Se connecterหญิงสาวต่างวัยทั้งสองกำลังผลัดกันบรรเลงเพลงพิณให้กับชายวัยกลางคนทั้งสามฟังคลอไปกับการดื่มน้ำชาในบ้านสกุลเยี่ย
หลี่ลี่อิงในวัยสิบแปดหนาวกำลังเป็นฝ่ายบรรเลงอยู่ โดยมีเจ้าบ้านสกุลเยี่ยและหานชิงเทียนชื่นชมนางให้แก่หลี่หลงถึงฝีมือของนางว่าเข้าขั้นเลยทีเดียว
หลังจากนั้นก็ถึงคราวของหานหลิงหลิงในวัยยี่สิบเอ็ดหนาว นางบรรเลงเพลงได้ไพเราะเช่นกัน คราวนี้เยี่ยฟู่ตงและหลี่หลงชื่นชมนางให้หานชิงเทียนกลับ ทำให้ยิ้มแก้มปริไม่ต่างกัน
“ท่านเยี่ยเอ็นดูหลิงเอ๋อร์หรือลี่อิงมากกว่ากันเล่า เราจะได้พูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกันได้เสียที” หานชิงเทียนพูดเชิงสัพยอกแต่มองหน้าเยี่ยฟู่ตงอย่างมีความหวัง
“ข้าอยากให้หยวนซีเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่า เรื่องแบบนี้มันบังคับใจกันได้เสียที่ไหนเล่า ไม่แน่ว่าหยวนซีเดินทางไปค้าขายต่างเมืองอาจจะพาลูกสะใภ้กลับมาด้วยก็เป็นได้” เยี่ยฟู่ตงพูดเชิงสัพยอกกลับเช่นกัน
หลี่ลี่อิงและหานหลิงหลิงถึงกับมองหน้ากันแล้วเม้มปากเล็กน้อยเกรงว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาด้วยเกรงว่าจะดูไม่งาม
“ไม่หรอก ข้ารู้ว่าหลานเยี่ยนั้นมีปณิธานที่แน่วแน่ชัดเจน เขาต้องการกำจัดเหอหลางให้ได้เพื่อแก้แค้นให้ท่านผู้อาวุโสเยี่ย หากยังไม่ได้แก้แค้นเขาจะไม่มีวันเปิดใจให้หญิงใดเข้ามาในชีวิตแน่” หลี่หลงพูดอย่างที่เขารู้ เพราะเยี่ยหยวนซีก็เป็นลูกศิษย์ของตน ย่อมรู้จักความคิดอ่านของเขา
“พูดถึงเรื่องนี้ท่านเยี่ยยอมให้หยวนซีทำเรื่องนั้นได้เช่นไร แล้วไม่กลัวหรือว่าลูกชายคนเดียวจะเกิดอันตราย” หานชิงเทียนถามด้วยความกังขา
“ข้าหาได้กลัวไม่ มีสำนักคุ้มกันของท่านหลี่คอยคุ้มกันทั้งสินค้าและลูกชายของข้าอยู่อย่างไรก็ปลอดภัยแน่นอน” เจ้าบ้านเยี่ยพูดอย่างวางใจ
ลึกๆ แม้จะกังวลไม่น้อยแต่จะทำอย่างไรได้บิดาของเขาเป็นผู้ที่เลี้ยงดูบุตรชายมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเมื่อเขาถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดมีหรือว่าหยวนซีจะยอมอยู่นิ่งเฉย
“แล้วครั้งนี้ไปค้าขายที่ใดเล่า”
“ครั้งนี้ข้าส่งไปยังเมืองตงหนาน ตั้งแต่เกิดเรื่องเมืองจี้เฉินก็ยังไม่ได้ติดต่อซื้อขายด้วยกันอีกเลย ตอนนี้หยวนซีจึงได้แต่ดูแลขบวนสินค้าระหว่างทางก็ปราบพวกโจรป่าส่งทางการไปด้วย เป็นการฝึกฝีมือไปในตัว”
“ข้าก็พอได้ยินมาบ้างเรื่องที่หลานเยี่ยปราบโจรป่าได้หลายก๊ก แต่นั่นมันก็เป็นแค่ก๊กเล็กๆ เท่านั้น หากได้มีโอกาสไปค้าขายที่จี้เฉินแล้วเจอกับก๊กใหญ่ของเหอหลางเข้าเล่า จะสามารถปราบได้หรือ” หานชิงเทียนถามอย่างเป็นกังวล
“ข้าก็ยังหวั่นใจอยู่ แม้จะมีหัวหน้าเฉินเป็นผู้นำขบวนคุ้มกันก็ตาม แต่เหอหลางเป็นผู้นำกองโจรกลุ่มใหญ่ที่น่ากลัวไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงประวิงเวลาให้หยวนซีไปยังเมืองอื่นแทน”
ดรุณีทั้งสองเงียบฟังอย่างตั้งใจแล้วกระซิบกระซาบกันอยู่สองคน ต่างคนต่างเป็นห่วงหยวนซีไม่ต่างกัน
“ข้าเป็นห่วงพี่หยวนซีนัก”
“เจี่ยเจีย ท่านว่าหากต้าเกอประมือกับเหอหลางผลจะออกมาเป็นเช่นไร ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก”
