เข้าสู่ระบบ๔
กลิ่นอิสระเป็นเช่นนี้!
เมื่อออกมาจากฐานที่ตั้งโจรได้ข้าก็หลับตาเงยหน้าขึ้นสูดหายใจเข้าลึก อ้าแขนรับอิสระภาพที่เพิ่งได้รับ
“ฮือ~ข้าคิดว่าจะไม่มีวันนี้แล้ว”
ข้าลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ จากตอนแรกร้องไห้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ยามนี้พอคนหนึ่งร้อง อีกคนก็อดร้องตามไม่ได้ สุดท้ายกอดคอพากันร้องไห้
“อวี้หวน เจ้าไม่ร้องไห้บ้างหรือ”
เหลียนจื่อที่วันนี้ร้องไห้ไปหลายรอบแล้วหันมาตั้งคำถามกับข้า
“ไม่มีน้ำตาจะไหลแล้ว”
“เจ้าช่างเข้มแข็งนัก ข้าก็ไม่อยากร้องไห้ แต่มันอดไม่ได้จริง ๆ” เหลียนจื่อรีบปาดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้า
นางพยายามทำตัวเข้มแข็ง!
“หากเจ้าอยากร้องก็ร้องออกมาเถิด ข้าไม่มองว่าเจ้าอ่อนแอหรอก”
เหลียนจื่อเบ้ปาก สุดท้ายก็ร้องไห้ตามแม่นางน้อยทั้งหลาย ข้าไม่ห้ามนางร้องไห้แต่ยื่นมือไปโอบไหล่นางเอาไว้แล้วตบเบา ๆ
ท่านเจ้าเมืองอี้เห็นแบบนั้นก็เดินเข้ามาใกล้พวกเราแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ในเมื่อไม่อาจห้ามน้ำตาได้แล้ว เช่นนั้นเราเปลี่ยนสถานที่หลั่งน้ำตาดีหรือไม่ ทานอาหารดี ๆ นอนในที่สบาย”
แม่นางน้อยทั้งหลายคงรู้สึกไม่ต่างจากได้รับการปลอบโยน ขนาดข้าที่ใจแข็งยังฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
การกระทำของเจ้าเมืองทำให้ข้าอดตั้งคำถามกับตนเองไม่ได้ว่า…
สามีของข้าจะปลอบประโลมข้าเช่นนี้หรือไม่
เขาจะตามหาข้า จะเฝ้าคิดถึงข้าหรือไม่
หนึ่งเค่อต่อมาพวกเรานั่งรถม้าจากอดีตฐานที่ลับโจรเข้ามาในเมือง ทำให้ข้าทราบว่าระยะทางของฐานที่ลับห่างจากจวนของข้าไม่มาก
ข้าที่กำลังนั่งมองเส้นทางตรงหน้าต่างรีบปิดม่านทันทีเมื่อผ่านจวนของสามี
“อวี้หวน เป็นอันใด”
ข้าจับอกตนเองมองเหลียนจื่อที่นั่งฝั่งตรงข้าม หัวใจเต้นแรงด้วยความระทึก
“ข้า…ข้า…ไม่มีอันใด”
แม่นางน้อยคนอื่นจับจ้องมายังข้า แต่ไม่กล้าซักถาม เพราะท่าทางของข้าชัดเจนว่า ‘มีอะไร’ แน่ ๆ
“เจ้าไม่ตอบก็ไม่เป็นไร อยากเล่าให้ข้าฟังเมื่อใดต้องรีบเล่าเลยเข้าใจหรือไม่”
เพราะสัมผัสได้ถึงความหวังดีอย่างจริงใจของนาง ข้าจึงพยักหน้ารับเบา ๆ นั่งเงียบจนกระทั่งรถม้าจอดนิ่งอยู่สถานที่แห่งหนึ่ง
เมื่อเปิดม่านออกดูก็เห็นว่าท่านเจ้าเมืองที่ขี่ม้านำขบวนกระโดดลงจากม้าตัวสูงใหญ่ ป้องปากบอกพวกเราเสียงไม่ดังไม่เบา
“ถึงแล้ว เชิญแม่นางทุกคนลงจากรถม้า”
รถม้ามีทั้งหมดสามคัน นั่งคันละแปดคน สตรีทั้งยี่สิบสี่คนทยอยเดินลงจากรถม้า
