LOGINเช้าวันต่อมาสองคนอาจารย์กับลูกศิษย์เมื่อกินข้าวกันเสร็จ ก็เตรียมตัวที่จะออกไปเดินป่าปกติเด็กน้อยจะไม่ค่อยได้ออกไปเดินป่าสักเท่าไหร่เพราะว่าในป่านั้นมันอันตรายชายชราจึงไม่อยากให้นางได้ไป แต่วันนี้นางมีวรยุทธถึงขั้นหนึ่งแล้ว นางจึงจำเป็นที่จะต้องหาประสบการณ์บ้าง ชายชราเพียงส่งเด็กน้อยไว้ในป่าที่เขาสามารถควบคุมได้และกลับไปยังเรือนของตัวเอง ยามที่เด็กน้อยผู้นี้ประสบภัยในป่านี้เขาก็จะได้รับรู้เป็นผู้แรกและจะมาช่วยนางได้ทันแน่นอน เมื่อนางเดินเพียงลำพังนางก็ขวัญคิดเมื่อนั้นทุกข์ได้ออกจากบ้านครั้งแรกตอนนั้นนางรู้สึกกลัวได้แต่เดินอยู่ในป่าแต่ณเวลานี้นางรู้สึกว่านางไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกแล้วเพราะท่านอาจารย์บอกว่านางต้องหาประสบการณ์ในป่าต้องสู้กับสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูร อาจารย์จะมารับในอีกสามวัน นางจะได้เผชิญโลกกว้างด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกนางรู้สึกตื่นเต้นมากๆ นางไม่รู้เลยว่าอยู่เฉยๆตัวเองจะมีวรยุทธ์ลำดับหนึ่งขึ้นมาได้อย่างไร แต่เอาเข้าจริงๆนางก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะในความที่นางฝันนั้นมันเหมือนจริงมากๆ นางทรมานมากๆแล้วเป็นเวลานานเสียด้วย แต่ถ้าหากให้นางฝึกยุทแล้วทรมานขนาดนี้ แล้วมีวรยุทธ์เพียงแค่ขั้นหนึ่ง นางเองก็คงจะตายไปหลายครั้งแล้ว และอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเสียงนกราตะโกนก้องในป่า ลมพัดใบไม้ไหวสะท้านราวกับมีสายตานับร้อยคู่คอยจับจ้องอยู่รอบด้าน นางมองซ้ายมองขวา หลินซือหยานักยุทน้อยวัยเพียงสิบหกปี ก้าวเข้าสู่ป่าใหญตามคำสั่งของอาจารย์ เพื่อฝึกทดสอบตนเอง เพียงก้าวแรกเท่านั้น เหงื่อเย็นก็ไหลซึมออกมาตามแผ่นหลัง ดวงตาเล็ก ๆ กวาดมองทุกเงาในพงไม้ กระบี่ในมือสั่นน้อย ๆ แต่เขากัดฟันแน่น
“ถ้าข้าหวั่นไหวแม้แต่ต่อเงา…แล้วจะไปต่อสู้ในยุทธภพได้อย่างไร” นางได้แต่คิดในใจ ระหว่างทาง เสียงพงหญ้าสะเทือนแรงผิดปกติ ใจเต้นระทึก ก่อนที่ หมาป่าโลหิต ฝูงหนึ่งจะกระโจนออกมาจากความมืด เงี้ยวเขี้ยวขาววาว หลินซือหยาถอยหลังไม่กี่ก้าว กระบี่สั้นในมือสั่นระริก เขารู้ว่าหนีไม่ทัน หากลังเลแม้เพียงก้าวเดียว หมาป่าเหล่านี้จะฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ เขาสูดหายใจยาว รวบรวมลมปราณจากท้องน้อยสู่ฝ่ามือ แล้วพุ่งออกไปอย่างไม่ทันคิด กระบี่วาดเส้นแสงสั้น ๆ ฉีกฝูงหมาป่าให้แตกวง หัวใจเขายังเต้นแรง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว หากเป็นเพราะ ความกล้าที่พุ่งทะลุออกมาแทน หนึ่งตัวโถมเข้าใส่ตรงหน้า เขาสะบัดกระบี่จนเกิดประกายเหล็กเฉียดแก้มหมาป่าไปเพียงเส้นผม มันหวีดร้องถอยไป เลือดหยดเล็ก ๆ บนใบหญ้าคือหลักฐานว่า เขาสามารถ “ทำร้าย” สิ่งที่ตนหวาดกลัวได้จริง หลังต่อสู้นานนับก้านธูป ฝูงหมาป่าก็สลายหายไปในแล้ว เหลือเพียงร่างเหนื่อยล้าของหลินซือหยาที่หอบหายใจอยู่กลางวงล้อมหญ้าแหลม นางหยิบน้ำขึ้นมาจิบนิดหน่อย มองซ้ายมองขวาก่อนที่จะกลั้นหายใจแล้วออกเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆก่อนเพราะไม่รู้ว่าหมาป่าโลหิตนั้นมันจะกลับมาอีกหรือไม่ เพราะที่เขาจัดการนั้นไม่ได้ทำให้มันถึงตาย