Masukหญิงสาวต่างวัยทั้งสองกำลังผลัดกันบรรเลงเพลงพิณให้กับชายวัยกลางคนทั้งสามฟังคลอไปกับการดื่มน้ำชาในบ้านสกุลเยี่ย
หลี่ลี่อิงในวัยสิบแปดหนาวกำลังเป็นฝ่ายบรรเลงอยู่ โดยมีเจ้าบ้านสกุลเยี่ยและหานชิงเทียนชื่นชมนางให้แก่หลี่หลงถึงฝีมือของนางว่าเข้าขั้นเลยทีเดียว
หลังจากนั้นก็ถึงคราวของหานหลิงหลิงในวัยยี่สิบเอ็ดหนาว นางบรรเลงเพลงได้ไพเราะเช่นกัน คราวนี้เยี่ยฟู่ตงและหลี่หลงชื่นชมนางให้หานชิงเทียนกลับ ทำให้ยิ้มแก้มปริไม่ต่างกัน
“ท่านเยี่ยเอ็นดูหลิงเอ๋อร์หรือลี่อิงมากกว่ากันเล่า เราจะได้พูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกันได้เสียที” หานชิงเทียนพูดเชิงสัพยอกแต่มองหน้าเยี่ยฟู่ตงอย่างมีความหวัง
“ข้าอยากให้หยวนซีเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่า เรื่องแบบนี้มันบังคับใจกันได้เสียที่ไหนเล่า ไม่แน่ว่าหยวนซีเดินทางไปค้าขายต่างเมืองอาจจะพาลูกสะใภ้กลับมาด้วยก็เป็นได้” เยี่ยฟู่ตงพูดเชิงสัพยอกกลับเช่นกัน
หลี่ลี่อิงและหานหลิงหลิงถึงกับมองหน้ากันแล้วเม้มปากเล็กน้อยเกรงว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาด้วยเกรงว่าจะดูไม่งาม
“ไม่หรอก ข้ารู้ว่าหลานเยี่ยนั้นมีปณิธานที่แน่วแน่ชัดเจน เขาต้องการกำจัดเหอหลางให้ได้เพื่อแก้แค้นให้ท่านผู้อาวุโสเยี่ย หากยังไม่ได้แก้แค้นเขาจะไม่มีวันเปิดใจให้หญิงใดเข้ามาในชีวิตแน่” หลี่หลงพูดอย่างที่เขารู้ เพราะเยี่ยหยวนซีก็เป็นลูกศิษย์ของตน ย่อมรู้จักความคิดอ่านของเขา
“พูดถึงเรื่องนี้ท่านเยี่ยยอมให้หยวนซีทำเรื่องนั้นได้เช่นไร แล้วไม่กลัวหรือว่าลูกชายคนเดียวจะเกิดอันตราย” หานชิงเทียนถามด้วยความกังขา
“ข้าหาได้กลัวไม่ มีสำนักคุ้มกันของท่านหลี่คอยคุ้มกันทั้งสินค้าและลูกชายของข้าอยู่อย่างไรก็ปลอดภัยแน่นอน” เจ้าบ้านเยี่ยพูดอย่างวางใจ
ลึกๆ แม้จะกังวลไม่น้อยแต่จะทำอย่างไรได้บิดาของเขาเป็นผู้ที่เลี้ยงดูบุตรชายมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเมื่อเขาถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดมีหรือว่าหยวนซีจะยอมอยู่นิ่งเฉย
“แล้วครั้งนี้ไปค้าขายที่ใดเล่า”
“ครั้งนี้ข้าส่งไปยังเมืองตงหนาน ตั้งแต่เกิดเรื่องเมืองจี้เฉินก็ยังไม่ได้ติดต่อซื้อขายด้วยกันอีกเลย ตอนนี้หยวนซีจึงได้แต่ดูแลขบวนสินค้าระหว่างทางก็ปราบพวกโจรป่าส่งทางการไปด้วย เป็นการฝึกฝีมือไปในตัว”
“ข้าก็พอได้ยินมาบ้างเรื่องที่หลานเยี่ยปราบโจรป่าได้หลายก๊ก แต่นั่นมันก็เป็นแค่ก๊กเล็กๆ เท่านั้น หากได้มีโอกาสไปค้าขายที่จี้เฉินแล้วเจอกับก๊กใหญ่ของเหอหลางเข้าเล่า จะสามารถปราบได้หรือ” หานชิงเทียนถามอย่างเป็นกังวล