แต่ละคนมีท่าทางไม่คุ้นชินกับโลกภายนอก สายตาถูกจำกัดอยู่ในที่แคบมานาน ไม่แปลกที่จะไม่คุ้นชิ้น
“แม่นางทั้งหลายพักผ่อนที่นี่ก่อนหนึ่งคืน ระหว่างนี้จะเริ่มทำการซักถามประวัติและส่งคนไปบอกที่จวนแม่นางก่อนล่วงหน้า
แน่นอนว่าหากแม่นางคนใดอยากกลับจวนวันนี้ ข้าจะให้คนไปส่ง หรือจะอยู่ที่นี่อีกกี่วันก็ได้ อย่างไรเสียที่นี่ก็คือจวนพักพิงผู้เดือดร้อน”
ข้าหันไปมองแผ่นป้ายหน้าจวนก็เห็นว่าสลักด้วยอักษรคำว่า ‘คุณธรรม’ เด่นชัด
ให้ข้าเดาเล่น จวนพักพิงเพื่อผู้เดือดร้อนแห่งนี้มีผู้อำนวยการสร้างคือเศรษฐีคนหนึ่งร่วมกับคนของทางการ
หากพึ่งงบของทางการเพียงอย่างเดียว สถานที่พักพิงแห่งนี้ไม่เกิดขึ้นแน่
“เชิญแม่นางทั้งหลายเข้ามาด้านใน”
ข้ารอให้คนอื่นเดินเข้าไปด้านในก่อนแล้วรอรั้งท้าย ระหว่างนี้ก็กวาดสายตามองโดยรอบ
จวนพักพิงแห่งนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ตลาด รถม้าที่สัญจรไปมาจึงไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเลย
ในจังหวะนั้นเองมีรถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านมาทางนี้พอดี ปรกติข้าไม่ได้ใส่ใจคนอื่นมากนัก แต่ไม่รู้ว่ามีอันใดดลใจให้ข้ามองไปยังรถม้าคันนั้น
ข้างหน้าต่างรถม้ามีสตรีหน้าตางดงามนั่งอยู่ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้บาดแผลของนางทำให้ข้ากระชับผ้าคลุมใบหน้าตนเองให้มิดชิดขึ้น
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเกิดขึ้นอย่างไม่อาจห้ามความรู้สึกตนเองได้
“นั่นมัน…”
ข้าใจกระตุกทันทีเมื่อเห็นว่ารถม้าคันนั้นไม่ได้มีเพียงคุณหนูคนงาม แต่ยังมีบุรุษที่ข้าไม่มีวันลืมหน้าเขา
ร่างข้าแข็งทื่อเมื่อเขายื่นหน้าออกมานอกหน้าต่างคล้ายอยากสำรวจสถานการณ์ทางด้านจวนพักพิง
ข้าอาศัยจังหวะที่เขายังไม่ได้สบตารีบหันหลังให้รถม้า อธิษฐานต่อฟากฟ้าไม่ให้เขาจำข้าได้
แม้จะสงสัยถึงสถานะของสตรีที่มากับเขา แต่ความหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับเขามีมากกว่า
“ไม่นะ ขอเถอะ อย่าจำข้าได้เลย”
ข้าพยายามฟังเสียงรถม้าคันนั้นว่าเคลื่อนที่ไปไกลแล้วหรือไม่ ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อรถม้าคันนั้นไม่ได้จอดนิ่ง
แต่หายใจยังไม่ทั่วท้อง ท่านเจ้าเมืองอี้ก็เดินเข้ามาหาข้าแล้วถามว่า…
“มีเรื่องอันใดหรือไม่แม่นางอวี้”
ข้ารีบส่ายหน้าทันทีแล้วฉีกยิ้มให้เขา
“ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ”
“มีแน่ ๆ ข้าว่าแม่นางไม่ควรปิดบังเรื่องนี้กับข้า หรือว่ารถม้าคันนั้นเกี่ยวข้องกับแม่นาง”
ช่างสังเกตเพียงนี้!
