Share

ตื่นแล้ว

Author: Sanassetong
last update Last Updated: 2025-10-01 19:21:30

ภาพนี้หยุดนิ่งอยู่เนินนานเลือดที่ออกจากทวารทั้งเจ็ดนั้นไม่ได้แห้งเหือดไปเหมือนไหลอยู่ตลอดเวลา ชายชราไม่ดื่มไม่กินยืนเฝ้าเด็กสาวผู้นี้และคอยฟังเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาตลอด พอถึงเช้าวันที่แปดเหมือนสีหน้าของเด็กสาวผู้นั้นจะดีขึ้นและเลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ลมหายใจของนางเร็วและถี่ขึ้นเหงื่อนั้นท่วมใบหน้า บางครั้งมีเส้นเลือดปูดวิ่งไปวิ่งมาตามตัว ชายชรามองด้วยความเห็นใจเด็กคนนี้กำลังจะต่อสู้กับดวงดาวที่ตนเลือกแล้ว ทางด้านเด็กน้อยกำลังลังเลว่าจะเลือกดาวดวงใดแต่อยู่ๆเหมือนสติก็ดับวูบลงไปพอได้สติอีกครั้งเหมือนแขนขาของเขาถูกตึงไว้ผิวหนังของนางร้อนระอุราวกับถูกไฟลวก อุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่าปกติ เลือดในกายขับเคลื่อนรวดเร็วราวน้ำเดือด ดวงตาร้อนฉานเหมือนเปลวเพลิงเผา ลมปราณถูกเร่งเร้าเกินขีดจำกัด คล้ายเชื้อไฟที่ถูกเติมไม่หยุด ทำให้เส้นลมปราณบางส่วนเหมือนจะถูฉีกแตกได้ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกจากอก เสียงเลือดสูบฉีดดังสะท้อนในโสตประสาท รู้สึกเหมือนร่างกายถูกเผาจากด้านใน เลือดค่อย ๆ แห้งเหือด เป็นความทุกข์ที่ทรมานยิ่งนัก เหมือนว่ามันจะไม่รู้จักจบสิ้น เด็กน้อยพยายามฝืนทนกับความรู้สึกนี้ มันเหมือนจะกัดกินไปชั่วชีวิต ไม่มีทางที่จะสิ้นสุดไปได้เวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเล่านานราวกับมันจะอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่อยู่ๆก็เหมือมีอะไรมาเปลี่ยนนางรู้สึกเหมือนถูกม่านหมอกบาง ๆ โอบล้อมทั้งร่างกาย เมื่อก่อนที่มันร้อนลนมันเหมือนรู้สึกอุณหภูมิต่ำลงรู้สึกอุ่นๆจนมาถึงอุณหภูมิธรรมดาและเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกโปร่งเบา คล้ายพร้อมจะสลายไปกับเงามืดทุกเมื่อ หัวใจแผ่วช้า ความอบอุ่นภายในค่อย ๆ ถูกกลืนหาย เหลือเพียง ความเย็นว่างเปล่า จนราวกับโลกทั้งใบทอดทิ้ง ความหนาวเหน็บเริ่มเข้ามาแทรกแซงออกมาจากหัวใจไปสู่ปลายเท้าปลายมือและบนศีรษะตอนนี้เหมือนร่างกายถูกน้ำแข็งเกาะหายใจก็จะหายใจแทบไม่ออก ความรู้สึกที่ถูกแช่แข็งนี้เป็นเวลานานจนนางลืมไปแล้วว่าเคยรู้สึกร้อนรุ่มมาก่อน ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้นางสิ้นหวังเหมือนว่านางจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว หายใจออกไปก็เป็นน้ำแข็ง ราวกับเลือดของนางจะแข็งตัวแล้ว ความรู้สึกนี้มันช่างทรมานจับใจ มันช่างทรมานและยาวนานมากเหมือนนางจะถูกแช่อยู่แบบนี้เป็นพันปี ทางด้านชายชราเฝ้ามองเด็กน้อยเวลาล่วงเลยนับปี เด็กน้อยผู้นี้ไม่ได้มีร่างกายที่ซูบผอมแต่อย่างใดกลับมีตัวใหญ่ขึ้นแต่เหมือนตอนนี้สภาพร่างกายของนางนั้นจะเย็นตัวลงจากเดิมแล้ว จากเมื่อครึ่งปีก่อนที่สภาพตัวนางเหมือนร้อนรนเส้นเลือดนั้นปูดพอง แต่ตอนนี้เหมือนมีไอเย็นๆออกมาจากตัวของนางเหงื่อที่ออกตอนแรกๆเหือดหายไปหมดแล้ว