Beranda / แฟนตาซี / ดอกหญ้าทะยานฟ้า / เด็กหญิงไร้พรสวรรค์

Share

ดอกหญ้าทะยานฟ้า
ดอกหญ้าทะยานฟ้า
Penulis: Sanassetong

เด็กหญิงไร้พรสวรรค์

Penulis: Sanassetong
last update Tanggal publikasi: 2025-09-26 18:39:46

เด็กสาวในวัยห้าหนาวกำลังวิ่งเล่นกับพี่ชายทั้งสอง พวกเขาอายุเจ็ดและเก้าหนาวแล้ว วันนี้ที่หมู่บ้านของพวกเขาจะมีพิธีตรวจเส้นลมปราณ ซึ่งเด็กวัยห้าหนาวไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ต้องเข้าพิธีตรวจเส้นลมปราณนี้ มีอาจารย์หลายๆสำนักมาดูการตรวจเส้นลมปราณนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าเส้นลมปราณของเด็กๆเป็นอย่างไร และถ้าหากถูกใจพวกเขาก็จะส่งเทียบเชิญเข้าสำนักฝึกเส้นลมปราณต่อไป

"หลินซือหยาการตรวจเส้นลมปราณในครั้งนี้ข้าอยากให้เจ้ามีอาจารย์สำนักใหญ่ๆแบบข้าส่งเทียบเชิญเข้าสำนักจัง เจ้าต้องปล่อยพลังเส้นลมปราณอย่างเต็มกำลังเลยนะ"

หลินอี้เฟิงกล่าวขึ้นกับน้องสาว พวกเขาสามคนพี่น้องรักใครกันดี แม้นว่าพวกเขาทั้งสามจะเติบโตมากับบิดาเพียงผู้เดียว เพราะตั้งแต่โตขึ้นมา พวกเขาก็ไม่เคยเห็นหน้ามารดาเลย ในเรือนตอนนี้ก็มีแต่หลินซือหยาที่เป็นสตรีเพียงคนเดียว งานบ้านงานเรือนถึงแม้นว่านางจะเป็นเด็ก นางก็ต้องทำให้บิดาและพี่ชายทั้งสอง แต่ส่วนมากพี่ชายทั้งสองจะไปอยู่สำนักศึกษาจะกลับมาเฉพาะช่วงที่สำนักศึกษาให้กลับมาเท่านั้น พี่ชายทั้งสองของนางคือหลินเต๋อหงที่อายุเจ็ดขวบ หลินอี้เฟิงที่อายุเก้าขวบ พวกเขาทั้งสองได้เรียนที่สำนักพฤกษาสุนทราด้วยกันจึงอยากให้น้องสาวไปเรียนด้วย ความจริงผู้เป็นพี่หลินอี้เฟิงอยากเข้าสำนักวายุพัดไกลมากกว่าแต่สำนักพฤกษาสุนทรานั้นได้ส่งเทียบเชิญมา ผู้เป็นบิดาจึงให้เขาเข้าสำนักนี้ทั้งสองคนเลย เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วภายในหมู่บ้านก็เรียกเด็กอายุราวๆห้าหนาวออกไปเพื่อที่จะไปตรวจเส้นลมปราณ คนในหมู่บ้านสกุลใหญ่ๆก็ให้บุตรหลานมาตรวจเส้นลงตามก่อน ทางการนำแท่งตรวจเส้นลมปราณมาวางไว้กลางหมู่บ้าน แท่งตรวจเส้นลมปราณมีลักษณะแบนและใหญ่ เพียงเด็กๆวางมือไว้บนแท่งนั้นแล้วค่อยๆให้เด็กปล่อยพลังออกมาแท่งแบนนั้นก็จะเป็นแสงออกมาเด็กผู้แรกนั้นทำให้แท่งนั้นเกิดแสงสีหยกขาวมันแพะ ซึ่งปกติแท่งนั้นจะเป็นสีขาวใส ทุกคนต่างตบมือกันและมีท่านอาจารย์จากสำนักจิตเงาจันทร์ได้เขียนเทียบเชิญให้กับเด็กผู้ที่ตรวจเส้นลมปราณผู้แรกทันที หลิวซือหยามองดูท่านอวาจารย์ทั้งสี่สำนักที่นั่งอยู่หน้าแท่งตรวจลมปราณนี้

"ท่านพี่ถ้าหากว่าข้าตรวจเส้นลมปราณนี้แล้วแล้วไม่มีท่านอาจารย์ผู้ใดเทียบเชิญค่าข้าจะทำอย่างไรหรือ"

หลินซือหยาถามผู้เป็นพี่ชายเพราะตอนนี้นางเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว

"เพียงแค่เจ้าเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณนั้นให้เป็นสีใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นสีเมื่อครู่หรือเป็นสีม่วงอ่อนหรือเป็นสีแดงเข้มหรือไม่ก็เป็นสีเขียวใบไม้ หากไม่มีผู้ใดส่งเทียบเชิญให้เข้าสำนักท่านพ่อก็จะพาเจ้าไปสมัครที่สำนักเองไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะในทุกปีบางคนก็ไม่ได้รับเทียบเชิญเสียหน่อยแต่พวกเขาก็มีที่เรียนกัน"

หลินอี้เฟิงกล่าวขึ้น

"ท่านพี่แล้วมีผู้ใดหรือไม่เจ้าคะที่สัมผัสกับแท่งตรวจเส้นลมปราณแล้วไม่สามารถเปลี่ยนสีได้"

หลินซือหยาถามผู้เป็นพี่ชาย

"ไม่มีหรอกเพราะว่ายุทธภพแห่งผู้ที่มีวรยุทธเป็นใหญ่ หากไม่สามารถฝึกฝนได้แล้วจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรล่ะ เจ้านี้ก็ถามแปลก ขนาดพ่อของเราที่มีอายุมากเขายังต้องฝึกวรยุทเลย"

หลินอี้เฟิงกล่าวขึ้น

"เจ้าจะถามอะไรให้มากความล่ะ ดูพวกข้าทั้งสองสิยังทดสอบเส้นลมปราณผ่านเลย หากเจ้าไม่มีก็แปลกแล้วล่ะ และทุกคนใต้ล้านี้ก็มีแต่คนมีวรยุททั้งนั้น หากเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณนี้ได้ก็แสดงว่าเจ้าไม่ใช่คนใต้หล่านี้แล้วล่ะ555"

หลินเต๋อหงกล่าวขึ้นอย่างหยอกล้อ เนื่องจากครอบครัวของพวกเขาเป็นตระกูลเล็กย่อมมีสิทธิที่จะทำอะไรที่หลังอยู่แล้ว มีเด็กหลายคนที่อยู่ในตะกูลเล็กเช่นเดียวกัน และหลังจากตรวจเส้นลมปราณแล้วมีสีขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีสำนักใดต้องการตัวพวกเขาก็กลับไปนั่งรอดูผู้อื่นตรวจเส้นลมปราณต่อไป ตอนนี้ตะวันเริ่มคอยลงต่ำแล้วไม่นานก็ถึงคิวของหลินซือหยา นางเดินเขาไปกลางหมู่คน นางนั่งหน้าแท่นตรวจเส้นชีพจร นางยื่นมีทั้งสองไปอย่างกล้าๆกลัวๆแตะที่แท่งขาวใสนั้นนางมองดูผลลัพธ์ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนางจึงพยายามเบ่งเอาพลังนั้นออกมาเหมือนคนที่กำลังถ่ายทอดวรยุทธ์ นางพยายามกลั้นลมหายใจและเบ่งออกไปอีก แม้นนางจะเบ่งจนหน้าแดงก็ไม่สามารถเปลี่ยนแท่งขาวใสนั้นให้เป็นสีอื่นได้เลย ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นลุกขึ้นมองด้วยความสนใจ

"เห้ย เด็กตระกูลหลิน ทำไมถึงไม่สามารถเปลี่ยนแท่งตรวจเส้นลมปราณได้ล่ะ เด็กผู้นี้จะไม่มีเส้นลมปราณในการฝึกยุทเลยหรอ"

เสียงรอบข้างเฮฮาขึ้น ทุกคนมองไปยังเด็กน้อย นางหันหน้าออกจากแท่งตรวจเส้นลมปราณด้วยความอับอาย นางมองไปยังพี่ชายทั้งสองและผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่อีกฟาก พวกเขานั้นทำท่าราวกับมองไม่เห็นนางพอนางลุกขึ้นและจะเดินไปหาพวกเขา พวกเขาเหมือนจูงมือกันลุกขึ้นทันทีที่นางขยับตัว

"เห้ย นั้นเด็กซือหยา หลินซือหยาที่แปลว่าเด็กหญิงธรรมดาแต่คิดใฝ่สูง โถ้ตั้งชื่อได้ใฝ่สูงจริงๆนะ แต่ก็กลับกลายเป็นเด็กหญิงธรรมดานี่เอง"

เสียงสตรีผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ทุกคนก็หันมามองหลินซือหยา

