แชร์

๓(หากนี่คือนิยาย)

ผู้เขียน: ซูเมี่ยวหลิง
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-31 17:51:12

“เหลียนจื่อ!”

ข้าถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเหลียนจื่อเดินตามหลังท่านเจ้าเมืองหนุ่มมาโดยที่ท่าเดินยังปรกติ

“อวี้หวน…ฮือ~”

ผงะไปครู่หนึ่งเมื่อเหลียนจื่อวิ่งเข้ามาหาแล้วสวมกอดเต็มรัก นางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนข้าทำตัวไม่ถูก ทำเพียงลูบแผ่นหลังนางเบา ๆ ปลอบด้วยการกระทำแทนคำพูด

“อวี้หวน ข้าขอโทษเจ้า…ฮึก! ฮือ~”

ยิ่งปลอบก็ยิ่งร้อง เหลียนจื่อปล่อยโฮอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนข้าเริ่มทำตัวไม่ถูกกับสายตาที่มองมา

สตรีคนอื่นในหมู่บ้านไม่เท่าไร แต่เหล่าทหารที่เห็นใบหน้าข้าต่างพากันชะงักไปครู่หนึ่งแล้วแสดงสีหน้าเวทนา

เจ้าต้องทำใจแล้วอวี้หวน ต่อไปนี้เจ้าต้องสู้กับสายตาชาวบ้านอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสายตาเวทนา รังเกียจ ดูถูกเหยียดหยาม…

เจ้าก็ต้องรับให้ได้!

“ข้าเข้าใจความเศร้าโศกของแม่นาง แต่ช่วยระงับอารมณ์หน่อยได้หรือไม่”

เหลียนจื่อผละอ้อมกอดออกจากข้า เราสองคนหันไปมองที่มาของเสียงก็เห็นเป็นร่างสูงใหญ่ของบุรุษในชุดเกราะหนาเตอะพร้อมมีผ้าคลุมอัศวินสีแดงคลุมด้านหลัง

เท่านี้ก็ทราบแล้วว่าเป็นแม่ทัพ!

ดูเหมือนเมืองหวู่จะไม่ได้มีเพียงเจ้าเมืองคนใหม่เท่านั้น แต่ยังมีแม่ทัพคนใหม่ด้วย

“เจ้าค่ะ…เอ่อ ท่านแม่ทัพคนใหม่หรือไม่เจ้าคะ”

เหลียนจื่อเอ่ยถาม นางสงสัยเช่นเดียวกับข้าแต่ไม่เก็บงำความคิด เอ่ยถามเขาไปตามตรง

“ใช่ ข้าคือแม่ทัพคนใหม่ของเมืองหวู่ เติ้งซือหยู”

“คารวะท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”

สาว ๆ ทุกคนพร้อมใจกันคารวะแม่ทัพเติ้งที่เป็นหนุ่มวัยรุ่นราวคราวเดียวกับท่านเจ้าเมือง

มือหนาโบกหนึ่งครั้ง ดูไม่ใส่ใจเรื่องการทำความเคารพ เขากวาดสายตาไล่มองสาว ๆ ทุกคนก่อนที่จะมาหยุดที่ข้า

แอบแปลกใจเล็กน้อยที่เขาไม่แสดงความเวทนาผ่านสายตายามที่มองข้า ทั้งยังไม่มีความตกใจในแววตาเลยสักนิด

จิตใจเข้มแข็งที่ได้มากจากตำแหน่งสินะ!

“แม่นางกระมัง คนที่สตรีทุกคนบอกว่าถูกจับมาที่นี่ก่อนใคร ขออภัยที่คำถามนี้อาจกระทบจิตใจ”

ความเจ็บปวดย่อมอยู่ส่วนลึก แต่ข้าเลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดนั้นเอาไว้แล้วพยักหน้ารับ

“เจ้าค่ะ ข้าอวี้หวน”

“แม่นางอวี้ ยังมีสตรีที่ถูกซ่อนอยู่ที่ใดในหมู่บ้านอีกหรือไม่ เมื่อเจอตัวครบแล้วเราจะได้ทำการพาแม่นางทั้งหลายกลับสู่อ้อมกอดคนที่รัก”

คำพูดตอนท้ายทำสตรีทั้งหลายพากันก้มหน้างุด ข้าพอจะเดาความคิดของพวกนางออก

“เกรงว่าจะไม่มีอ้อมกอดของคนที่รักรออยู่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”

