Beranda / แฟนตาซี / ดอกหญ้าทะยานฟ้า / ไม่มีคำว่าเหมือนเดิมอีกต่อไป

Share

ไม่มีคำว่าเหมือนเดิมอีกต่อไป

Penulis: Sanassetong
last update Tanggal publikasi: 2025-09-27 11:41:25

เช้าวันรุ่งขึ้นปกติแล้วผู้เป็นบิดาจะเรียกทุกคนเพื่อที่จะมาทำกับข้าวร่วมกัน และกินข้าวร่วมกันแต่ครั้งนี้หลินซือหยาไม่ได้รับการปลุกเช่นวันวานแล้ว เมื่อหลินซือหยาออกนอกประตูห้องของตัวเองและกำลังจะไปห้องครัวทุกคนที่อยู่ห้องครัวก็เดินออกไปกันหมด

"ไอ้คนไร้ค่า เกิดมาพึ่งเคยพบเคยเห็นสงสัย เจ้าจะรู้ตัวอยู่แล้ว ที่ว่าเจ้าไร้ค่าเจ้าถึงมาถามพวกข้าอยู่ได้ว่าหากถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแท่นตรวจเส้นลมปราณได้จะเป็นเช่นไร เจ้าก็ได้รู้สมใจแล้วอย่างไรละคนไร้ค่า"

หลินเต๋อหงกล่าวขึ้น

"ท่านพี่"

หลินซือหยาได้แต่พูดคำนี้ออกไป

"ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพี่ ข้าไม่มีน้องไร้ค่าแบบเจ้า หากผู้อื่นเขารู้ว่าเจ้าเป็นน้องข้าจะดูถูกข้าอย่างไรล่ะ หากข้าเป็นเจ้านะข้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วล่ะ อยู่ไปก็ทำให้คนในครอบครัวอับอาย"

กลินเต๋แหวกล่าวขึ้น

"พอเถอะวันนี้พวกเจ้าต้องไปซื้อของเพื่อจัดเตรียมไปที่สำนักศึกษาไม่ใช่หรือ ไปเถอะไม่ต้องเสียเวลาไปคุยกับคนแบบนั้น"

ผู้เป็นบิดากล่าวขึ้น และก็พาบุตรชายทั้งสองออกไป หลินซือหยาได้แต่น้อยเนื้อต่ำใจเขาอยากให้เรื่องเมื่อวานไม่เกิดขึ้นแบบนี้ เขาอยากจะสัมผัสกับแท่นตรวจเส้นลมปานแล้วให้เกิดสีจะเป็นสีใดก็ได้เขายินยอมทั้งนั้น แม้จะเป็นเพียงเศษแก้วของผิวไหมคนที่อยู่ก่อนหน้านางก็ได้ แต่เมื่อมันไม่เกิดสีแบบนี้เขาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่า เอาจริงๆเมื่อคนในบ้านทำเยี่ยงนี้เหมือนมองไม่เห็นหัวนางเลยด้วยซ้ำ เด็กน้อยนั่งคิดอยู่ตลอดเวลา ว่าทำไมนะทำไมโลกของเราถึงมีวรยุทธ์แล้วคนไม่มีแบบนางล่ะจะใช้ชีวิตอยู่อย่างเหล่า ทุกคนต่างตราหน้าว่านางไร้ค่า คนพวกนี้ทำให้นางไม่อยากจะหายใจเลยด้วยซ้ำ นางจึงเดินไปทำอาหารกินเอง ในห้องครัวนั้นก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว นางจึงไปต้มไข่ไก่กิน เพียงหนึ่งฟอง เมื่อกินเสร็จนางกะว่าจะไปซักเสื้อผ้าให้พวกพี่ชายแต่เมื่อนางเดินไปเปิดห้องพวกพี่ชาย ก็พบว่าไม่มีเสื้อผ้าของพวกเขาแล้ว พวกเขานั้นได้เก็บเสื้อผ้าใส่กล่องหมดแล้วเพราะพรุ่งนี้พวกเขาต้องออกเดินทางไปสำนักศึกษาแล้ว นางเดินออกไปข้างนอกบ้าน นางกะว่าจะแอบไปดูว่าพี่ชายของนางซื้ออะไรบ้างแต่เมื่อมีคนเห็นนางก็ต้องเรียกงานตามๆกัน

"เห้ย เด็กไร้ค่านั้นไง เด็กผู้ที่มันไม่สามารถเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณได้ไง พวกเจ้าเห็นไหมล่ะ ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเห็นคนไร้ค่าแบบนี้เลย เด็กน้อยผู้นี้เป็นผู้แรกเลยนะเนี่ย"

