LOGINเธอคือผู้หญิงในฝันของท่านชัดๆ แล้วเหตุไฉนเธอจึงมาปรากฏกาย ณ ที่นี้ได้
ทว่า...เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นกระชากพระสติที่กำลังลอยคว้างให้กลับคืนมาสู่เหตุการณ์ตรงหน้าในฉับพลัน แล้วพระอาการขุ่นเคืองพระทัยก็เข้ามาแทนที่ ไฉนนางในฝันของท่านจึงมีกิริยามารยาทเช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาซะเลย ไม่รู้จักสงวนท่าทีตัวเองเอาไว้บ้าง ทรงดำริก่อนส่งสายพระเนตรดุๆ ไปให้
ดูสิ! ท่านอุตส่าห์ช่วยพยุงเอาไว้ไม่ให้ล้มคว่ำลงกับพื้น ยังจะมายืนหัวเราะอีก ทรงไม่ค่อยได้พบสตรีใดในสยามที่มีกิริยาเช่นนี้นัก ถ้าเป็นการแสดงออกของสตรีจากประเทศอังกฤษที่ทรงเพิ่งจากมาคงไม่ประหลาดพระทัยนัก เพราะที่นั่นมีอิสรเสรีในการแสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องหวั่นต่อสายตาผู้ใด แต่นี่เป็นประเทศสยามที่เคร่งครัดในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ผิดจากกิริยามารยาทของผู้หญิงในฝันของท่านราวหน้ามือกับหลังมือ แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันก็ตาม
ขณะกำลังทรงคำนึงในพระทัยอยู่นั้น ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก เมื่อจู่ๆ ร่างของผู้หญิงในฝันที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็หายวับจากสายพระเนตรโดยไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ทอดพระเนตรชะเง้อชะแง้หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
ทำไมถึงหายตัวไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ หรือเธอเป็นนางฟ้า หรือว่า...นางไม้?
หม่อมเจ้าดนัยเทพรังสรรค์หลับพระเนตรลง ด้วยหวังว่าเมื่อลืมพระเนตรขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะปรากฏกายอยู่ตรงเบื้องพักตร์ดังเดิม ทว่าความหวังต้องสูญสิ้น เมื่อลืมพระเนตรแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ดวงพักตร์งามสมชายหมองหม่นลงคล้ายดวงหทัยของท่านปลิดปลิวลอยตามเธอไปกระนั้น นางในฝันที่ท่านชายทรงเคยพบเจอแค่ในความฝัน เพิ่งจะทรงพบตัวจริงก็วันนี้ แค่เห็นครั้งแรกหทัยทั้งดวงก็ดูเหมือนจะยอมสยบให้เธอแต่เพียงผู้เดียว ต่อให้เธอมีกิริยามารยาทไม่เหมือนที่เคยพบในความฝันก็ตาม
อาการดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นกับท่านชายมาก่อนตั้งแต่ประสูติจนถึงบัดนี้ หรืออาการเช่นนี้ที่เขาเรียกว่ารักแรกพบ
เพียงแรกพบสบพักตร์พี่รักเจ้า
อยากขอเฝ้าเคล้านางไม่ห่างหาย
หากได้น้องครองแนบชิดสนิทกาย
หญิงทั้งหลายพี่ไม่แลมองแค่เธอ
ขณะเหลียวพระเนตรแลหาสตรีผู้กระชากดวงหทัยอยู่นั้น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา แต่งกายในชุดโจงกระเบนผ้าม่วงสีเขียวเข้ม สวมเสื้อราชปะแตนสีขาว สวมรองเท้าถุงเท้าพร้อม มีหมวกถืออยู่ในมือและกำลังโบกพัดไปมา ก็เดินแกมวิ่งเข้ามาหา
