Partager

ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์
ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์
Auteur: ซูเมี่ยวหลิง

๑(หากนี่คือนิยาย)

last update Date de publication: 2025-12-31 17:49:16

"คำอธิษฐานของอวี้หวน"

“ข้าขออธิษฐานให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงนิยายเก้าบทได้หรือไม่ 

หากเรื่องที่ข้าเผชิญมาไม่ใช่นิยาย เช่นนั้นแล้วข้าขอให้ตนสามารถกลับไปแก้ไขชีวิตในอดีตได้หรือไม่”

…

..

.

หากนี่คือนิยายเรื่อง…

ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์

๑

ข้าไม่เชื่อว่าเทพเซียนมีจริง ไม่เชื่อว่าใครจะทำให้คำอธิษฐานของข้าเป็นจริงได้ หากเทพเซียนมีจริง ข้าคงไม่ติดบ่วงกรรมอยู่ที่นี่มาเป็นแรมปี

 สหายร่วมชะตากรรมของข้ากล่าวว่า…

‘เรากำลังชดใช้กรรมกันอยู่’ 

ซึ่งข้าก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า…

 ‘ต้องชดใช้กรรมไปถึงเมื่อใด หนึ่งปีแล้วเหตุใดจึงไม่มีใครช่วยเราให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้เสียที’

 จนกระทั่งเวลาผ่านมาถึงช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ ข้าถึงเริ่มเปลี่ยนความคิด 

หรือเทพเซียนจะตอบรับคำอธิษฐานของข้าแล้ว!

“กรี๊ด! ปล่อยข้า”

 เสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นอยู่เรือนใกล้ ๆ ทำให้ข้าชะงักมือที่กำลังขุดดินปลูกผัก

 “กรี๊ด! ไอ้ชั่ว ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”

 “อวี้หวน อย่ามอง”

 ข้าละสายตาจากเรือนที่เกิดเสียงกรี๊ดมาขุดดินต่อ ชะตาชีวิตแบบนั้นใช่ว่าข้าไม่เคยเผชิญมาก่อน

 โดนกระทำย่ำยีติดกันเป็นเดือนจากบุรุษมากหน้าหลายตาก็โดนมาแล้ว ข้าในตอนนี้ไม่ควรสงสารใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง

“เหลียนจื่อ เมื่อคืนข้าฝันถึงบุตรชายข้า”

เหลียนจื่อที่กำลังขุดดินอยู่ชะงักไปโดยพลัน นางเงยหน้าที่มีรอยบากขนาดใหญ่ทำลายความงามบนใบหน้าเช่นเดียวกับข้า สบตากันนิ่ง

“แล้วอย่างไรต่อ”

“เมื่อวานตอนที่ข้าไปเก็บฟืนในป่าตรงรอยต่อทางเข้าฐานโจรชั่ว ข้ารู้สึกว่ามีคนกำลังอยู่ด้านนอก เจ้าว่าเป็นโจรหรือว่าคนที่จะมาช่วยพวกเรา”

ข้า เหลี่ยนจื่อและสตรีอายุน้อยอีกหลายคนถูกโจรร้ายจับมาไว้ในค่ายโจรนานนับปีแล้ว 

พวกเราพยายามหนีออกจากค่ายโจรแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกจับมาไว้ที่เดิมพร้อมลงโทษสถานหนัก

เฆี่ยนตี กระทำชำเรา หัวใจของพวกเราแตกสลายไปตั้งแต่วันแรกที่ถูกจับตัวมาไว้ที่นี่

ที่ยังมีลมหายใจอยู่ตอนนี้เพราะยังหวังว่าจะเจอคนที่รักอีกสักครั้งก่อนตาย

“เจ้ากำลังทำให้ข้ามีความหวัง”

เหลียนจื่ออยากเจอมารดาอีกสักครั้ง เพราะเหตุนี้นางจึงไม่คิดปลิดชีพตนเองเหมือนสตรีคนอื่นที่ถูกจับมาไว้ที่นี่ ส่วนข้าก็หวังจะเจอบุตรชายอีกสักหน

ก่อนข้าถูกจับมาที่นี่เขาอายุ 2 หนาวแล้ว หากข้านับเวลาไม่ผิดแล้วล่ะก็ ยามนี้เข้าเพิ่งเข้า 3 หนาว