“ข้าก็ยังหวั่นใจอยู่ แม้จะมีหัวหน้าเฉินเป็นผู้นำขบวนคุ้มกันก็ตาม แต่เหอหลางเป็นผู้นำกองโจรกลุ่มใหญ่ที่น่ากลัวไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงประวิงเวลาให้หยวนซีไปยังเมืองอื่นแทน”
ดรุณีทั้งสองเงียบฟังอย่างตั้งใจแล้วกระซิบกระซาบกันอยู่สองคน ต่างคนต่างเป็นห่วงหยวนซีไม่ต่างกัน
“ข้าเป็นห่วงพี่หยวนซีนัก”
“เจี่ยเจีย ท่านว่าหากต้าเกอประมือกับเหอหลางผลจะออกมาเป็นเช่นไร ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก”
“เราต้องเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องปลอดภัย เจ้าวางใจเถิดลี่อิง” หานหลิงหลิงบอกแก่นางแล้วยิ้มให้ ก่อนที่จะนึกได้ว่ามีเรื่องที่ต้องโอ้อวดนาง
“จริงสิ เดือนก่อนที่พี่หยวนซีกลับมา เขาซื้อกำไลหยกมาฝากข้า เขาจะไปเมืองใดก็ไม่เคยลืมของฝากเลยสักครา” หญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดหนาวยกกำไลหยกที่สวมใส่ให้แก่อีกฝ่ายดู
“ต้าเกอนำกำไลหยกมาให้ข้าเลือกสองอัน ข้าเลือกอันนี้ที่มีฉลุทองลายเถาตำลึง ส่วนอันที่ไม่ได้ฉลุทองนั้นข้าไม่ได้เลือกเขาจึงนำมาให้ท่านสินะ” หลี่ลี่อิงพูดและยกกำไลหยกที่สวมใส่ขึ้นมา
พูดเป็นนัยว่ากำไลที่นางได้รับนั้นเป็นของที่ตนเองไม่ได้เลือก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วตนก็เพิ่งเคยเห็นกำไลหยกของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
‘พี่หยวนซีนะพี่หยวนซี ทำไมต้องซื้อของฝากให้เราสองคนเหมือนกันด้วย’ ดรุณีน้อยตัดพ้อบุรุษหนุ่มรูปงามในใจ หากแต่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายเพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นต่ออยู่
หานหลิงหลิงสะกดความไม่พอใจเอาไว้ แล้วหาเรื่องอื่นมาพูดให้ตนเองไม่เสียหน้าแก่อีกฝ่าย
“ครั้งก่อนพี่หยวนซีบอกแก่ข้าว่า กลับมาคราวนี้จะนำผ้าแพรจากเมืองตงหนานมาฝากข้า เขาได้บอกเจ้าหรือไม่ว่าจะนำสิ่งใดมาฝาก” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแล้วยิ้มหวานให้แก่หญิงสาวที่อ่อนวัยกว่า
“พี่หยวนซีมิได้บอกแก่ข้าว่าจะนำสิ่งใดมาฝาก เพราะข้าบอกเขาว่ากลับมาครั้งนี้ข้าไม่ต้องการของฝาก แต่ได้นัดเจอกันเอาไว้อย่างมั่นเหมาะว่าจะมาดื่มน้ำชากับข้าที่บ้าน” หลี่ลี่อิงพูดแล้วยิ้มอย่างเอียงอาย
นางไม่ได้โกหกให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกริษยา หากแต่เป็นเรื่องจริงที่เยี่ยหยวนซีนัดหมายบิดาของตนเอาไว้ว่าจะมาดื่มน้ำชาด้วยที่บ้าน เพียงแต่นางพูดไม่หมดก็เท่านั้น