“คือว่า…” หรือข้าจะบอกท่านเจ้าเมืองไปเลยว่ายังไม่คิดกลับจวนวันนี้ “รถม้าคันเมื่อครู่ สามีข้าโดยสารมาด้วยเจ้าค่ะ”
เจ้าเมืองอี้นิ่งคิด เขาคงกำลังเดาสถานการณ์ในใจ
“สตรีที่โดยสารรถม้าเมื่อครู่ แม่นางอวี้รู้จักหรือไม่”
ข้าส่ายหน้าเบา ๆ รู้สึกเศร้าขึ้นทันทีเมื่อคิดว่านางอาจจะเป็นภรรยาคนใหม่ของท่านพี่
ขนาดพี่ชายน้องสาวยังยากจะนั่งรถม้าคันเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาไม่ผิวเผินแน่
“ข้าเข้าใจแล้ว และอยากให้แม่นางมีความหวังไว้ว่าสามียังยินดีกับการกลับมาของแม่นางอยู่”
ข้ายังจะหวังได้หรือ
“ท่านเจ้าเมือง…ข้า…ข้าไม่กลับจวนสามีได้หรือไม่”
ท่านเจ้าเมืองทำหน้าคิดหนัก
“หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง อีกไม่นานข่าวเรื่องทลายฐานโจรต้องถูกพูดกันปากต่อปากแน่ หากข้าจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ สามีแม่นางได้ไปแจ้งทางการคนหายด้วย ยังต้องตรวจสอบรายชื่อคนหายกับทางกองปราบอีกที”
หมายความว่าหากท่านพี่ทราบข่าวเรื่องทลายฐานโจร อาจจะมาที่กองปราบเพื่อตรวจสอบรายชื่อใช่หรือไม่
ไม่ก็มาที่จวนพักพิงเลย แต่ว่า…
เขาจะมาหรือ!
“แม่นางไม่สะดวกใจจะกลับบ้านสามี”
“เรียนท่านเจ้าเมืองตามตรง ข้าไม่คิดว่าใครจะรับสตรีต้องมลทินแบบข้าได้เจ้าค่ะ”
“แม่นางอย่าคิดเช่นนั้น…”
เขามองหน้าข้าด้วยความเวทนาแล้ว!
“ข้าขอร้องท่านเจ้าเมือง ไม่รายงานเรื่องข้าแก่จวนสามีได้หรือไม่เจ้าคะ”
ท่านเจ้าเมืองถอนหายใจแต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า
“ไม่ได้ หากพวกเขามาสอบถามเรื่องแม่นางข้าจำต้องตอบไปตามตรง”
ตงฉินเพียงนี้!
“เช่นนั้นบอกพวกเขาเพียงว่ามีรายชื่ออวี้หวน แต่ว่าอวี้หวนไม่อยู่ที่นี่แล้ว ได้หรือไม่เจ้าคะ”
“แบบนี้ข้าพอจะช่วยได้ แต่ข้าอยากลองเสนอให้แม่นางเผชิญหน้ากับเขาก่อน บางทีทุกอย่างอาจจะไม่ใช่อย่างที่แม่นางคิดเสมอไป ผ่านเรื่องเลวร้ายมาได้แล้ว แม่นางไม่คิดว่าจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นต่อจากนี้หรือ”
หากไม่ใช่เล่า ข้าไม่เจ็บช้ำทรวงในหรือ
“เช่นนั้นขอเวลาข้าคิดก่อนเจ้าค่ะ”
ท่านเจ้าเมืองอี้พยักหน้ารับแล้วให้กำลังใจข้า จากนั้นก็ผายมือเชิญข้าให้เข้าไปพักผ่อนด้านใน
“อวี้หวน เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
เหลียนจื่อยังไม่ได้เข้าไปด้านใน นางยื่นมือมาให้ข้าจับ ข้าจึงยื่นไปจับมือนางเอาไว้แล้วเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน
“เหลียนจื่อ ที่เจ้าชวนข้าไปอยู่เรือนสักพัก ตอนนี้ยังนับคำพูดนั้นอยู่หรือไม่”
เหลียนจื่อรีบพยักหน้ารับ
“อยากสิ! มีเจ้าไปด้วยข้าจะได้อุ่นใจมากขึ้น ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้าแล้ว ขนาดข้ากลับจวนตนเองที่มีเพียงท่านแม่อยู่แท้ ๆ ยังไม่มั่นใจ ไม่ต้องพูดถึงเจ้าที่มีสามีนับว่ามีชื่อเสียงในเมืองหวู่”
“ขอบใจเจ้า”
“ใครต้องขอบใจใครก็ยังไม่แน่”
“...”
