Se connecterเมื่อถึงคราวที่บ้านสกุลหานเป็นผู้จัดงานเลี้ยงดื่มชา หลี่ลี่อิงได้ขอติดตามบิดาไปอีกเช่นเคยเพราะรู้ว่างานนี้เยี่ยหยวนซีก็ได้ติดตามบิดาไปเช่นกัน
เมื่อไปถึงก็พบว่าหานหลิงหลิงกำลังบรรเลงพิณอยู่ จึงยืนอยู่ตรงทางเดินกับบิดาเพื่อฟังนางบรรเลงให้จบเพลงก่อนจึงจะเดินเข้าไป เสียงพิณของเด็กสาวยังอ่อนด้อยนักทำให้เด็กหญิงแอบหัวเราะเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายเล่นผิดเพี้ยนในช่วงหนึ่ง
“ท่านพ่อดูสิเจ้าคะ นางดีดไม่เป็นจังหวะ” หลี่ลี่อิงกระซิบกับบิดาเสียงเบาด้วยความขบขัน
“แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้ถือว่านางมีฝีมือมากเลยทีเดียว เจ้าทำไม่ได้อย่างนางก็อย่าไปหัวเราะเยาะนางเลย” หลี่หลงไม่ได้เข้าข้างบุตรสาว
“แต่นางก็เตะต่อยไม่เก่งอย่างข้า”
“ใครที่ไหนจะชอบให้เด็กผู้หญิงเตะต่อยกันเล่า เจ้าควรเรียนรู้การบ้านการเรือนกับท่านแม่ของเจ้าได้แล้ว”
“พี่หยวนซีบอกว่าชอบที่ข้าชำนาญหมัดมวย” เด็กหญิงบอกบิดาด้วยท่าทีที่มั่นใจ
“นั่นเป็นเพราะหยวนซีเป็นคนจิตใจดีจึงไม่กล้าพูดทำร้ายจิตใจเจ้าต่างหากเล่า เขาเอ็นดูเจ้าในยามนี้เพราะเป็นเด็ก แต่หากเมื่อใดที่เจ้าเป็นสาวแล้วยังแข็งกระด้างเช่นนี้ เขาคงหมดความเอ็นดูเป็นแน่”
เมื่อบิดาพูดเช่นนั้นหลี่ลี่อิงก็ทำหน้างอง้ำ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เชื่อที่บิดาพูดอยู่ดี
เมื่อหานหลิงหลิงบรรเลงเพลงจบแล้ว สองพ่อลูกสกุลหลี่จึงได้เดินเข้าไป หลี่ลี่อิงย่อตัวคารวะด้วยความอ่อนช้อยเท่าที่จะทำได้แล้วหันไปยิ้มให้แก่หยวนซี และต้องลดยิ้มลงเมื่ออีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มให้กับเด็กสาวอีกคนอยู่
หลี่ลี่อิงเดินไปนั่งข้างหลังบิดา แอบชำเลืองมองหยวนซีต้าเกอของตนที่ไม่ได้ชำเลืองมาทางตนเลยสักนิด
“หลิงเอ๋อร์พาหยวนซีกับลี่อิงไปชมสวนดอกไม้ทางด้านนู้นสิ ผู้ใหญ่จะคุยงานกัน” หานชิงเทียนบอกแก่บุตรีแล้วยิ้มให้แก่นาง
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” เด็กสาวรับคำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแล้วเดินนำทั้งสองไปที่สวนดอกไม้โดยมีหญิงรับใช้เดินตามไปดูแลอยู่ห่างๆ
เมื่อไปถึงหานหลิงหลิงก็ทำหน้าเศร้า ยืนเหม่อที่หน้าแปลงดอกไม้ที่บานสะพรั่งจนเยี่ยหยวนซีต้องเข้าไปถามนางด้วยความสงสัย
“ทำไมถึงทำหน้าเช่นนั้นเล่าหลิงหลิง”