หานหลิงหลิงรู้ว่าอีกฝ่ายก็กำลังพูดโอ้อวดตนอยู่เช่นกัน แต่ก็ไม่รู้จะหาเรื่องใดมาตอบโต้อีกจึงได้แต่ยิ้มแล้วก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเพื่อดับอารมณ์รุ่มร้อนในอก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปหลี่ลี่อิงก็ยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจที่นางคงหาเรื่องมาพูดข่มไม่ได้แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นผู้น้อยและบิดาของทั้งคู่ก็เป็นสหายกัน หากจะแข่งขันเป็นสะใภ้ตระกูลเยี่ยก็ไม่จำเป็นต้องผิดใจกันทุกเรื่อง จึงหาเรื่องชวนคุยเพื่อผูกมิตรไปในตัว
“ข้าได้ยินมาว่าเจี่ยเจียปักผ้าได้งดงามยิ่งนัก ส่วนข้าฝีมือปักผ้านั้นไม่ได้เรื่องเลยทีเดียว อยากจะขอให้ท่านช่วยชี้แนะให้บ้างจะได้หรือไม่” หลี่ลี่อิงพูดพลางนำผ้าเช็ดหน้าที่ตนปักออกมาให้แก่อีกฝ่ายได้ชื่นชม
หานหลิงหลิงดูผ้าเช็ดหน้าของนางที่ปักลายเถาล้อมกรอบผ้าเช็ดหน้าทั้งสี่ด้านแล้วมีใบไม้และดอกไม้เล็กๆ ร้อยเรียงที่เถานั้น ดูสวยงามแต่ว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก
“จริงของเจ้า ฝีมือเจ้ายังอ่อนด้อยนัก ดูของข้าสิ” หญิงสาวหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในแขนเสื้อของตนเองออกมาให้แก่หลี่ลี่อิงได้ชื่นชมลายปักดอกโบตั๋นที่ไล่สีอย่างสวยงาม รายละเอียดในการปักนั้นงดงามจนหลี่ลี่อิงต้องทำตาโตด้วยความชื่นชมอย่างจริงจัง
“เจี่ยเจียท่านมีฝีมือในการปักผ้าล้ำเลิศนัก ข้าอยากทำได้เช่นท่านแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ คงต้องหาเวลามาให้ท่านชี้แนะอย่างจริงจังเสียแล้วล่ะ” หลี่ลี่อิงพูดเช่นนั้นแล้วมองผ้าปักของนางอย่างชื่นชม ทำให้หานหลิงหลิงรู้สึกผยองในฝีมือของตนขึ้นมา
“ครั้งก่อนข้าไปที่บ้านของเจ้า จำได้ว่าท่านแม่ของเจ้าเองก็ปักผ้าเป็นเลิศ เจ้าไม่ได้ฝีมือของท่านมาเลยหรืออย่างไร”
“หัวข้าไม่ค่อยไปในทางนี้เลยเจ้าค่ะ ขนาดบรรเลงพิณยังฝึกฝนอยู่หลายปีกว่าจะมีฝีมือใกล้เคียงกับท่าน” หลี่ลี่อิงยกยอนาง
หานหลิงหลิงได้ยินคำชื่นชมก็ยิ้มอย่างพอใจแต่ก็ไม่วายกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน “ข้าเอ็นดูเจ้าในบางเรื่องก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมแพ้เรื่องพี่หยวนซีหรอกนะ”
“ถึงข้าจะชื่นชมท่านในบางเรื่องก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมแพ้เรื่องต้าเกอเช่นกัน” หลี่ลี่อิงกระซิบตอบไปก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้มให้แก่กันแล้วยกน้ำชาจิบด้วยกิริยาน่ารัก เป็นที่น่าเอ็นดูแก่เหล่าบิดาทั้งสามตระกูล
**********************
ในตอนกลางดึกที่ทุกคนหลับนอนกันหมดแล้ว หลี่ลี่อิงแต่งกายด้วยชุดของบุรุษออกมาฝึกเตะต่อยที่หน้าห้องของตนเองเหมือนอย่างเช่นเคย
หลังจากฝึกวิชาหมัดมวยแล้วเสร็จ นางจึงหยิบมีดสั้นมาฝึกใช้ในการต่อสู้และจบด้วยการฝึกขว้างมีดไปยังเป้าหมายที่วันนี้ก็เข้าเป้าอีกตามเคย นางยกแขนขึ้นปาดเหงื่อแล้วรีบดึงมีดออกมาเก็บเตรียมตัวเข้านอนก่อนที่จะมีคนมาเห็น