เสียงคนดังขึ้น จึงทำให้ผู้เป็นบิดาของหลินซือหยามองไปพอเห็นบุตรสาวของตนกำลังเดินอยู่ ก็หันหน้าหนีทันที และพาบุตรชายทั้งสองเดินไปซื้อของต่อ ไปไหนมาไหนหลินซือหยาก็มีแต่คนครนด่า หาว่านางไร้ค่า ความจริงนางไม่ใส่ใจเรื่องคนนอกบ้านสักเท่าไหร่แค่สำหรับคนในบ้านนั้น นางรู้สึกว่ามันหนักหนาเสียเหลือเกิน นางเคยมีสหายผู้หนึ่ง นางจึงตั้งใจจะไปหาสหาย เมื่อวานที่ทดสอบสหายของนางเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณเป็นสีเขียวอ่อนไม่ชัดเจนสักเท่าไร นางจึงไม่มีสำนักใดส่งเทียบเชิญเข้าสำนัก หลินซือหยาจึงจะไปสอบถามนางว่านางจะเข้าสำนักไหนดี

"อินเหลียง เจ้าจะเข้าสำนักใดหรือ"

หลินซือหยาถามสหายขึ้น เมื่อเห็นสหายมาซื้ออุปกรณ์เพื่อที่จะเตรียมไปสำนักพรุ่งนี้

"ข้าจะเข้าสำนักใด แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยล่ะ เจ้าเป็นคนไร้ค่าทุกคนต่างก็พูดถึงเจ้ากันทั้งนั้น เพียงแค่เปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณให้เป็นสีก็ทำไม่ได้ ยังจะมีหน้ามาถามข้าอีกว่าจะเข้าสำนักใด แล้วคนแบบเจ้าล่ะมีสำนักใดบ้างที่ต้องการ"

โหว่อินเหลียงตอบกลับไปทันที เดิมทีเขาไม่รู้ว่าใครสอบถามเขาแต่พอหันหน้ามาก็พบกับหลินซือหยา ปกติทั้งสองจะเป็นเพื่อนเล่นกันแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ใครอยู่ใกล้กับหลินซือหยานั้นทุกคนอาจจะเหมาหมดว่าเป็นประเภทเดียวกัน จึงไม่มีใครอยากอยู่ใกล้นาง ไม่มีใครอยากคุยกับนางแม้เพียงครึ่งคำ

"อินเหลียงเจ้าก็คิดเหมือนคนอื่นหรือ เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก เจ้าน่าจะรู้จักข้าดีนะ ว่าข้าไม่ได้ไร้ค่าแบบนั้น ถึงแม้ข้าจะฝึกวรยุทธ์ไม่ได้ก็ตาม อย่างน้อยเราเป็นสหายกัน เจ้าไม่น่าจะพูดเรื่องที่ทำร้ายจิตรใจข้าขนาดนี้นะ เจ้าน่าจะเห็นใจกันบ้าง"

หลินซือหยากล่าวขึ้น

"เจ้าเองก็ต้องเห็นใจข้าบ้างนะ เจ้าลองมองผู้อื่นสิตอนนี้มีแต่คนมองข้ากันหมดแล้ว ในเมื่อข้าคุยกับคนแบบเจ้าก็ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าข้าเป็นคนไร้ค่าแบบเจ้าแม่เจ้าเห็นใจผู้อื่นเถอะเลิกไปมาหาสู่กับคนปกติแบบข้าได้แล้วเพราะเจ้าเองเป็นคนไม่ปกติ"

โหว่อินเหลียงกล่าวขึ้น และเดินออกจากร้านไป มารดาของนางก็จูงมือบุตรสาวออกไป หลินซือหยาจึงไม่รู้จะไปไหนดี นางเดินไปที่ใดก็จะมีเสียงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานและชี้มือมาที่นางตลอดเวลา เสียงหัวเราะยังดังอยู่ตลอดเวลา นางเดินไปที่ธารน้ำ นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย หากอยู่อยู่นางหายไปจากหมู่บ้านนี้ก็คงจะดี หายไปอยู่ที่อื่นคงไม่มีคนรู้ว่านางนั้นไม่มีเส้นลมปราณที่ใช้ฝึกวรยุทได้ นางมองดูน้ำที่กำลังไหลลงไปชั้นล่างเรื่อยๆ เรื่องทุกอย่างก็น่าจะเงียบลงหากนางไม่ออกไปไหน หากนางอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปข้างนอก คงไม่ได้ยินเรื่องแบบนี้เป็นแน่ แต่นางจะทนมองคนที่อยู่ในบ้านที่ทำท่าเมินเฉยแบบนี้ได้หรือ ตั้งแต่นางจำความได้ผู้เป็นพ่อและพี่ชายทั้งสองก็ดีกับนางตลอด เรื่องเส้นลมปราณนี้มันใหญ่หนักหนาเลยหรือ จนทำให้ทุกคนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้คนในหมู่บ้านบางคนเคยเอ็นดูนาง ตอนนี้กลับมาดูแคลนนาง และคนที่ไม่ชอบนางอยู่แล้วก๋ไม่ชอบนางเข้าไปใหญ่ นางจึงตัดสินใจเดินกลับบ้าน ระหว่างทางเดินกลับบ้านนางพยายามที่จะหลบหนีผู้คน นางไม่ต้องการฟังเสียงผู้คนที่หัวเราะเยาะเย้ยนางตลอดเวลา นางเดินลัดเลาะไปจนถึงบ้าน ภายในบ้านก็เงียบนางจึงเข้าไปหาของกินในห้องครัว ไม่นานผู้เป็นพ่อก็เดินเข้ามา