ร่างกายของนางรวมไปถึงเส้นผมเหมือนถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะ ชายชราได้แต่ยืนมองการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเด็กสาวผู้นี้ คัมภีร์เล่มนี้ยังไม่มีใครที่จะฝึกฝนได้เขาจึงไม่รู้ว่าจะต้องนานถึงเท่าไหร่เด็กน้อยผู้นี้ถึงจะตื่นขึ้นมา แต่ดูสภาพแล้วนางไม่ได้อยู่ในอันตรายใดๆแต่นางก็คงจะเจ็บปวดเอาเสียมากๆ ครึ่งปีให้เกร็ดหิมะที่เคยปกคลุมร่างกายของเด็กผู้นี้ก็สลายหายไป แต่อยู่ๆก็เหมือนเจ้าตัวเล็กจะสะท้านขึ้นกระตุกเป็นครั้งเป็นคราวส่วนเจ้าตัวที่นั่งอยู่นั้น อยู่อยู่ก็รู้สึกได้ถึง กระแสไฟฟ้าแหลมคม ไหลพุ่งไปทั่วทั้งกาย เส้นประสาททุกเส้นราวกับถูกเขี่ยให้สั่นสะท้าน หัวใจเต้นถี่แรงคล้ายจะระเบิดออกมา มีแรงกดดันมหาศาล ทับถมลงที่วิญญาณ ทำให้นางสัมผัสถึงเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างชีวิตกับความตาย กระแสไฟที่เข้ามายังกระแสเลือดทุกกระแสมันไหลไปตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงศีรษะ นางรู้สึกราวกับเข็มนับพันจิ้มตั้งแต่ปลายเท้าและลากลามมาเรื่อยๆจนถึงศีรษะไม่มีส่วนใดที่จะไม่บอบช้ำกับความรู้สึกที่ถูกจิ้มเลย ความรู้สึกที่ปวดระบมไปทั่วทั้งตัวที่ถูกทิ้งไม่ว่าจะเป็นผิวหนังดูดข้างในนั้นเรากลับไม่มีพื้นที่ว่างจากการถูกเข็มจิ้มเลย ไม่นานเด็กน้อยรู้สึกหนักหน่วงขึ้นทุกครั้งที่หายใจเข้าออกช่างลำบาก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกเสมือนถูกหล่อหลอมให้หนาแน่น หนักหน่วงไปทั่วทั้งร่างกาย แม้ทุกการเต้นของชีพจรก็เป็นไปได้ด้วยความลำบาก เวลาเกือบจะสามปีแล้วที่เด็กน้อยยังไม่ลืมตาแต่อาการของนางนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้วตอนนี้นางนั้นหายใจได้ช้าขึ้น ลมหายใจกว่าจะหายใจแต่ละครั้งก็เนิ่นนาน เหมือนกำลังรู้สึกอึดอัดอยู่ข้างใน เหมือนคนกำลังหายใจลำบาก เป็นแบบนี้เราๆครึ่งปีก็มีอาการที่เปลี่ยนไปยังหายใจได้เร็วขึ้นและสม่ำเสมอหน้าตาของนางที่เคยย่ำแย่ตอนนี้กับสดใสแล้วเหมือนไม่ได้รับความเจ็บความปวดอะไร ราวกับนางได้ผ่อนคลายแล้วอีกไม่นานนางก็คงจะลืมตาขึ้นมาเป็นแน่ ในความเป็นจริงที่นางรู้สึก เหมือนความเย็นใสแผ่วผ่านเส้นลมปราณ คล้ายหยาดน้ำแรกที่ตกลงบนทะเลสาบในยามรุ่งสาง ทุกความตึงเครียดในกายจะถูกชะล้างออกไป เหลือเพียงความผ่อนคลาย อ่อนโยน และสงบเยียบ ความปวดร้าวหรือบาดแผลในกายราวกับถูกธาราน้ำเย็นสมานอย่างนุ่มนวล นางรู้สึกผ่อนคลายเอาเสียมากๆจนนางเอกนั้นหลงระเริงไปกับความลืมเจ็บลืมปวดลืมหนาวลืมร้อนลืมหนักเหมือนว่าตอนนี้นางอยากจะหยุดไปราวไว้ที่นี่ให้มันนานแสนนานไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่นางอยากจะให้เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่ไม่นานนางก็เริ่มลืมตา ชายชราที่นั่งอยู่รีบมองไป ในคราแรกนึกว่าตัวเองตาฝาดที่เด็กนั้นเหมือนจะขยับตัวแต่พอมองดีๆเด็กนั้นก็ลุกขึ้นจากแท่นที่นางนั่ง ชายชราดีใจรีบลุกขึ้นไปหานาง