“หากข้าจะขอท่านพ่อติดตามพี่หยวนซีไปยังจี้เฉินในสักวัน ท่านพ่อจะให้ข้าไปหรือไม่นะ” ดรุณีน้อยพึมพำแล้วครุ่นคิดอย่างเป็นกังวล ลึกๆ ก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าบิดาคงไม่ยอมให้นางไปเสี่ยงชีวิตแน่
หลี่ลี่อิงเปลี่ยนชุดแล้วเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย ตลอดเวลาที่ผ่านมาตอนกลางวันนางฝึกงานของสตรี ส่วนตอนกลางคืนก็แอบฝึกวิชาการต่อสู้และป้องกันตัวอย่างนี้มาตลอดหลายปีแล้ว
การทำสองอย่างพร้อมๆ กันทำให้นางเหน็ดเหนื่อยแทบทุกคืนวัน แต่ก็อดทนเพื่อที่จะเป็นสตรีที่เพียบพร้อมแก่เยี่ยหยวนซีที่บัดนี้เขาเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั่วเมืองต้าถง
แต่ด้วยที่ตระกูลหลี่และตระกูลหานเป็นตระกูลที่ใหญ่เทียบเท่ากับสกุลเยี่ยและเป็นที่รู้กันดีว่าหนึ่งในสองตระกูลนี้จะต้องเป็นสะใภ้สกุลเยี่ย จึงไม่มีผู้ใดกล้านำลูกสาวของตนเองมาเสนอให้แก่เยี่ยฟู่ตง ด้วยว่าไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่าบุตรสาวของตระกูลหานและตระกูลหลี่อีกแล้ว
“ข้าจะต้องทำให้ท่านเลือกข้าให้ได้ พี่หยวนซี” นางเอ่ยถึงเขาแล้วอมยิ้มอย่างสุขใจ ก่อนจะหลับตาลงในห้วงคำนึงนั้นมีแต่เขามาตลอดสิบปี
**********************
หกปีผ่านไปบัดนี้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากภายใต้การดูแลของเยี่ยหยวนซีและเยี่ยลี่อิงที่ช่วยกันทำให้สำนักนั้นเจริญรุ่งเรืองไป พร้อมๆ กับการค้าขายของสกุลเยี่ยที่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันกับต่างเมืองโดยมีสำนักคุ้มกันสกุลหลี่เป็นผู้นำส่งสินค้าที่ได้รับความไว้วางใจสองสามีภรรยากำลังนั่งอยู่ในสวนบ้านสกุลหลี่ เพราะเยี่ยลี่อิงมักจะพาลูกๆ ตามสามีมาดูแลที่สำนักอยู่เสมอ“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกอยากเล่นต่อสู้ดาบไม้เช่นเดียวกับต้าเกอ” เด็กหญิงวัยสามขวบวิ่งเข้ามาฟ้องบุพการีของตน ครั้นพี่ชายไม่ให้ตนเล่นด้วย“หนิงเอ๋อร์เจ้าจะทำเช่นนั้นเหมือนกับต้าเกอได้เช่นไรเล่า” เยี่ยหยวนซีดุบุตรีเบาๆ ไม่อยากให้นางเล่นเยี่ยงเด็กผู้ชาย“ท่านพี่ ปล่อยให้ลูกได้ทำตามที่อยากทำเถิด” เยี่ยลี่อิงบอกแก่สามีแล้วหันไปยิ้มด้วยความอ่อนโยนกับเด็กหญิงตัวน้อย“ไปเล่นกับต้าเกอของเจ้าเถิด” นางพูดเอาใจบุตรีคนเล็กที่อยากเล่นกับพี่ชายของตน“ต้าเกอ ท่านแม่อนุญาตให้ข้าเล่นดาบไม้กับท่านแล้ว” เด็กหญิงวิ่งไปหาพี่ชาย ร้องตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว“เทียนหมิง เจ้าเบามือกับหนิงเอ๋อร์ด้วย” ผู้เป็นมารดาร้องบอกแล้ว
