เข้าสู่ระบบ“อวี้หวน”
“หากนี่คือชีวิตที่แท้จริงของข้า
หมายความว่าไม่มีใครตอบรับความตายของข้าใช่หรือไม่
หากใช่…
ข้าจะแก้ไขมัน!”
…
..
.
หากแก้ไขได้ข้าจะแก้ไขมัน
๑
“อึก! อุก อุก…”
เพราะว่ายน้ำไม่เป็นมาก่อนข้าจึงทราบว่านี่คือการจมน้ำ…ใช่! ตอนนี้ข้ากำลังจมน้ำ
แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อข้าว่ายน้ำเป็น เพราะแบบนี้ข้าจึงกระโดดลงมาช่วยเหลียนจื่อ
ข้ารู้สึกร่างกายกำลังจมสู่ก้นบึ้ง ยามนี้ไม่อาจลืมตาทั้งยังไม่อาจตีขาถีบตนเองขึ้นไปด้านบนผิวน้ำได้
“อื้อ!”
ในตอนที่ข้ากำลังหมดลมหายใจนั้นก็ถูกมือที่มองไม่เห็นดึงให้เข้ามาประชิดตัว เมื่อนั้นข้าถึงสามารถลืมตาได้
เขาชี้มือขึ้นด้านบน ข้าจึงพยักหน้ารับเพราะเข้าใจว่าเขาจะพาขึ้นเหนือผิวน้ำ
ไม่นานต่อจากนั้น เราทั้งสองก็สามารถดีดตัวเองจนขึ้นมาด้านบนได้
“แค่ก ๆ”
ข้าสำลักน้ำ อาการที่ถูกกดอยู่ใต้น้ำหายไป ร่างอ่อนปวกเปียกจนคนมาช่วยพาว่ายน้ำเข้าฝั่งได้สำเร็จ
เมื่อกวาดสายตามองโดยรอบถึงเห็นว่าที่นี่คือสระบัวที่ข้าเคยตกเมื่อแปดปีก่อน
ตอนนั้นข้าออกมาเที่ยวเล่นนอกจวนแล้ววิ่งหนีสุนัขจรจัดจนตกลงไปในน้ำ คนที่ช่วยข้าวันนั้นก็คือกงซาน
“เป็นอย่างไรบ้าง กินน้ำไปเยอะเลยใช่หรือไม่”
ใช่! คนที่ช่วยข้าควรเป็นกงซาน แต่เหตุใดครั้งนี้ถึงเป็นเขาที่ช่วยข้า
“ท่าน เหตุใดจึงเป็นท่าน!”
จะไม่ให้ข้าตกใจได้อย่างไร คนที่ช่วยข้าก็คืออี้เซี๋ยเค่อ เจ้าเมืองหวู่คนปัจจุบัน
ไม่สิ! จะเรียกว่าปัจจุบันก็ไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้ข้ายังไม่แน่ชัดว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาใดกันแน่
“คุณหนูรู้จักข้าหรือ”
อี้เซี๋อเค่อตั้งคำถามแต่ไม่ได้สบตาข้า ช่วยดันหลังข้าให้ขึ้นไปนั่งบนบันไดไม้ของสะพาน
คำถามของเขาบ่งบอกว่าไม่รู้จักข้า!
“มะ ไม่รู้จักเจ้าค่ะ”
ทราบเพียงนามอี้เซี๋ยเค่อ มีตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น เช่นนี้ไม่นับว่าเป็นคนรู้จักกระมัง
“อ้อ ก็คิดว่ารู้จักข้า”
เขาเชื่อคำพูดข้าง่ายเกินไปหรือไม่…แต่ก็ดีแล้ว!