“ฝ่าบาท หม่อมกับพีระตามหาอยู่ตั้งนานสองนาน ทำไมถึงทรงดำเนินมาแถวนี้ได้ล่ะ” ชวาลาผู้เป็นพระสหายสนิทเอ่ยถามด้วยอาการเหนื่อยหอบ เนื่องจากตัวเขาเองมัวแต่แวะทักทายคนรู้จัก ครั้นหันมาอีกทีท่านชายก็ทรงหายไปจากสายตาซะแล้ว
“แล้วพีระล่ะต้น” ท่านชายไม่รับสั่งตอบ แต่ทรงถามหาคนสนิทที่มักจะติดสอยห้อยตามท่านมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งยังเป็นคนขับรถให้เวลาเสด็จไปไหนมาไหน
“ตอนแรกยังยืนอยู่ด้วยกัน แต่หม่อมมัวแต่มองหาฝ่าบาท สงสัยคงพลัดกันตอนนั้น” ชวาลาตอบด้วยน้ำเสียงยังไม่คลายจากอาการเหนื่อยหอบ
ชวาลา พิริยะศักดิ์ บุตรชายคนเดียวของเจ้าพระยาพิริยะศักดิ์ ข้าราชการสำคัญในกระทรวงมหาดไทย มารดาคือหม่อมราชวงศ์ประกายดาว สกุลเดิมพรหมกุล พระญาติในเสด็จพระองค์หญิงตำหนักริมน้ำ ซึ่งเป็นเสด็จป้าของท่านชายดนัยเทพรังสรรค์ ชวาลาเป็นพระสหายของท่านชายมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง จนกระทั่งไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยกัน สนิทสนมรักใคร่กันมากจนแทบจะเข้าไปกินนอนอยู่ในตำหนักริมน้ำที่ท่านชายทรงพำนักอยู่
“อ้าว...นั่นไงมาพอดี”
ชายหนุ่มที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาเป็นชายร่างสูง แต่เตี้ยกว่าท่านชายดนัยเทพรังสรรค์กับชวาลาเล็กน้อย หน้าตาคมสัน ในชุดผ้าม่วงหางกระรอก สวมเสื้อราชปะแตนไม่ต่างกัน เป็นบุตรชายของมหาดเล็กเก่าแก่ในวังของเสด็จพระองค์หญิง และเสด็จฯ ทรงชุบเลี้ยงส่งเสียให้เรียนต่อพร้อมๆ กับภาติยะ พีระจึงจงรักภักดีต่อเสด็จพระองค์หญิงกับท่านชายมาก ถึงขั้นยอมตายถวายชีวิตแทนให้ได้
“นั่นสิกระหม่อม ทำไมฝ่าบาทถึงได้ทรงดำเนินเร็วนัก กระหม่อมกับคุณต้นเดินตามหากันให้ควั่ก ทรงดำเนินมาไกลจนถึงที่นี่เลยรึ” พีระพูดพลางหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ในมือมีกล่องสีสวยถืออยู่
“ฉันเดินเล่นมาเรื่อยๆ” ท่านชายก้องเกือบจะพลั้งโอษฐ์รับสั่งเรื่องนางในฝันที่ทรงพบตัวจริงเมื่อครู่ให้ทั้งสองฟัง แต่ยั้งโอษฐ์ไว้ได้ทัน
“ทรงดำเนินเล่นมาเรื่อยๆ นี่นะ มันไม่ใช่ใกล้ๆ เลยนะ กระหม่อมซื้อของเสร็จก็มองไม่เห็นฝ่าบาทแล้ว แต่ยังแลเห็นคุณต้นอยู่ เพราะมัวแต่มองหาฝ่าบาท หันมาอีกทีคุณต้นก็หายไปอีกคน” พีระพูดด้วยน้ำเสียงยังไม่คลายจากอาการเหนื่อยหอบนัก
“จริงของพีระ ทรงดำเนินมาจนถึงตรงนี้ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย แล้วพักตร์ของฝ่าบาทเหตุใดจึงดูแปลกๆ เป็นอะไรไปรึเปล่าหม่อม” ชวาลาเอ่ยถามอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะจากจุดที่เดินมาจนถึงตรงนี้ไม่ใช่ใกล้ๆ ขนาดเขากับพีระเดินตามมายังถึงกับหอบแฮกๆ
“ไม่ได้เป็นอะไรดอกน่า” ทรงปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่ภายในหทัยนั้นโหวงไหว ราวกับหทัยทั้งดวงสูญสิ้นไป ทรงถามพีระเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพระสหาย เนื่องจากอีกฝ่ายพูดไม่ผิดความจริงไปนัก ไม่รู้ว่าอะไรดลพระทัยให้ท่านทรงดำเนินมาไกลถึงตรงนี้ได้ “แล้วแกซื้ออะไรมาเป็นของขวัญวันเกิดให้หญิงแต้วหรือพีระ”