เยี่ยลี่อิงตื่นมาด้วยอาการเวียนศีรษะในตอนเช้า นางลุกขึ้นจากเตียงแล้วเหมือนจะล้มลงทำให้เยี่ยหยวนซีต้องรีบรับตัวภรรยาเอาไว้“ฮูหยินเจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่”“ข้าเวียนหัวนิดหน่อย เมื่อคืนคงจะพักผ่อนน้อย คงไม่ได้เป็นอะไรมาก”“เจ้าพูดเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าไม่ได้นอน” เยี่ยหยวนซีพูดออกมาเพื่อหยอกล้อให้นางยิ้มเยี่ยลี่อิงยิ้มแล้วส่ายหน้าให้แก่สามีก่อนที่จะรู้สึกว่าห้องหมุนแล้วทำให้ทรงตัวไม่อยู่“ฮูหยินข้าว่าอาการเจ้าไม่ดีแล้วนอนพักเสียหน่อยเถิด” สามีหนุ่มกล่าวอย่างเป็นกังวลกับท่าทางที่ดูไม่ดีนักของนาง“ยิ่งนอนข้าก็ยิ่งเวียนหัว ให้ข้าลุกเดินยังจะดีกว่า” นางตอบแล้วรู้สึกไม่สบายปั่นป่วนในท้องพานอยากอาเจียนแต่ก็อาเจียนไม่ออก“เจ้านอนพักอยู่นี่ อย่าออกไปไหนอย่าดื้อกับข้า ข้าจะให้คนออกไปตามหมอให้มาดูเจ้า” เยี่ยหยวนซีเดินออกไปเรียกหาคนรับใช้ที่หน้าห้องเสี่ยวชิงที่ตามมาดูแลคุณหนูของตนรีบเดินเข้ามาในทันที“มีอะไรหรือเจ้าคะคุณชายเยี่ย”“เสี่ยวชิงเจ้ารีบไปตามหมอมาดูอาการของลี่อิงด่วน นางเวียนหัวและลุกไม่ขึ้น” เยี่ยหยวนซีบอกด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนเป็นห่วงภรรยาของตนเป็นอย่างมาก“เจ้าค่ะ” เสี่ยว
เมื่อเยี่ยหยวนซีเดินทางกลับมาถึงในครั้งนี้ไม่ได้มีของฝากอันใดมาให้แก่ภรรยาเหมือนอย่างเช่นเคย เพราะเมืองที่ตนเดินทางไปค้าขายนั้นเป็นแค่เมืองชนบทธรรมดา ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเป็นพิเศษแต่นั่นมันกลับทำให้เยี่ยลี่อิงรู้สึกว่าสามีของตนเปลี่ยนไปจึงได้แต่ข่มความไม่พอใจเอาไว้ เพราะตอนนี้ตนเองอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของสามีจึงต้องวางตัวเป็นสะใภ้ที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อของสกุลหลี่ของตนจนถึงในยามค่ำคืนเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง เยี่ยลี่อิงก็เข้านอนแล้วหันหลังให้แก่สามี เมื่อเยี่ยหยวนซีกลับเข้าห้องก็พบว่าภรรยานั้นได้นอนไปก่อนแล้ว เขาจึงขยับไปนอนข้างๆ แล้วสะกิดที่ต้นแขนของนางเบาๆ เพื่อที่จะขอเติมเต็มความปรารถนาของตนที่คั่งค้างมาหลายวัน“ฮูหยินเจ้าหลับแล้วหรือ”ฮูหยินน้อยนอนนิ่งไม่ตอบอันใดแก่เขาทำให้เยี่ยหยวนซีนั้นยังคงออดอ้อนและเว้าวอนนางด้วยสัมผัสและคำพูดที่อ่อนหวานต่อไป“ฮูหยินข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน รู้หรือไม่การเดินทางครั้งนี้ข้าฝันถึงเจ้าแทบทุกคืน ในความฝันข้าแทบจะกลืนกินเจ้าไปทั้งตัว กลับมาครั้งนี้ข้าจะทำตามความฝันของข้า เจ้าพร้อมแล้วหรือไม่” เขาถามแล้วพลิกตัวนางกลับมาหาตน ทำให้นางลืมตาขึ้นมองหน้าเขารู้ส