จะบอกว่าเคยเจอในฝันหรือว่าเคยเห็นเขามาก่อนจะต้องถูกมองว่าเป็นคนบ้าแน่
“ขอบคุณท่านที่ให้การช่วยเหลือ ข้าวิ่งหนีสุนัขก็เลยตกน้ำเจ้าค่ะ”
อี้เซี๋ยเค่อที่ขึ้นมานั่งบนบันไดของสะพานจ้องใบหน้าข้า เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่ข้าเห็นดวงตาเขาไหววูบ แต่ไม่นานก็กลับมาราบเรียบ
แปลกที่เขาในตอนนี้ไม่ได้ดูอ่อนโยนเท่าตอนที่เป็นเจ้าเมืองหวู่
“ที่แท้ก็วิ่งหนีสุนัข ครั้งต่อไปหากเจอสถานการณ์เช่นนี้ให้ปีนต้นไม้แทนเข้าใจหรือไม่ ว่ายน้ำไม่เป็นเช่นนี้อันตรายยิ่งนัก”
“เจ้าค่ะ”
ข้าพยักหน้ารับคำเขาอย่างเชื่อฟัง ในตอนนั้นเองที่ข้าคิดว่าบทสนทนาเมื่อครู่ต่างจากตอนที่ข้าสนทนากับกงซานผู้ช่วยชีวิตในครั้งนั้น
แบบนี้ข้าเบาใจได้หรือไม่ หากข้าไม่เจอกงซาน บางทีเรื่องเลวร้ายที่ข้าเพิ่งประสบอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้
ไม่ก็เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ล้วนเป็นความฝัน ตอนนี้ต่างหากคือเรื่องจริง…
แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ข้าปรารถนา อยากขออธิษฐานต่อเทพเซียนทุกองค์
“แล้วคุณหนูวิ่งมาที่นี่คนเดียวหรือ”
ข้าหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อโดนตั้งคำถาม
ยังไม่ตอบไปในทันทีเพราะกำลังนึกย้อนเหตุการณ์ที่ทำให้ข้ามาอยู่ที่นี่ ไม่นานก็คิดออกว่าแยกย้ายกับสาวใช้ออกตามหาอวี้เจิน
“มาที่นี่คนเดียวเจ้าค่ะ น้องสาวข้าแอบออกจากจวน ข้าก็เลยออกตามหานางก่อนท่านพ่อจะกลับ แยกย้ายกับสาวใช้ออกตามหาจนกระทั่งหนีสุนัขแล้วมาตกสระที่นี่”
ข้าตอนเมื่อก่อนไม่มีทางบอกใครเกี่ยวกับสถานการณ์ของตนเองอย่างละเอียดแบบนี้แน่
แต่เพราะคนตรงหน้าคือเจ้าเมืองอี้ ข้าจึงไม่คิดปิดบังสถานการณ์ของตนเองกับเขา
“เช่นนั้นข้าช่วยตามหาดีหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
ข้าพยักหน้ารับรัว ๆ หากมีเขาไปด้วยข้าคงอุ่นใจกับสิ่งที่กำลังเผชิญต่อจากนี้
“คุณหนู…”
อี้เซี๋ยเค่อเรียกข้าเพียงเท่านี้แล้วจ้องหน้านิ่งไม่กล่าวสิ่งใดทั้งนั้น ข้าพยายามอ่านสายตาเขาถึงเห็นความแปลกใจอยู่ในนั้นด้วย
หรือข้าทำอันใดผิดไป!
“เจ้าคะ”
“เราเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก คุณหนูให้ความเชื่อใจข้าเร็วเกินไปหรือไม่”
ข้าเผลออ้าปากเหวอ เมื่อเห็นเขาเลิกคิ้วใส่ข้าก็ยกมือปิดปากตนเองเอาไว้ ในหัวหาคำมาอธิบาย
“ก็…ท่านช่วยเหลือข้าไว้เมื่อครู่ ท่านจะต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอน แปลกหรือเจ้าคะ”
อี้เซี๋ยเค่อไม่กล่าวสิ่งใดนอกจากจ้องหน้าข้าเพื่อหาความจริงต่อ จังหวะนั้นลมหนาวพัดพามาพอดี ข้าจึงยกแขนขึ้นกอดตนเองเอาไว้ ร่างสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาว
ตัวที่สั่นระริกของข้าทำให้เขาเลิกจ้องหน้า เปลี่ยนมา
มองเสื้อผ้าตนเองสลับกับเสื้อผ้าบนร่างข้า
“ตัวข้าก็เปียกเสียด้วย…”
หมายความว่าหากตัวเขาไม่เปียก จะถอดเสื้อนอกออกให้ข้าคลุมร่างเช่นนั้นหรือ
“เราไปกันเถิดเจ้าค่ะ ไปหาซื้อชุดเปลี่ยนใหม่แล้วตามหาน้องสาวข้ากัน ข้าพอจะ…หือ! ถุงเงินข้าไปไหนแล้ว”
หล่นไปก้นสระแล้วเป็นแน่!