“เราต้องเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องปลอดภัย เจ้าวางใจเถิดลี่อิง” หานหลิงหลิงบอกแก่นางแล้วยิ้มให้ ก่อนที่จะนึกได้ว่ามีเรื่องที่ต้องโอ้อวดนาง
“จริงสิ เดือนก่อนที่พี่หยวนซีกลับมา เขาซื้อกำไลหยกมาฝากข้า เขาจะไปเมืองใดก็ไม่เคยลืมของฝากเลยสักครา” หญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดหนาวยกกำไลหยกที่สวมใส่ให้แก่อีกฝ่ายดู
“ต้าเกอนำกำไลหยกมาให้ข้าเลือกสองอัน ข้าเลือกอันนี้ที่มีฉลุทองลายเถาตำลึง ส่วนอันที่ไม่ได้ฉลุทองนั้นข้าไม่ได้เลือกเขาจึงนำมาให้ท่านสินะ” หลี่ลี่อิงพูดและยกกำไลหยกที่สวมใส่ขึ้นมา
พูดเป็นนัยว่ากำไลที่นางได้รับนั้นเป็นของที่ตนเองไม่ได้เลือก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วตนก็เพิ่งเคยเห็นกำไลหยกของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
‘พี่หยวนซีนะพี่หยวนซี ทำไมต้องซื้อของฝากให้เราสองคนเหมือนกันด้วย’ ดรุณีน้อยตัดพ้อบุรุษหนุ่มรูปงามในใจ หากแต่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายเพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นต่ออยู่
หานหลิงหลิงสะกดความไม่พอใจเอาไว้ แล้วหาเรื่องอื่นมาพูดให้ตนเองไม่เสียหน้าแก่อีกฝ่าย
“ครั้งก่อนพี่หยวนซีบอกแก่ข้าว่า กลับมาคราวนี้จะนำผ้าแพรจากเมืองตงหนานมาฝากข้า เขาได้บอกเจ้าหรือไม่ว่าจะนำสิ่งใดมาฝาก” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแล้วยิ้มหวานให้แก่หญิงสาวที่อ่อนวัยกว่า
“พี่หยวนซีมิได้บอกแก่ข้าว่าจะนำสิ่งใดมาฝาก เพราะข้าบอกเขาว่ากลับมาครั้งนี้ข้าไม่ต้องการของฝาก แต่ได้นัดเจอกันเอาไว้อย่างมั่นเหมาะว่าจะมาดื่มน้ำชากับข้าที่บ้าน” หลี่ลี่อิงพูดแล้วยิ้มอย่างเอียงอาย
นางไม่ได้โกหกให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกริษยา หากแต่เป็นเรื่องจริงที่เยี่ยหยวนซีนัดหมายบิดาของตนเอาไว้ว่าจะมาดื่มน้ำชาด้วยที่บ้าน เพียงแต่นางพูดไม่หมดก็เท่านั้น
หานหลิงหลิงรู้ว่าอีกฝ่ายก็กำลังพูดโอ้อวดตนอยู่เช่นกัน แต่ก็ไม่รู้จะหาเรื่องใดมาตอบโต้อีกจึงได้แต่ยิ้มแล้วก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเพื่อดับอารมณ์รุ่มร้อนในอก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปหลี่ลี่อิงก็ยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจที่นางคงหาเรื่องมาพูดข่มไม่ได้แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นผู้น้อยและบิดาของทั้งคู่ก็เป็นสหายกัน หากจะแข่งขันเป็นสะใภ้ตระกูลเยี่ยก็ไม่จำเป็นต้องผิดใจกันทุกเรื่อง จึงหาเรื่องชวนคุยเพื่อผูกมิตรไปในตัว
“ข้าได้ยินมาว่าเจี่ยเจียปักผ้าได้งดงามยิ่งนัก ส่วนข้าฝีมือปักผ้านั้นไม่ได้เรื่องเลยทีเดียว อยากจะขอให้ท่านช่วยชี้แนะให้บ้างจะได้หรือไม่” หลี่ลี่อิงพูดพลางนำผ้าเช็ดหน้าที่ตนปักออกมาให้แก่อีกฝ่ายได้ชื่นชม
หานหลิงหลิงดูผ้าเช็ดหน้าของนางที่ปักลายเถาล้อมกรอบผ้าเช็ดหน้าทั้งสี่ด้านแล้วมีใบไม้และดอกไม้เล็กๆ ร้อยเรียงที่เถานั้น ดูสวยงามแต่ว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก
“จริงของเจ้า ฝีมือเจ้ายังอ่อนด้อยนัก ดูของข้าสิ” หญิงสาวหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในแขนเสื้อของตนเองออกมาให้แก่หลี่ลี่อิงได้ชื่นชมลายปักดอกโบตั๋นที่ไล่สีอย่างสวยงาม รายละเอียดในการปักนั้นงดงามจนหลี่ลี่อิงต้องทำตาโตด้วยความชื่นชมอย่างจริงจัง
“เจี่ยเจียท่านมีฝีมือในการปักผ้าล้ำเลิศนัก ข้าอยากทำได้เช่นท่านแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ คงต้องหาเวลามาให้ท่านชี้แนะอย่างจริงจังเสียแล้วล่ะ” หลี่ลี่อิงพูดเช่นนั้นแล้วมองผ้าปักของนางอย่างชื่นชม ทำให้หานหลิงหลิงรู้สึกผยองในฝีมือของตนขึ้นมา
“ครั้งก่อนข้าไปที่บ้านของเจ้า จำได้ว่าท่านแม่ของเจ้าเองก็ปักผ้าเป็นเลิศ เจ้าไม่ได้ฝีมือของท่านมาเลยหรืออย่างไร”
“หัวข้าไม่ค่อยไปในทางนี้เลยเจ้าค่ะ ขนาดบรรเลงพิณยังฝึกฝนอยู่หลายปีกว่าจะมีฝีมือใกล้เคียงกับท่าน” หลี่ลี่อิงยกยอนาง
หานหลิงหลิงได้ยินคำชื่นชมก็ยิ้มอย่างพอใจแต่ก็ไม่วายกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน “ข้าเอ็นดูเจ้าในบางเรื่องก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมแพ้เรื่องพี่หยวนซีหรอกนะ”
“ถึงข้าจะชื่นชมท่านในบางเรื่องก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมแพ้เรื่องต้าเกอเช่นกัน” หลี่ลี่อิงกระซิบตอบไปก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้มให้แก่กันแล้วยกน้ำชาจิบด้วยกิริยาน่ารัก เป็นที่น่าเอ็นดูแก่เหล่าบิดาทั้งสามตระกูล
**********************
ในตอนกลางดึกที่ทุกคนหลับนอนกันหมดแล้ว หลี่ลี่อิงแต่งกายด้วยชุดของบุรุษออกมาฝึกเตะต่อยที่หน้าห้องของตนเองเหมือนอย่างเช่นเคย
หลังจากฝึกวิชาหมัดมวยแล้วเสร็จ นางจึงหยิบมีดสั้นมาฝึกใช้ในการต่อสู้และจบด้วยการฝึกขว้างมีดไปยังเป้าหมายที่วันนี้ก็เข้าเป้าอีกตามเคย นางยกแขนขึ้นปาดเหงื่อแล้วรีบดึงมีดออกมาเก็บเตรียมตัวเข้านอนก่อนที่จะมีคนมาเห็น
“หากข้าจะขอท่านพ่อติดตามพี่หยวนซีไปยังจี้เฉินในสักวัน ท่านพ่อจะให้ข้าไปหรือไม่นะ” ดรุณีน้อยพึมพำแล้วครุ่นคิดอย่างเป็นกังวล ลึกๆ ก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าบิดาคงไม่ยอมให้นางไปเสี่ยงชีวิตแน่
หลี่ลี่อิงเปลี่ยนชุดแล้วเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย ตลอดเวลาที่ผ่านมาตอนกลางวันนางฝึกงานของสตรี ส่วนตอนกลางคืนก็แอบฝึกวิชาการต่อสู้และป้องกันตัวอย่างนี้มาตลอดหลายปีแล้ว
การทำสองอย่างพร้อมๆ กันทำให้นางเหน็ดเหนื่อยแทบทุกคืนวัน แต่ก็อดทนเพื่อที่จะเป็นสตรีที่เพียบพร้อมแก่เยี่ยหยวนซีที่บัดนี้เขาเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั่วเมืองต้าถง
แต่ด้วยที่ตระกูลหลี่และตระกูลหานเป็นตระกูลที่ใหญ่เทียบเท่ากับสกุลเยี่ยและเป็นที่รู้กันดีว่าหนึ่งในสองตระกูลนี้จะต้องเป็นสะใภ้สกุลเยี่ย จึงไม่มีผู้ใดกล้านำลูกสาวของตนเองมาเสนอให้แก่เยี่ยฟู่ตง ด้วยว่าไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่าบุตรสาวของตระกูลหานและตระกูลหลี่อีกแล้ว
“ข้าจะต้องทำให้ท่านเลือกข้าให้ได้ พี่หยวนซี” นางเอ่ยถึงเขาแล้วอมยิ้มอย่างสุขใจ ก่อนจะหลับตาลงในห้วงคำนึงนั้นมีแต่เขามาตลอดสิบปี
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