เยี่ยลี่อิงติดตามสามีมาที่บ้านสกุลหลี่ หมายจะดูเขาวางแผนที่จะออกเดินทางไปต่างเมืองด้วยขบวนสินค้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้และพยายามที่จะขอติดตามไปด้วย“ท่านพี่ข้าไปด้วยไม่ได้จริงๆ หรือ”“ไม่ได้หรอกฮูหยิน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยแต่อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าเป็นสะใภ้สกุลเยี่ยแล้ว สิ่งเดียวที่เจ้าควรทำคือดูแลปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่รอข้ากลับมา หากเจ้าเหงาก็กลับมาเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าได้ เรือนอยู่ติดกันเพียงแค่นี้”“ลี่อิงเจ้าออกเรือนไปแล้วเป็นสะใภ้สกุลเยี่ยแล้ว เจ้าก็อย่าทำให้สกุลหลี่ขายหน้าด้วยการทำตัวเช่นนี้ หัดเป็นผู้ใหญ่เสียทีเถิด” หลี่หลงบอกแก่บุตรสาวของตน ถึงแม้จะออกเรือนไปแล้วแต่ก็ยังคงดื้อรั้นอยู่เช่นเคยเยี่ยลี่อิงมีสีหน้าสลดลงไป แต่ก็พยายามทำความเข้าใจในเหตุผลเหล่านั้นแล้วยิ้มออกมา“เจ้าค่ะท่านพ่อ” นางรับปากบิดาของตน“พรุ่งนี้ข้าต้องออกเดินทางแต่เช้า ข้าต้องรีบกลับไปพักผ่อน เรากลับกันเถอะฮูหยิน” เยี่ยหยวนซีหันไปชวนฮูหยินของตน เยี่ยลี่อิงกล่าวลาบิดาก่อนที่จะเดินตามสามีกลับไปที่บ้านสกุลเยี่ย“ฮูหยิน วันนี้เจ้าดื้อรั้นกับข้าอีกแล้ว ไม่ควรเอ่ยเช่นนั้นต่อหน้าพ่อของเจ้าด้วย เจ้าก็รู้ว่าท่านห
ฮูหยินน้อยสกุลเยี่ยกำลังบิดตัวขึ้นมาด้วยอาการที่ปวดศีรษะเป็นอย่างมาก เมื่อพลิกตัวตะแคงมาอีกทางก็พบว่าตอนนี้ใบหน้าของตนเองนั้นปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งแต่ก็รู้สึกนุ่มมือหญิงสาวสัมผัสที่หน้าอกของเจ้าบ่าวหมาดๆ ของตน พอนึกได้ว่าคืนนี้เป็นคืนเข้าหอของตนก็ตาเบิกโพลงขึ้นมา เงยหน้าขึ้นสบตากับเยี่ยหยวนซีที่บัดนี้เป็นสามีของตน และอีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มที่มีความหมาย“ตื่นแล้วหรือฮูหยิน นี่ยังไม่เช้าเลย”“นี่ท่านกับข้า...” หญิงสาวกล่าวเสียงเบาแล้วใช้มือสำรวจเสื้อผ้าของตนเองที่สวมเพียงชุดเบาบางเพียงชั้นเดียว“เมื่อคืนนี้ข้ากับท่าน..”“เมื่อคืนนี้เจ้าเมาแล้ววิ่งไปทั่วห้อง กว่าข้าจะจับตัวเจ้าได้ก็เหนื่อยแทบแย่ แล้วยังจะอาเจียนราดตัวข้าอีก รู้หรือไม่เมื่อคืนนี้ข้าต้องนั่งเช็ดตัวให้แก่เจ้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ กว่าข้าจะไปอาบน้ำล้างกลิ่นเหม็นคาวที่เจ้าอาเจียนใส่ข้าออกไป กลับมาเจ้าก็นอนหลับเป็นตายแล้ว” เยี่ยหยวนซีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความขบขัน แล้วยิ้มล้อเลียนเจ้าสาวของตน“มิหนำซ้ำยังกรนทั้งคืนจนข้าแทบนอนไม่หลับ คราวหลังเจ้าห้ามแตะต้องสุราอีก เวลาเจ้าเมาน่ากลัวยิ่งนัก” เยี่ยหย