“นั่นสิเจ้าคะ พวกเราที่เปื้อนมลทินเช่นนี้แล้ว ใครจะอ้าแขนรับเข้าสู่บ้านเดิม”

สตรีอายุน้อยกว่าข้าสองคนกล่าวด้วยความหมดอาลัยตายอยาก ไม่อาจกล่าวได้ว่าข้าหรือนางเจ็บปวดมากกว่ากัน

ข้าอายุ 23 หนาว พวกนางยังเพียง 17 ถึง 18 หนาวกันเท่านั้นและยังไม่ออกเรือน ไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยกระทบกระทั่ง พวกนางก็พูดเองและเจ็บปวดกับคำพูดของตนเอง

ที่ท่านแม่ทัพกล่าวว่าเข้าใจความรู้สึกของพวกเราเมื่อครู่ไม่เป็นความจริง นอกจากพวกเราที่เผชิญกับฝันร้ายมานานปีแล้ว ใครก็จินตนาการความเจ็บปวดนี้ไม่ออก

“มีเท่านี้แล้วเจ้าค่ะ”

ข้าจำแม่นางที่มีมากกว่า 20 คนได้ไม่มีใครขาดตก เมื่อไล่สายตานับแล้วถึงได้เอ่ยตอบท่านแม่ทัพ

“ดี! หัวหน้าโจรหนีไปได้ ข้าจะไปตามจับหัวหน้าโจร ต้องมอบหน้าที่ต่อจากนี้ให้ท่านเจ้าเมืองอี้แล้ว”

เมื่อได้รับสายตามากมายจับจ้อง ท่านเจ้าเมืองอี้ก็กล่าวกับทุกคนเสียงนุ่ม

“แม่นางทั้งหลายวางใจ เราออกไปจากที่นี่กันก่อนแล้วไปพักผ่อนในสถานที่ที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้ ต่อจากนี้จะเอาอย่างไรกันต่อ เราถามความสมัครใจกันในภายหลัง”

ท่านเจ้าเมืองอี้คล้ายเดาได้ว่าสตรีหลายคนไม่ประสงค์กลับจวนสร้างความอับอายให้แก่ผู้ใด และเหมือนหนึ่งในนั้นจะเป็นข้าด้วย

ข้าไม่ได้ทำอันใดผิดก็จริง แต่คนที่รับผลการกระทำอันเลยร้ายของโจรชั่วคือข้า กล่าวตามตรงว่าข้าไม่คิดกลับไป

ข้าไม่อยากเห็นสีหน้ารังเกียจของสามี ไม่อยากให้เขาได้รับคำติฉินนินทาจากชาวบ้านที่มีภรรยาต้องมลทิน

“เจ้าค่ะท่่านเจ้าเมือง”

สตรีทุกคนย่อกายลงขอบคุณเจ้าเมืองจากนั้นก็เดินตามเขาออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้

ข้าและเหลียนจื่อขอเดินรั้งท้ายสตรีทั้งหลาย ด้านหลังพวกเรายังมีทหารอีกหลายนายถืออาวุธตามมาด้วย

ในตอนที่เดินลัดเลาะผ่านป่าไปยังเส้นทางที่ถูกใช้จนเป็นทางเดินเตียนโล่ง เหลียนจื่อก็เอ่ยขึ้น

“อวี้หวน เจ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกับข้าใช่หรือไม่ ก่อนหน้าอยากออกไปจากที่นี่แทบตาย แต่พอจะได้ออกไปจากนรกขุมนี้แล้ว กลับไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นสวรรค์หรือไม่”

เหลียนจื่อพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ข้ารู้ว่านางดีใจมาก แต่ก็เสียใจมากเมื่อนึกถึงอนาคตของตนเอง

แค่จินตนาการถึงสายตารังเกียจจากผู้คน หัวใจก็คล้ายถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็นแล้ว

“หากอยากได้คนไปเป็นเพื่อน ข้ากลับไปกับเจ้าได้”

เหลียนจื่อน้ำตาคลอทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ฮึก! เหตุใดเจ้าดีกับข้านัก เจ้ายิ่งทำข้ารู้สึกผิดที่วิ่งหนีเจ้าไปก่อนหน้านี้”

ข้าดวงตาเบิกโพลงเพราะนึกถึงสิ่งใดได้ กล่าวโดยไร้เสียงว่า ‘กำไลเล่า’

เหลียนจื่อไม่ได้ตอบเป็นคำพูดแต่ตบอกเบา ๆ แทน เมื่อนางเห็นข้าถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็นิ่วหน้าใส่ข้า

“นิ่วหน้าใส่ข้าด้วยเหตุใด”

“เหตุใดไม่โกรธข้า เจ้าควรโกรธข้าที่วิ่งหนีเจ้าไปเมื่อครู่นี้ แต่เจ้ากลับ…ฮึ่ย!”

