว้ ทำให้หลี่สู่ผิงอมยิ้มเอ็นดูที่บุตรสาวออดอ้อนนางเช่นนี้“อยากได้อันใดเล่าลี่อิง” นางเรียกบุตรสาวด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ข้าอยากเรียนรู้การเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อม ท่านจะสอนให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” หลี่ลี่อิงพูดด้วยความเขินอาย เนื่องจา
บ้านสกุลเยี่ยที่อยู่ติดกันกำลังจัดงานเลี้ยงดื่มน้ำชาเล็กๆ ที่สวนหลังบ้าน หลี่ลี่อิงติดตามบิดาของตนไปด้วยความตื่นเต้น หมายจะเจอหน้าเยี่ยหยวนซีพี่ชายข้างบ้านที่แสนอ่อนโยน“พี่หยวนซี” หลี่ลี่อิงร้องเรียกเขาเสียงดังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินตรงมาต้อนรับ“สำรวมหน่อยลี่อิง นี่ไม่ใช่บ้านของเรา” หลี่หลงบ