“ครั้งนี้ลองหวังดู ข้าเชื่อว่ากำลังจะมีคนมาช่วยพวกเรา วันก่อนข้ายกอาหารไปให้หัวหน้าโจร มันพูดว่าลูกสมุนถูกทหารของแม่ทัพคนใหม่ประจำเมืองสะกดรอยตามมา พวกมันต้องมีหนาวสันหลังกันบ้างละ”

เหลียนจื่อปักพรวนลงดินดัง ‘ปึก’ 

“เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้”

“ทำไม หรือว่าเจ้าจับสังเกตอันใดได้อีกเช่นกัน”

เหลียนจื่อแสดงสีหน้ารู้สึกผิด ข้าเดาว่านางรู้สึกผิดที่ปิดบังเรื่องนี้กับข้า

“ก็ข้าแอบขโมยกำไลเจ้าโจรชั่วไปฝังดินเอาไว้ หากข้ารู้ความเคลื่อนไหวนี้จะได้เอามาไว้กับตัวอย่างไรเล่า”

โจรขโมยของโจรบาป แล้วการขโมยของโจรที่ไปลักขโมยของชาวบ้านมานับว่าบาปมหันต์หรือไม่

“ฝังเยอะหรือไม่” 

ข้าโยนคุณธรรมในจิตใจทิ้งไปแล้วถามถึงจำนวน พวกโจรทำชั่วกับเราไว้มาก หากจะบาปก็ให้บาปที่ต้นเรื่อง

“มากอยู่ หากออกไปจากที่นี่ได้ ชีวิตไม่ลำบากอย่างแน่นอน ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้า”

ข้าโบกมือไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้

“ช่างเถิด เจ้าไปขุดมาติดตัวเอาไว้ ตั้งแต่เราหน้าบากก็ไม่มีใครมาล่วงเกินเราอีก เจ้าโจรชั่วจับไม่ได้แน่นอน”

เหลี่ยนจื่อพยักหน้ารับด้วยความกระตือรือร้น จากนั้นเราสองคนก็พรวนดินที่จะทำการเพาะปลูกต่อ

เสียงกรี๊ดร้องของสตรีที่ถูกจับมาใหม่เงียบไปแล้ว ข้าสันนิษฐานว่านางอาจสลบไป หรือไม่ก็ยอมจำนนเพราะสู้บุรุษวัยกลัดมันไม่ได้

หากกล่าวว่าการที่โดนบากหน้าจนเสียโฉมเป็นข้อดีที่ทำให้ปลอดภัยจากการโดนกระทำชำเราก็กล่าวไม่เต็มปาก

แต่เพราะข้าและเหลียนจื่อเสียโฉมแบบนี้จึงไม่มีใครมายุ่มย่ามกับพวกเรา

 จากที่โดนจับมัดมือมัดเท้าเอาไว้เหมือนสตรีวัยเยาว์คนอื่น เราสองคนถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ มีหน้าที่ทำอาหารให้ทุกคนในค่ายโจร รวมถึงซักผ้า ปลูกผัก หาบน้ำ ผ่าฟืน

 ตอนที่ข้าไปหาฟืนในป่านั้นเองถึงสังเกตเห็นความผิดปรกติบางอย่าง

 ข้ามีความหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่ แต่ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว

 ป่าแห่งนี้ข้าพยายามหนีหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเพราะถูกวางค่ายกลไว้หลายชั้น 

ยามนี้ข้าเริ่มกังวลว่าจะมีใครผ่านด่านค่ายกลมากมายเข้ามาช่วยพวกเราในนี้ได้หรือไม่

“หัวหน้า!”

ข้าหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินเสียงตื่นตระหนกคนสนิทของหัวหน้าโจร

“มีเรื่องแน่!”

ข้าเอ่ยด้วยความดีใจ เหลียนจื่อเองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน

มีไม่บ่อยที่โจรชั่วจะแสดงท่าทางตื่นตระหนกเช่นนี้ ความหวังที่จะได้ออกไปจากที่นี่กลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้ง

 “ไปเก็บฟืนกัน ข้าฝังเอาไว้ชายป่าด้านโน้น”

 “อือ” ข้าพยักหน้ารับ 

พยายามซ่อนความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ เดินไปหยิบตะกร้าใส่ฟืนแล้วเดินเข้าไปหาโจรป่าคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าเรือนของสตรีที่ถูกจับกุมเอาไว้

“มีอะไรนางอัปลักษณ์!”

โจรหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นเส้นผมเกรอะกรังตะคอกถาม ท่าทางหงุดหงิดจนข้าถอยห่างเขาหนึ่งก้าว

“เราจะไปเก็บฟืนเจ้าค่ะ”

โจรหรี่ตามองข้าสลับกับเหลี่ยนจื่อ ไม่นานก็โบกมือหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่า…

“ไสหน้าอัปลักษณ์ของเจ้าไปเสีย!”