“เข้าไปกันเถอะอวี้หวน อย่างน้อยคืนนี้ก็นอนหลับได้เต็มตากว่าคืนอื่น พรุ่งนี้ยังมีอันใดรอเราอยู่อีกมาก”
เหลียนจื่อพูดถูก!
พรุ่งนี้ยังมีเรื่องราวรออยู่อีกมาก แต่ข้าจะผ่านมันไปได้ใช่หรือไม่…
๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง
๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา
๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม
๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ
๕ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้วเสิ่นฉงชืออยู่ฝั่งนั้น!เขาคือเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กลับมาจากโพ้นทะเล เจ้าของวัตถุดิบมื้อเย็นทั้งหมดตุบ!เพราะรีบร้อนลงจากบันไดแล้วไม่ทันระวัง ข้าจึงตกบันไดจนหลุดเสียงร้องเจ็บปวดเพราะก้นกระแทกพื้น“โอ๊ย~”“คุณหนู!”เพียนเย่ตกใจ ไม่นานก็ดึงสติตัวเองมาได้ รีบเข้ามาช่วยข้าพร้อมถามอาการด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ…ฮึก! คุณหนู”ข้ายังไม่รู้สึกว่าเลือดตกยางออกเพียนเย่ก็ร้องไห้เสียงดังเสียแล้ว กำลังจะเอ่ยตอบว่าไม่เป็นอันใดก็ได้ยินเสียงตุบของของหนักกระทบพื้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงดวงตาพลันเบิกโพลงเพราะร่างสูงที่ข้าเห็นอยู่อีกฝั่งนั้นได้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้แล้ว“อวี้เจินเป็นอันใดหรือไม่!”ท่าทางเสิ่นฉงชือดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นานแค่ไหนกันแล้วนะที่ข้าไม่ได้รับความห่วงใยจากเขา นานแค่…“อวี้เจิน! พี่ถามว่าเจ็บมากหรือไม่”ข้าดึงสติตัวเองกลับมาจึงเห็นว่ายามนี้ตนแทบจะอยู่ในอ้อมอกอุ่นรีบเอามือดันอกเขาออกในทันที!“ขะ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”ข้ารักษาระยะห่างกับเขา ขยับก้นออกห่างแล้วยื่นมือให้เพียนเย่ช่วยดึงแขนขึ้น“ดึงข้าขึ้นที”เพียนเย่ปาดน้ำตา รีบ
๔เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเลข้ากลับเรือนตนเองแล้วงีบหลับตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงช่วงค่ำ ท่านแม่ให้คนมาเชิญไปทานอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ อาหารทะเลที่ตั้งโต๊ะละลานตาทำข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง“เจินเอ๋อร์นั่ง ๆ รอท่านพ่อเจ้ามาก่อนเราก็ทานอาหารกันได้เลย”ท่านแม่ผายมือเชิญข้านั่งเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาด้านใน น้ำเสียงและสีหน้าที่สดใสต่างจากเมื่อเช้าทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้“เมื่อเช้าท่านแม่ยังหลั่งน้ำตาตอนบอกลาพี่หญิงใหญ่อยู่เลย ไยค่ำนี้สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเจ้าคะ”พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาท่านพ่อแต่ท่านแม่ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเพราะอนุหลินจากโลกนี้ไปเร็วท่านแม่รักท่านพ่อมากจึงเห็นพี่หญิงใหญ่ไม่ต่างจากบุตรสาวคนหนึ่ง เมื่อเช้านางจึงหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่พอตกเย็นกลับมีสีหน้าสดใสอย่างกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อนปรับอารมณ์ได้เร็วเกินไปหรือไม่!“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดมากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ”ท่านแม่ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ดวงตากลับแวววาวปิดความตื่นเต้นไม่มิดต้องมีเรื่องใดแน่!เหตุใดวันนี้ถึงมีคนปิดบังข้าเยอะเพียงนี้ เสิ่นฉงชือไม่พอ ยังมาท่านแม่อีก“ท่านแม่…”ข้านั่งลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่า