ช่วงเวลาที่รอคอยได้ผ่านพ้นไป ในที่สุดฤกษ์ยามที่วางเอาไว้ก็ได้มาถึงแล้วหลี่ลี่อิงนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต ริมฝีปากแดงเรื่อใบหน้าขาวนวล ผมถูกรวบขึ้นมามัดมวยประดับด้วยเครื่องประดับศีรษะของเจ้าสาวอย่างสมฐานะก่อนที่ผ้าคลุมสีแดงชิ้นสุดท้ายจะวางคลุมเอาไว้บนเครื่องประดับศีรษะ ทำให้ดรุณีน้อยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความตื่นเต้นและอึดอัดเล็กน้อย“คุณหนูของบ่าวช่างงดงามยิ่งนัก”“เสี่ยวชิง ข้าตื่นเต้นเหลือเกิน อีกทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับเหล่านี้จะทำให้ข้าลมจับอยู่แล้ว”“โธ่ อดทนอีกหน่อยนะเจ้าคะ”หลี่ลี่อิงนั่งบิดมือตัวเองด้วยความตื่นเต้นและเป็นกังวลกับงานมงคลของตนในวันนี้หลังจากพิธีที่บ้านสกุลหลี่สิ้นสุดลงเจ้าสาวจะต้องนั่งเกี้ยวไปบ้านเจ้าบ่าว หลี่ลี่อิงยิ่งรู้สึกกระวนกระวายที่ตนกำลังจะกลายเป็นคนของสกุลเยี่ยในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้านี้แล้ว อีกทั้งเจ้าบ่าวที่ยังไม่ยอมพูดความในใจก็ยิ่งทำให้เป็นกังวลและคิดมากจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้"คุณหนูเจ้าคะ ตอนนี้เกี้ยวเจ้าสาวรออยู่ที่หน้าเรือนแล้ว"“เรือนก็อยู่ข้างกันเช่นนี้เหตุใดจึงต้องนั่งเกี้ยวไปให้เสียเวลา เดินไปไม่ถึ
สองบุรุษต่างวัยของตระกูลเยี่ยได้มานั่งร่ำสุราเป็นการส่วนตัวกับหลี่หลงและเฉินอี้เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางไปยังจี้เฉินในอีกสองเดือนข้างหน้าโดยมีหลี่ลี่อิงแอบฟังอยู่ใกล้ๆ“เจ้าพร้อมจริงหรือหยวนซี การไปจี้เฉินคราวนี้เจ้าอาจจะเป็นอันตรายได้”“ข้าพร้อมแล้วท่านพ่อ ข้ามั่นใจว่าข้าเองก็มีฝีมืออยู่
เมื่อกลับมาถึงหลี่ลี่อิงก็เดินเข้าไปหามารดาแล้วขยับเข้าไปกอดเอาไว้ ทำให้หลี่สู่ผิงอมยิ้มเอ็นดูที่บุตรสาวออดอ้อนนางเช่นนี้“อยากได้อันใดเล่าลี่อิง” นางเรียกบุตรสาวด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ข้าอยากเรียนรู้การเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อม ท่านจะสอนให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” หลี่ลี่อิงพูดด้วยความเขินอาย เนื่องจา
เมื่อถึงคราวที่บ้านสกุลหานเป็นผู้จัดงานเลี้ยงดื่มชา หลี่ลี่อิงได้ขอติดตามบิดาไปอีกเช่นเคยเพราะรู้ว่างานนี้เยี่ยหยวนซีก็ได้ติดตามบิดาไปเช่นกันเมื่อไปถึงก็พบว่าหานหลิงหลิงกำลังบรรเลงพิณอยู่ จึงยืนอยู่ตรงทางเดินกับบิดาเพื่อฟังนางบรรเลงให้จบเพลงก่อนจึงจะเดินเข้าไป เสียงพิณของเด็กสาวยังอ่อนด้อยนักทำให้
บ้านสกุลเยี่ยที่อยู่ติดกันกำลังจัดงานเลี้ยงดื่มน้ำชาเล็กๆ ที่สวนหลังบ้าน หลี่ลี่อิงติดตามบิดาของตนไปด้วยความตื่นเต้น หมายจะเจอหน้าเยี่ยหยวนซีพี่ชายข้างบ้านที่แสนอ่อนโยน“พี่หยวนซี” หลี่ลี่อิงร้องเรียกเขาเสียงดังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินตรงมาต้อนรับ“สำรวมหน่อยลี่อิง นี่ไม่ใช่บ้านของเรา” หลี่หลงบ