ข้าจะไม่ถือโทษในคำพูดนี้ของเจ้า อย่าให้ถึงทีของพวกเราบ้างก็แล้วกัน

ไม่ว่าจะ ‘ความฝัน’ หรือสิ่งที่ข้ารู้สึก ‘ผิดปรกติ’ ตรงบริเวณรอยต่อของป่า 

สัญญาณทั้งสองอย่างทำให้ข้าเริ่มมีความหวังที่จะออกไปจากนรกขุมนี้!

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษจบ) ๙ บุปผาดอกนี้บานแล้ว

    ๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๘ แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ

    ๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ) ๗ ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด

    ๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๖ ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด

    ๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๕ ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้ว

    ๕ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้วเสิ่นฉงชืออยู่ฝั่งนั้น!เขาคือเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กลับมาจากโพ้นทะเล เจ้าของวัตถุดิบมื้อเย็นทั้งหมดตุบ!เพราะรีบร้อนลงจากบันไดแล้วไม่ทันระวัง ข้าจึงตกบันไดจนหลุดเสียงร้องเจ็บปวดเพราะก้นกระแทกพื้น“โอ๊ย~”“คุณหนู!”เพียนเย่ตกใจ ไม่นานก็ดึงสติตัวเองมาได้ รีบเข้ามาช่วยข้าพร้อมถามอาการด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ…ฮึก! คุณหนู”ข้ายังไม่รู้สึกว่าเลือดตกยางออกเพียนเย่ก็ร้องไห้เสียงดังเสียแล้ว กำลังจะเอ่ยตอบว่าไม่เป็นอันใดก็ได้ยินเสียงตุบของของหนักกระทบพื้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงดวงตาพลันเบิกโพลงเพราะร่างสูงที่ข้าเห็นอยู่อีกฝั่งนั้นได้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้แล้ว“อวี้เจินเป็นอันใดหรือไม่!”ท่าทางเสิ่นฉงชือดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นานแค่ไหนกันแล้วนะที่ข้าไม่ได้รับความห่วงใยจากเขา นานแค่…“อวี้เจิน! พี่ถามว่าเจ็บมากหรือไม่”ข้าดึงสติตัวเองกลับมาจึงเห็นว่ายามนี้ตนแทบจะอยู่ในอ้อมอกอุ่นรีบเอามือดันอกเขาออกในทันที!“ขะ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”ข้ารักษาระยะห่างกับเขา ขยับก้นออกห่างแล้วยื่นมือให้เพียนเย่ช่วยดึงแขนขึ้น“ดึงข้าขึ้นที”เพียนเย่ปาดน้ำตา รีบ

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๔ เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเล

    ๔เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเลข้ากลับเรือนตนเองแล้วงีบหลับตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงช่วงค่ำ ท่านแม่ให้คนมาเชิญไปทานอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ อาหารทะเลที่ตั้งโต๊ะละลานตาทำข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง“เจินเอ๋อร์นั่ง ๆ รอท่านพ่อเจ้ามาก่อนเราก็ทานอาหารกันได้เลย”ท่านแม่ผายมือเชิญข้านั่งเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาด้านใน น้ำเสียงและสีหน้าที่สดใสต่างจากเมื่อเช้าทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้“เมื่อเช้าท่านแม่ยังหลั่งน้ำตาตอนบอกลาพี่หญิงใหญ่อยู่เลย ไยค่ำนี้สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเจ้าคะ”พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาท่านพ่อแต่ท่านแม่ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเพราะอนุหลินจากโลกนี้ไปเร็วท่านแม่รักท่านพ่อมากจึงเห็นพี่หญิงใหญ่ไม่ต่างจากบุตรสาวคนหนึ่ง เมื่อเช้านางจึงหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่พอตกเย็นกลับมีสีหน้าสดใสอย่างกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อนปรับอารมณ์ได้เร็วเกินไปหรือไม่!“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดมากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ”ท่านแม่ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ดวงตากลับแวววาวปิดความตื่นเต้นไม่มิดต้องมีเรื่องใดแน่!เหตุใดวันนี้ถึงมีคนปิดบังข้าเยอะเพียงนี้ เสิ่นฉงชือไม่พอ ยังมาท่านแม่อีก“ท่านแม่…”ข้านั่งลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่า

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status