"พรุ่งนี้เตรียมตัวเก็บข้าวของ เจ้าต้องไปอยู่ที่อื่นแล้ว เจ้าอยู่นี้ก็จะทำให้พ่อและพี่ชายเจ้าเดือดร้อน หากอาจารย์ที่สำนักของพวกเขารู้จะไม่ให้เขาได้เล่าเรียน เจ้าจงจากไปเสียเถอะ บนเขาโน้นไม่มีผู้คนค่อยหัวเราะเจ้า แล้วนี้อาหารแห้งนำติดตัวไปด้วย"

ผู้เป็นบิดากล่าวขึ้นแล้วเดินออกจากห้องครัวไป ความรู้สึกหนักอึ่งขึ้นมาอีกครั้งเป็นคำกล่าวลาของบิดา อาจจะเป็นคำที่พูดว่าให้นางไปแต่สุดท้ายมันก็คือการไล่นางให้ออกจากบ้าน นางไม่กินข้าวแล้วไม่มีคำว่าหิวด้วยซ้ำ นางหันหลังแล้วเดินเข้าห้องไปพร้อมกับห่ออาหารแห้งที่บิดายื่นให้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เหตุที่ต้องเรียกของ

    หลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผู้มีวรยุทขั้นสี่

    หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เคล็ดวิชาเงาดารา

    เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ของดีมีเต็มโต๊ะ

    เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   อาหารมื้อสุดท้าย

    ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผจญป่าฝึกใจ

    แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ก้าวแรกสู่ความกล้า

    เช้าวันต่อมาสองคนอาจารย์กับลูกศิษย์เมื่อกินข้าวกันเสร็จ ก็เตรียมตัวที่จะออกไปเดินป่าปกติเด็กน้อยจะไม่ค่อยได้ออกไปเดินป่าสักเท่าไหร่เพราะว่าในป่านั้นมันอันตรายชายชราจึงไม่อยากให้นางได้ไป แต่วันนี้นางมีวรยุทธถึงขั้นหนึ่งแล้ว นางจึงจำเป็นที่จะต้องหาประสบการณ์บ้าง ชายชราเพียงส่งเด็กน้อยไว้ในป่าที่เขาสา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ปักปิ่น

    ชายชราลงเขาเพื่อไปหาเครื่องประดับสำหรับสตรีสำหรับเขาแล้วไม่เคยชินสำหรับการสรรค์หาสักเท่าไหร่ หมู่บ้านเล็กๆที่มีของขายมากมายส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ไปจับจ่ายซื้อของที่ได้มาจากเขา นายพรานชอบล่าสัตว์ป่าบางประเภทที่หายากมาขาย แร่ธาตุต่างๆที่เหมาะสมสำหรับฝึกวรยุทธ์ รวมไปถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ เช

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ตื่นแล้ว

    ภาพนี้หยุดนิ่งอยู่เนินนานเลือดที่ออกจากทวารทั้งเจ็ดนั้นไม่ได้แห้งเหือดไปเหมือนไหลอยู่ตลอดเวลา ชายชราไม่ดื่มไม่กินยืนเฝ้าเด็กสาวผู้นี้และคอยฟังเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาตลอด พอถึงเช้าวันที่แปดเหมือนสีหน้าของเด็กสาวผู้นั้นจะดีขึ้นและเลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ลมหายใจของนางเร็วและถี่ขึ้นเหงื่อนั้นท่วมใบหน้า บ

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เลือกดวงดาว

    เหมือนว่าแรกๆนางจะไปได้ไวมากแต่เหมือนตอนนี้ว่านางเริ่มจะชะงักแล้วชายชราจึงมองออกถึงปัญหาของนางว่าตอนนี้นางยังไม่สามารถที่จะสัมผัสกับดวงดาวได้ ตอนนี้นางแค่สัมผัสกับใจของตัวเองเพื่อไม่ให้จินตนาการไปให้เกิดความกลัวตอนนี้ใจนางบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่สามารถรับพลังของดวงดาวได้ อาจจะเป็นเพราะว่านางกังวลเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status