“ฝีมือบรรเลงพิณของข้ายังด้อย เล่นผิดเพี้ยนไปหลายครา ช่างน่าอายยิ่งนัก” เด็กสาวกล่าวโทษตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เศร้า
“ข้ากลับไม่เห็นว่าเป็นเช่นนั้น วัยเท่าเจ้าใครเล่าจะบรรเลงได้ไพเราะเช่นนี้ ฝึกฝนต่อไปเถิด ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะต้องบรรเลงได้ไพเราะกว่านี้แน่” เยี่ยหยวนซีพูดปลอบใจ
หลี่ลี่อิงเห็นดังนั้นก็เข้าไปปลอบโยนนางอีกคน เพื่อให้พี่ชายข้างบ้านเห็นว่าตนนั้นก็เห็นใจอีกฝ่ายเช่นกัน “เจี่ยเจีย(พี่สาว)อย่าได้เศร้าไปเลยเจ้าค่ะ ท่านเล่นได้ไพเราะแล้ว”
“ขอบใจเจ้ามากนะลี่อิง” หานหลิงหลิงหันมายิ้มให้ แล้วแอบเลิกคิ้วสูงแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะให้เห็นเพียงสองคน
‘นี่นางแสร้งทำเช่นนั้นหรือ หึ’ หลี่ลี่อิงเก็บความไม่พอใจเอาไว้ต่อหน้าเยี่ยหยวนซี
“ข้าช่างอ่อนแอนัก ไม่ได้เข้มแข็งอย่างลี่อิง พี่หยวนซีคงรำคาญคนอย่างข้า” นางหันไปตัดพ้อกับเด็กหนุ่มเป็นนัยถึงคำถามของหลี่ลี่อิงครั้งก่อนที่ถามว่าเขาชอบที่ตนเป็นแบบใด
“ไม่เลยสักนิด ลี่อิงเกิดในสำนักคุ้มกันนางย่อมต้องเข้มแข็งเพราะรอบตัวมีแต่บุรุษ ส่วนเจ้าเกิดในตระกูลที่ทำการค้าขายผ้าแพรจะให้เข้มแข็งเช่นนางได้อย่างไรกัน” เยี่ยหยวนซีปลอบเสียงนุ่ม
“พี่หยวนซีชอบแบบไหนมากกว่ากันหรือเจ้าคะ หมายถึงชอบให้ข้าเป็นแบบไหน” เด็กสาวถามเสียงเบาด้วยความเอียงอายแล้วปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงเพื่อให้อีกฝ่ายรอฟังคำตอบของเขา
“ข้าชอบให้เจ้าเป็นตัวของตัวเองเช่นนี้ดีแล้ว อย่าคิดมากเลยนะ” เยี่ยหยวนซีตอบออกมาเช่นนั้น
หลี่ลี่อิงจึงนึกถึงคำพูดของบิดาที่เคยพูดว่าเขาแค่พูดเพื่อรักษาน้ำใจเท่านั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง และเพื่อไม่ให้เป็นเรื่องค้างคาใจประกอบกับยังอยู่วัยเยาว์ที่ไม่ได้มีความคิดมากนักหลี่ลี่อิงจึงโพล่งถามออกไปอย่างใคร่รู้
“แล้วหากเป็นสตรีเล่า บุรุษนั้นจะชอบสตรีแบบไหนกันหรือเจ้าคะ”
“เจ้ายังเด็กอยู่ อยากจะรู้ไปทำไมกันเล่าลี่อิง” เยี่ยหยวนซีถามด้วยความเอ็นดู ในขณะที่หานหลิงหลิงแอบขำที่นางดูร้อนใจอยากรู้ว่าเยี่ยหยวนซีจะเลือกใคร
ทั้งสองรู้อยู่แก่ใจว่าตอนนี้คำตอบของเยี่ยหยวนซีคือคำตัดสิน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวสักนิดว่าพวกนางกำลังมีศึกแย่งชิงเขาอยู่อย่างเงียบๆ