“ไม่เป็นไร ฐานะทางบ้านข้าไม่ได้ขัดสน ข้าซื้อชุดใหม่ให้แม่นางได้”
“ขอบคุณท่านเจ้าค่ะ”
แล้วข้าก็รับความปรารถนาดีจากเขาโดยไม่เกรงใจเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย
เหตุใดข้าเป็นคนเช่นนี้ไปแล้ว
…ความเกรงใจหายไปไหน!
๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง
๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา
๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม
๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ
๕ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้วเสิ่นฉงชืออยู่ฝั่งนั้น!เขาคือเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กลับมาจากโพ้นทะเล เจ้าของวัตถุดิบมื้อเย็นทั้งหมดตุบ!เพราะรีบร้อนลงจากบันไดแล้วไม่ทันระวัง ข้าจึงตกบันไดจนหลุดเสียงร้องเจ็บปวดเพราะก้นกระแทกพื้น“โอ๊ย~”“คุณหนู!”เพียนเย่ตกใจ ไม่นานก็ดึงสติตัวเองมาได้ รีบเข้ามาช่วยข้าพร้อมถามอาการด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ…ฮึก! คุณหนู”ข้ายังไม่รู้สึกว่าเลือดตกยางออกเพียนเย่ก็ร้องไห้เสียงดังเสียแล้ว กำลังจะเอ่ยตอบว่าไม่เป็นอันใดก็ได้ยินเสียงตุบของของหนักกระทบพื้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงดวงตาพลันเบิกโพลงเพราะร่างสูงที่ข้าเห็นอยู่อีกฝั่งนั้นได้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้แล้ว“อวี้เจินเป็นอันใดหรือไม่!”ท่าทางเสิ่นฉงชือดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นานแค่ไหนกันแล้วนะที่ข้าไม่ได้รับความห่วงใยจากเขา นานแค่…“อวี้เจิน! พี่ถามว่าเจ็บมากหรือไม่”ข้าดึงสติตัวเองกลับมาจึงเห็นว่ายามนี้ตนแทบจะอยู่ในอ้อมอกอุ่นรีบเอามือดันอกเขาออกในทันที!“ขะ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”ข้ารักษาระยะห่างกับเขา ขยับก้นออกห่างแล้วยื่นมือให้เพียนเย่ช่วยดึงแขนขึ้น“ดึงข้าขึ้นที”เพียนเย่ปาดน้ำตา รีบ
๔เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเลข้ากลับเรือนตนเองแล้วงีบหลับตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงช่วงค่ำ ท่านแม่ให้คนมาเชิญไปทานอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ อาหารทะเลที่ตั้งโต๊ะละลานตาทำข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง“เจินเอ๋อร์นั่ง ๆ รอท่านพ่อเจ้ามาก่อนเราก็ทานอาหารกันได้เลย”ท่านแม่ผายมือเชิญข้านั่งเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาด้านใน น้ำเสียงและสีหน้าที่สดใสต่างจากเมื่อเช้าทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้“เมื่อเช้าท่านแม่ยังหลั่งน้ำตาตอนบอกลาพี่หญิงใหญ่อยู่เลย ไยค่ำนี้สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเจ้าคะ”พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาท่านพ่อแต่ท่านแม่ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเพราะอนุหลินจากโลกนี้ไปเร็วท่านแม่รักท่านพ่อมากจึงเห็นพี่หญิงใหญ่ไม่ต่างจากบุตรสาวคนหนึ่ง เมื่อเช้านางจึงหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่พอตกเย็นกลับมีสีหน้าสดใสอย่างกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อนปรับอารมณ์ได้เร็วเกินไปหรือไม่!“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดมากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ”ท่านแม่ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ดวงตากลับแวววาวปิดความตื่นเต้นไม่มิดต้องมีเรื่องใดแน่!เหตุใดวันนี้ถึงมีคนปิดบังข้าเยอะเพียงนี้ เสิ่นฉงชือไม่พอ ยังมาท่านแม่อีก“ท่านแม่…”ข้านั่งลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่า