นางรีบปาดน้ำตาออกจากหางตา คงรู้สึกผิดที่ทิ้งข้าเอาไว้คนเดียวไม่น้อย

ข้าไม่ได้โกรธนาง เป็นนางที่รู้สึกแย่จนเอาอารมณ์เหล่านี้ไปปนกับความรู้สึกดีใจ เสียใจ หวาดกลัว

อารมณ์ตีรวนจนจิตใจรับไม่ไหว น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้

“ข้าให้อภัยเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้นเจ้าก็อย่าได้ใจร้ายกับตนเองมากไปเลย มาคิดดีกว่าว่าจะกลับไปหามารดาเจ้าอย่างไรดี อยากไปคนเดียวหรืออยากให้ข้าไปด้วยก็พูดมา”

เหลียนจื่อสูดน้ำมูกแล้วปาดน้ำตาที่ไหลออกจากหางตา จากนั้นก็พรูลมออกจากปากไล่อารมณ์เศร้าหมอง

“ไม่ร้องแล้ว! ว่าแต่ทำไมเจ้าพูดเหมือนจะไม่กลับจวน”

ข้าไม่เคยบอกเจตนาของตนให้ใครฟังรวมถึงเหลียนจื่อ

ด้วยเช่นกัน ไม่แปลกหากนางจะสงสัย

“ข้าคิดว่าจะไม่กลับไปบ้านสามีแล้ว”

ยิ่งไม่กล้ากลับไปบ้านเดิม!

“บ้านสามีไม่กลับ อย่าบอกว่าเจ้าก็จะไม่กลับจวนตระกูลอวี้ด้วยเช่นกัน”

ข้าพยักหน้ารับ เดิมทีข้าก็เป็นบุตรสาวสายรองของตระกูลอวี้อยู่แล้ว ไม่ว่าข้าจะมีชีวิตอยู่หรือจากไปแล้วล้วนไม่สำคัญ

“เจ้ายังมีมารดาให้กลับไปหา ส่วนมารดาข้าจากไปตั้งนานแล้ว ข้าคงใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ”

“รับปากข้า ห้ามคิดสั้นเป็นอันขาด”

ข้าชะงักเท้าไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อหันไปเห็นทหารตีหน้าดุใส่จึงได้เดินต่อไป เอ่ยในส่ิงที่เหลียนจื่ออยากได้ยิน

“ข้ารับปากเจ้า ไม่คิดสั้นเป็นอันขาด คนเราตายง่ายนัก หากถึงเวลาต้องตายเดี๋ยวก็ตายเอง”

“ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ข้าก็สบายใจ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เจ้าไปพักบ้านข้า จะอยู่นานก็แค่ไหนก็ได้ เรือนหลังนั้นข้าอยู่กับท่านแม่สองคน ไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามแน่”

“แต่ข้ากลัวจะเป็นการรบกวนเจ้า ข้ากลับจวนไปเป็นเพื่อนเจ้าเท่านั้นได้หรือไม่ จากนี้ข้าจะไปตามทางของข้า เจ้าไม่ต้องห่วง”

ข้าไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ใคร ที่เสนอตัวไปเป็นเพื่อนเหลียนจื่อก็เพราะกลัวเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น

“เฮ้อ~ยอมแพ้แล้ว”

“...”