“ข้าแค่อยากรู้เจ้าค่ะ ว่าบุรุษชอบสตรีแบบไหน หากพี่หยวนซีจะมีคนรักท่านจะเลือกสตรีเช่นไรเจ้าคะ”
“บุรุษส่วนใหญ่ย่อมชอบสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวานเก่งงานบ้านงานเรือนอยู่แล้ว ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น” เขาพูดแล้วสบตากับหานหลิงหลิงเป็นนัยว่าชอบอย่างที่นางเป็น
หานหลิงหลิงก้มหน้าเล็กน้อยอย่างเขินอาย แอบหันไปยิ้มเยาะเด็กหญิงวัยเยาว์ให้รู้ว่าไม่ใช่คู่แข่งของตนเลยสักนิด
“แสดงว่าอีกไม่กี่ปีท่านก็คงจะออกเรือนแล้ว ข้าคงไม่ได้เที่ยวเล่นกับท่านอีก” หลี่ลี่อิงทำหน้าเศร้า
ในใจของตนเองนั้นมีใจให้แก่เขา แต่เพราะตัวเองยังเด็กและไม่ใช่คนเรียบร้อยอย่างที่เขาชอบ หานหลิงหลิงที่จะเข้าพิธีปักปิ่นพร้อมออกเรือนในอีกไม่กี่ปีจึงมีสิทธิ์มากกว่าตน และเขาเองก็ดูมีท่าทีชอบพอนางไม่น้อย
เยี่ยหยวนซีหัวเราะอย่างเอ็นดูที่เด็กหญิงนั้นดูสลดลงไปเพราะคิดว่าเขาจะออกเรือนในเร็ววันนี้
“ข้ายังไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก ข้ายังมีความฝันที่จะกำจัดพวกโจรป่าที่จี้เฉินเพื่อแก้แค้นแทนท่านปู่ ตราบใดที่ยังปราบกลุ่มโจรนั่นไม่ได้ ข้าก็จะยังไม่ออกเรือน”
เมื่อเขาพูดเช่นนั้นก็ทำให้หานหลิงหลิงลดยิ้มลงเล็กน้อย ในขณะที่หลี่ลี่อิงนั้นยิ้มกว้างมีความหวังมากขึ้น
“ทำไมหรือเจ้าคะ”
“หากข้าอันเป็นไป ภรรยาของข้าก็จะกลายเป็นม่ายแต่ยังสาว ดังนั้นคงอีกหลายปีเลยทีเดียวที่ข้าจะออกเรือน และคงต้องไปฝึกวิชากับท่านพ่อและหัวหน้าเฉินอีกนานกว่าจะมีฝีมือมากพอ” เยี่ยหยวนซีพูดถึงปณิธานของตน
หลี่ลี่อิงหันไปยิ้มให้แก่เด็กสาวอีกคนที่ตอนนี้ถึงกับยืนนิ่งไป
‘จริงอย่างที่เสี่ยวชิงบอก หากข้าเก่งทั้งบู๊และงานเรือนข้าย่อมได้เปรียบหานหลิงหลิงแน่ คอยดูเถอะข้าจะฝึกฝนให้เก่งรอบด้านเลยทีเดียว’ เด็กหญิงคิดในใจอย่างมีความหวัง
นางใช้โอกาสที่ตัวเองเป็นเด็กกว่าอ้อนให้เยี่ยหยวนซีเอาใจนางแล้วปรายตามองไปยังหานหลิงหลิงที่ตอนนี้ต่างคนต่างส่งสายตาไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน
‘นึกว่าจะเรียบร้อยอ่อนหวาน ท่านเองก็ร้ายกับข้ามิใช่เล่น’
‘เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คอยดูเถิดหากข้าปักปิ่นเติบโตเป็นสาวเมื่อใด ข้าจะทำให้พี่หยวนซีหมั้นหมายกับข้าก่อนเจ้าเติบใหญ่ให้จงได้’