กลัวว่ามันจะพาเพื่อนมาล้างแค้น เพียงแค่ก้าวเข้ามาในป่านี้ก็เจออันตรายถึงกับชีวิตแล้วหรือ นางจึงหนีให้ไกลจากตรงนี้ก่อนแล้วล้มลงนั่ง มองมือที่ยังกำกระบี่แน่น “ข้า…รอดมาได้ด้วยตนเอง” ความสั่นสะท้านจากความกลัวถูกแทนที่ด้วยความมั่นใจเล็ก ๆ ที่เพิ่งผลิบาน แสงจันทร์ลอดใบไม้ตกลงมากระทบหน้าเด็กสาว แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บัดนี้ส่องประกายใหม่ประกายของผู้ที่ก้าวข้ามความอ่อนแอไปแล้ว ค่ำคืนเงียบสงัด ป่าลึกเต็มไปด้วยหมอกบาง ลมเย็นพัดวูบทำให้เปลวไฟคบเพลิงสั่นระริก เงาไม้โยกไหวประหนึ่งสิ่งมีชีวิตกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบด้าน หลินซือหยา เดินตามเส้นทางแคบด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน เขาได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ คล้ายผู้คนร้อยพันกำลังพูดพร่ำ แต่เมื่อเงี่ยหูฟังก็พบว่าไม่มีใครอยู่เลย ทันใดนั้น เงาขาวซีดรูปร่างคล้ายมนุษย์ลอยออกจากต้นไม้ใหญ่ ดวงตาว่างเปล่าเหมือนเหวลึก ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือก วิญญาณป่า ผู้คุ้มครองแดนต้องห้าม หลินซือหยากำกระบี่แน่น มือสั่นระริก แต่ร่างกายแข็งทื่อไม่อาจขยับได้ ความเย็นซึมเข้าสู่กระดูก ทำให้เขาแทบลืมหายใจ เสียงวิญญาณก้องในหัว “เจ้า…เป็นผู้บุกรุก” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงคน หากแต่คือแรงสะกดที่กดดันจิตใจให้จมดิ่งในความกลัว สาวน้อยกัดฟันจนเลือดซึมออกมา “ถ้าแม้แต่ใจของข้า ข้ายังไม่อาจปกป้อง…แล้วจะออกไปสู้รบกับโลกภายนอกได้อย่างไร” เขาหลับตา สูดลมหายใจ รวบรวมลมปราณเข้าสู่จิตกลางอก แล้วตวัดกระบี่ขึ้นอย่างมั่นคง คราวนี้มิใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อ ยืนหยัด ด้วยใจแน่วแน่ ประกายกระบี่สะท้อนแสงจันทร์เป็นเส้นยาว เสียงกรีดร้องแผ่วเบาดังขึ้นก่อนที่ร่างวิญญาณจะสลายกลายเป็นละอองหมอก จางหายไปกับสายลม หลินซือหยาทรุดลงนั่ง หอบหายใจแรง แต่ในใจกลับสว่างโล่ง เหมือนเขาได้ก้าวพ้นพันธนาการที่กดทับอยู่มานาน แววตาที่เคยหวาดกลัว ตอนนี้เปล่งประกายใหม่ประกายของผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับความมืดในใจตนเอง ขนาดผ่านไปเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น สิ่งที่เจอะเจอก็หนีกหนาสาหัสมากๆแล้วถ้าครบสามวันสามคืนนางยังคิดอยู่ว่าจะรอดไหม การเป็นนักยุทนั้นมันหนักหนาสาหัสเสียจริงๆ ถึงว่าหลายคนภูมิใจนักที่มีวรยุทธ เด็กน้อยหลินซูหนามองมือของตัวเองทั้งสองข้าง วันนี้นางมีความสุขแล้วในสิบกว่าปีก่อนนางโหยหาวรยุทธ นางอับอายที่ไร้ค่า วันนี้ขนาดหมาป่าโลหิตนางยังจัดการได้เลย "ฮ่าฮ่าฮ่า" เด็กน้อยเผลอหัวเราะออกมา นางมองซ้ายมองขวาตอนนี้เวลากลางคืนแล้ว นางต้องหาที่พักผ่อน เด็กน้อยคิดเช่นเคยการที่เข้าป่านั้นต้องขึ้นต้นไม้นอน แต่ท่านอาจารย์เคยบอกว่าผู้ที่มีวรยุทธนั้นพวกสัตว์อสูรหรือสัตว์วิเศษจะชอบ มาท้าทาย ที่นางรอดมาได้ตอนเมื่อสิบปีก่อนนั้นเพราะนางไร้วรยุทธสัตว์อสรูและสัตว์วิเศษคิดวาาตัวนางเป็นของตาย หากหิวเมื่อไหรก็กินได้ ดังนั้นนางจึงต้องสร้างเกาะวรยุทธเพื่อป้องกันตัวเอง และก็หลับไปหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