"ท่านอาจารย์"

เด็กสาวเอ่ยขึ้นและโน้มตัวไปกอดชายชรา เขารู้สึกกลัวเหลือเกินอาจว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ความรู้สึกที่เคยเจ็บปสดนั้นยังรู้สึกไม่หาย เมื่อเห็นหน้าท่านอาจารย์

"เจ้าเด็กน้อยเส้นลมปราณฝึกวรยุทธของเจ้าเปิดแล้วตอนนี้เจ้ามีวรยุทหนึ่งแล้ว เจ้าคงจะเจ็บปวดทุกทนมามากแล้ว กินข้าวแล้วพักก่อนอีกสองสามวัน ข้าจะพาเจ้าไปท่องเที่ยวในป่าเพื่อหาประสบการณ์ เจ้าอยู่ในวัยปักปิ่นแล้ว เจ้ายังคิดถึงบิดาและพี่ชายเจ้าหรือไม่จะกลับไปให้เขาปักปิ่นให้หรือไม่"

ชายชราถามขึ้น

"อ้าจริงสิข้าใช้เวลานานขนาดนั้นเลยหรือ ข้าจะสิบห้าหนาวแล้วหรือ แต่ข้าคงไม่กลับไปแล้วล่ะ ให้อาจารย์ปักให้ข้าก็พอ"

เด็กน้อยกล่าวขึ้น

"ก็ใช้น่ะสิ เจ้าจะเป็นสาวแล้วจะได้ออกเรือนแล้ว555"

ชายชราเย้าเด็กสาวเลย

"ไม่ใช่ว่าท่านชุบเลี้ยงข้ามาเพื่อที่จะขายข้าหรอกนะ"

หลิวซือหนาถามผู้เป็นอาจารย์

"ใช่เสียที่ใดไปกินข้าวได้แล้วจะได้พักผ่อน เจ้าคงสำบากมามากแล้ว แต่นี้มันคือจุดเริ่มต้นเส้นทางของเจ้ายังอีกยาวไกล"

ชายชรากล่าวเสร็จก็เดินนำไปที่โต๊ะอาหารทั้งสองกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินเสร็จหลินซือหยาก็ไปพักผ่อน ชายชราจึงลงเขาไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เหตุที่ต้องเรียกของ

    หลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผู้มีวรยุทขั้นสี่

    หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เคล็ดวิชาเงาดารา

    เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ของดีมีเต็มโต๊ะ

    เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   อาหารมื้อสุดท้าย

    ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผจญป่าฝึกใจ

    แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status