‘มองมาแล้วทำหน้าอย่างนั้น คงคิดล่ะสิว่าตนเองโตกว่าแล้วจะได้เปรียบกว่า พี่หยวนซีไปฝึกวิชาที่สำนักของท่านพ่อข้า มิหนำซ้ำบ้านข้ากับบ้านสกุลเยี่ยก็อยู่ติดกัน ข้าต่างหากเล่าที่ได้เปรียบเจ้าทุกทาง หึ’
ทั้งสองต่างคนต่างคิดเปิดศึกอยู่ในใจไม่ได้เอ่ยออกมา แม้อายุน้อยทั้งคู่แต่ก็มีหัวใจปฏิพัทธ์ต่อเด็กหนุ่ม ต่างต้องการเป็นสะใภ้ของตระกูลเยี่ยไม่ต่างกัน
“หลิงหลิง ข้าขอดอกไม้นั่นให้แก่ลี่อิงได้หรือไม่” เยี่ยหยวนซีหันไปถามนางเมื่อหลี่ลี่อิงร่ำร้องอยากได้ดอกไม้สีสดตรงหน้า
“ได้เจ้าค่ะ” หานหลิงหลิงเอ่ยอนุญาต หญิงรับใช้จึงจะเข้าไปเด็ดดอกไม้ให้ แต่นางห้ามเอาไว้แล้วเข้าไปเด็ดมาให้แทน
“อุ๊ย” หานหลิงหลิงอุทานออกมาแล้วชักมือกลับ โลหิตสีแดงซึมออกมาจากปลายนิ้วเมื่อจงใจให้ตนเองโดนหนามตำ เยี่ยหยวนซีกำลังจะเข้าไปดูแผลให้แก่นาง แต่หลี่ลี่อิงวิ่งเข้าไปดูก่อน แล้วร้องเรียกหญิงรับใช้ของนางมาดูแล
“เจ้ารีบหายามาใส่ให้เจี่ยเจียเร็วเข้า” เด็กหญิงร้องบอกแล้วนำผ้าเช็ดหน้าของตนมาพันรอบนิ้วให้แก่เด็กสาว
“ไม่เป็นไร บาดแผลเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องใส่ยา ขอบใจเจ้ามากลี่อิงที่ห่วงใยข้า”
“ข้าต้องขออภัยเจี่ยเจียที่อยากได้ดอกไม้นั่น ทำให้ท่านต้องเจ็บตัว” หลี่ลี่อิงพูดเสียงอ่อนคล้ายสำนึกผิดแต่แอบส่งสายตาให้แก่นางเป็นนัยว่ารู้ทัน
“ข้าไม่ได้ถือโทษเจ้า” หานหลิงหลิงพูดอย่างนุ่มนวล ในใจนึกโกรธเคืองที่นางมาดูบาดแผลก่อนที่เยี่ยหยวนซีจะเข้ามาดูให้
“ข้าผิดเองที่ไม่ได้เข้าไปเด็ดมันด้วยตัวเอง” เยี่ยหยวนซีพูดด้วยความร้อนใจ ห่วงว่านางจะปวดบวมจากหนามนั่น เหตุเพราะไม่ใช่เรือนของตนจึงไม่กล้าเด็ดดอกไม้ด้วยตนเอง
“อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นไร อีกอย่างลี่อิงยังเด็กนัก เห็นอะไรสวยๆ งามๆ ก็อยากได้โดยไม่คิดว่ามันเป็นหนามแล้วคนเก็บต้องได้รับบาดเจ็บ ข้าไม่ได้ถือโทษหรอกเจ้าค่ะ” หานหลิงหลิงพูดแล้วหันไปยิ้มให้กับหลี่ลี่อิง
“ดอกไม้ชนิดนี้มีหนาม เจ้าจงจำไว้นะลี่อิง” เยี่ยหยวนซีหันไปบอกนางเป็นนัยว่าให้ระวังหากเจอที่ไหนอย่าเก็บเอง
‘รู้ว่ามีหนามแต่จงใจเก็บด้วยตัวเอง หึ ที่แท้นางจงใจเรียกร้องความสนใจจากพี่หยวนซี’ เด็กหญิงมองหน้าอีกฝ่ายที่จงใจเปิดศึกแย่งเยี่ยหยวนซีอย่างชัดเจน
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