"เด็กคนนี้ไร้ค่ายิ่งนักแล้วสำนักไหนจะรับตัวไปร่ำเรียนล่ะนั่น หากเส้นลมปราณไม่เปิดแบบนี้ก็ไม่สามารถที่จะฝึกยุทได้ แล้วแบบนี้จะอยู่ในยุทภพแห่งนี้ได้หรือ"

เสียงอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวขึ้น ผู้เป็นบิดาและพี่ชายไม่อยากให้ใครรู้ว่าหลินซือหยานั้นเป็นบุตรและน้องสาวของพวกเขา เด็กทั้งสองกลัวว่าท่านอาจารย์ที่เคยรับพวกเขาเป็นลูกศิษย์หากรู้ว่ามีน้องสาวที่ไร้ค่าแบบนี้จะไล่ตัวเองออกจากสำนัก

"นางก็แค่ขยะไร้ค่า อยู่ที่ไหนนางก็จะลำบากหาข้าเป็นพ่อเป็นแม่นางนะข้าจะบีบคอให้ตายเสียเลย จะได้ไม่ต้องทนลำบากในอนาคตตอนนี้ไม่เท่าไหร่หรอกแต่พอโตขึ้นน่ะสิจะถูกเขารังแกได้หากไม่มีวรยุทธแล้ว"

เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น หลินซือหยามองหน้าผู้เป็นบิดาที่กำลังฟังบุรุษผู้นั้นพูดอยู่ เหมือนว่าบิดาของนางได้ตัดสินใจแล้วว่าจะกำจัดนางให้ตาย เพื่อนางจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตที่ลำบากในภายภาคหน้า พี่ชายทั้งสองก็ไม่สนใจนาง นางเดินกลับบ้านด้วยความเสียใจ หากผู้เป็นบิดาฆ่านางจริงๆนางก็คงต้องยอมรับชะตากรรมนี้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เหตุที่ต้องเรียกของ

    หลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผู้มีวรยุทขั้นสี่

    หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เคล็ดวิชาเงาดารา

    เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ของดีมีเต็มโต๊ะ

    เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   อาหารมื้อสุดท้าย

    ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผจญป่าฝึกใจ

    แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ก้าวแรกสู่ความกล้า

    เช้าวันต่อมาสองคนอาจารย์กับลูกศิษย์เมื่อกินข้าวกันเสร็จ ก็เตรียมตัวที่จะออกไปเดินป่าปกติเด็กน้อยจะไม่ค่อยได้ออกไปเดินป่าสักเท่าไหร่เพราะว่าในป่านั้นมันอันตรายชายชราจึงไม่อยากให้นางได้ไป แต่วันนี้นางมีวรยุทธถึงขั้นหนึ่งแล้ว นางจึงจำเป็นที่จะต้องหาประสบการณ์บ้าง ชายชราเพียงส่งเด็กน้อยไว้ในป่าที่เขาสา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ปักปิ่น

    ชายชราลงเขาเพื่อไปหาเครื่องประดับสำหรับสตรีสำหรับเขาแล้วไม่เคยชินสำหรับการสรรค์หาสักเท่าไหร่ หมู่บ้านเล็กๆที่มีของขายมากมายส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ไปจับจ่ายซื้อของที่ได้มาจากเขา นายพรานชอบล่าสัตว์ป่าบางประเภทที่หายากมาขาย แร่ธาตุต่างๆที่เหมาะสมสำหรับฝึกวรยุทธ์ รวมไปถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ เช

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ตื่นแล้ว

    ภาพนี้หยุดนิ่งอยู่เนินนานเลือดที่ออกจากทวารทั้งเจ็ดนั้นไม่ได้แห้งเหือดไปเหมือนไหลอยู่ตลอดเวลา ชายชราไม่ดื่มไม่กินยืนเฝ้าเด็กสาวผู้นี้และคอยฟังเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาตลอด พอถึงเช้าวันที่แปดเหมือนสีหน้าของเด็กสาวผู้นั้นจะดีขึ้นและเลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ลมหายใจของนางเร็วและถี่ขึ้นเหงื่อนั้นท่วมใบหน้า บ

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เลือกดวงดาว

    เหมือนว่าแรกๆนางจะไปได้ไวมากแต่เหมือนตอนนี้ว่านางเริ่มจะชะงักแล้วชายชราจึงมองออกถึงปัญหาของนางว่าตอนนี้นางยังไม่สามารถที่จะสัมผัสกับดวงดาวได้ ตอนนี้นางแค่สัมผัสกับใจของตัวเองเพื่อไม่ให้จินตนาการไปให้เกิดความกลัวตอนนี้ใจนางบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่สามารถรับพลังของดวงดาวได้ อาจจะเป็นเพราะว่านางกังวลเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status