ข้ายังไม่ทันได้โล่งอก เหลียนจื่อก็เอ่ยเสริม

“แต่แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไปถึงที่พักที่ท่านเจ้าเมืองเตรียมเอาไว้เมื่อใด ข้าจะโน้มน้าวเจ้าอีกที”

ข้าไม่ได้กล่าวสิ่งใดนอกจากยิ้มบาง ในใจมีคำตอบเอาไว้แล้ว แต่เมื่อนางมีใจจะโน้มน้าวข้าก็ไม่คิดขัด

ข้าเดินตามสตรีทั้งหลายไปเรื่อย ๆ มีจังหวะหนึ่งที่ร่างสูงของท่านเจ้าเมืองหันมามองแล้วชะเง้อมองด้านหลังจนสบตากับข้าโดยตรง

คงไม่ใช่ว่าเขาได้ยินบทสนทนาระหว่างข้ากับเหลียนจื่อแล้วกระมัง!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษจบ) ๙ บุปผาดอกนี้บานแล้ว

    ๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๘ แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ

    ๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ) ๗ ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด

    ๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๖ ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด

    ๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๕ ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้ว

    ๕ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้วเสิ่นฉงชืออยู่ฝั่งนั้น!เขาคือเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กลับมาจากโพ้นทะเล เจ้าของวัตถุดิบมื้อเย็นทั้งหมดตุบ!เพราะรีบร้อนลงจากบันไดแล้วไม่ทันระวัง ข้าจึงตกบันไดจนหลุดเสียงร้องเจ็บปวดเพราะก้นกระแทกพื้น“โอ๊ย~”“คุณหนู!”เพียนเย่ตกใจ ไม่นานก็ดึงสติตัวเองมาได้ รีบเข้ามาช่วยข้าพร้อมถามอาการด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ…ฮึก! คุณหนู”ข้ายังไม่รู้สึกว่าเลือดตกยางออกเพียนเย่ก็ร้องไห้เสียงดังเสียแล้ว กำลังจะเอ่ยตอบว่าไม่เป็นอันใดก็ได้ยินเสียงตุบของของหนักกระทบพื้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงดวงตาพลันเบิกโพลงเพราะร่างสูงที่ข้าเห็นอยู่อีกฝั่งนั้นได้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้แล้ว“อวี้เจินเป็นอันใดหรือไม่!”ท่าทางเสิ่นฉงชือดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นานแค่ไหนกันแล้วนะที่ข้าไม่ได้รับความห่วงใยจากเขา นานแค่…“อวี้เจิน! พี่ถามว่าเจ็บมากหรือไม่”ข้าดึงสติตัวเองกลับมาจึงเห็นว่ายามนี้ตนแทบจะอยู่ในอ้อมอกอุ่นรีบเอามือดันอกเขาออกในทันที!“ขะ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”ข้ารักษาระยะห่างกับเขา ขยับก้นออกห่างแล้วยื่นมือให้เพียนเย่ช่วยดึงแขนขึ้น“ดึงข้าขึ้นที”เพียนเย่ปาดน้ำตา รีบ

  • ดั่งกลีบบุปผากลางเหมันต์   (ตอนพิเศษ)๔ เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเล

    ๔เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเลข้ากลับเรือนตนเองแล้วงีบหลับตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงช่วงค่ำ ท่านแม่ให้คนมาเชิญไปทานอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ อาหารทะเลที่ตั้งโต๊ะละลานตาทำข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง“เจินเอ๋อร์นั่ง ๆ รอท่านพ่อเจ้ามาก่อนเราก็ทานอาหารกันได้เลย”ท่านแม่ผายมือเชิญข้านั่งเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาด้านใน น้ำเสียงและสีหน้าที่สดใสต่างจากเมื่อเช้าทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้“เมื่อเช้าท่านแม่ยังหลั่งน้ำตาตอนบอกลาพี่หญิงใหญ่อยู่เลย ไยค่ำนี้สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเจ้าคะ”พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาท่านพ่อแต่ท่านแม่ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเพราะอนุหลินจากโลกนี้ไปเร็วท่านแม่รักท่านพ่อมากจึงเห็นพี่หญิงใหญ่ไม่ต่างจากบุตรสาวคนหนึ่ง เมื่อเช้านางจึงหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่พอตกเย็นกลับมีสีหน้าสดใสอย่างกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อนปรับอารมณ์ได้เร็วเกินไปหรือไม่!“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดมากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ”ท่านแม่ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ดวงตากลับแวววาวปิดความตื่นเต้นไม่มิดต้องมีเรื่องใดแน่!เหตุใดวันนี้ถึงมีคนปิดบังข้าเยอะเพียงนี้ เสิ่นฉงชือไม่พอ ยังมาท่านแม่อีก“ท่านแม่…”ข้านั่งลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่า

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status