“ผ้าเช็ดหน้ากระหม่อม” พีระตอบด้วยสีหน้าปั้นยาก
“แกซื้อผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญวันเกิด เขาไม่ถือกันดอกรึ” ท่านชายทรงถามเสียงเรียบ
“หม่อมคิดว่าถือกันนะ เพราะได้ยินมาว่าคนเป็นคู่รักห้ามให้ผ้าเช็ดหน้ากันเป็นอันขาด ถือว่าจะเป็นลางไม่ดี กลัวจะต้องเอาไว้ซับน้ำตาน่ะฝ่าบาท” ชวาลาเป็นผู้ตอบ
“ผมไม่รู้จะซื้ออะไรจริงๆ นะครับคุณต้น ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าซื้ออะไรก็ได้ ผมเลยซื้อผ้าเช็ดหน้านี่แหละ ซื้อซะครึ่งโหลเลย” พีระตอบเสียงอ่อยๆ
“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือ” ท่านชายตรัสอย่างไม่ใส่พระทัยนัก
ชวาลาส่ายหน้าก่อนเอ่ยออกมาตรงๆ “หม่อมคิดว่าเรื่องผ้าเช็ดหน้าคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าประเด็นที่ว่า ถ้าคุณหญิงแต้วรู้ว่าของขวัญชิ้นนี้ฝ่าบาทไม่ได้ทรงซื้อด้วยพระองค์เอง จะรู้สึกอย่างไร”
“ถ้าแกกับพีระไม่ปริปากบอก หญิงแต้วจะรู้ได้อย่างไร” ท่านชายรับสั่งตอบอย่างไม่ใส่พระทัย ราวกับคนที่รับสั่งถึงหาได้มีความสำคัญไม่
ชวาลาหันไปมองหน้ากับพีระแล้วต่างพากันถอนหายใจ นึกสงสารหญิงสาวที่ถูกพูดถึงขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้น เรารีบไปที่งานกันเถอะ เย็นมากแล้ว ป่านนี้คุณหญิงแต้วคงนั่งรอฝ่าบาทแล้ว”
ดวงพักตร์งามสมชายพลันเคร่งขรึมลง เมื่อทรงคิดว่าจะต้องไปร่วมงานฉลองวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของหม่อมราชวงศ์วิไลเลขาหรือคุณหญิงแต้ว ที่ดำรงฐานะเป็นคู่หมายที่จะต้องหมั้นกันในอนาคต ซึ่งท่านชายเองทรงบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ทรงเหลียวหานางในฝันอีกครั้งเพราะทรงหวังว่าจะเจอเธอ แต่ก็สิ้นหวังเมื่อไม่เห็นแม้แต่เงา
หรือนางในฝันของท่านเป็นนางฟ้าจริงๆ ถึงได้หายตัวไปรวดเร็วนัก!
“ทรงมองหาใครหรือกระหม่อม” ชวาลาทูลถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นท่านชายเหลียวเนตรคล้ายกับเหลียวหาผู้ใดอยู่
“ปละ...เปล่าหรอก เรารีบไปกันเถอะ แต่วันนี้ฉันอยากนั่งรถรางนะต้น พีระ แกเอารถยนต์จอดไว้แถวนี้แหละ ค่อยมาเอาวันรุ่งขึ้น”
สาเหตุที่ท่านชายอยากประทับรถราง เพราะทรงหวังว่าจะเจอเธอบนนั้น และการที่เอารถจอดไว้แถวนี้ก็ทรงหวังอีกเหมือนกันว่าจะเจอเธออีกในวันรุ่งขึ้น
“รถราง ฝ่าบาทนี่นะจะประทับรถราง”
ชวาลากับพีระถามขึ้นพร้อมกันอย่างแปลกใจ จะไม่ให้แปลกใจได้ยังไง ท่านชายดนัยเทพรังสรรค์ราชนิกูลผู้แสนจะโก้หรูในวงสังคมชั้นสูงจึงอยากประทับรถรางที่ส่วนใหญ่คนธรรมดาเท่านั้นถึงใช้บริการ
“ทำไมฉันจะขึ้นรถรางไม่ได้ ฉันก็เป็นคนธรรมดาเหมือนแกสองคนนั่นแหละ” ท่านชายตรัสเสียงเข้ม
“ตามพระทัยฝ่าบาทแล้วกัน” ชวาลาไม่อยากขัดพระทัย เพราะดวงพักตร์ของอีกฝ่ายดูหงุดหงิดชอบกล ผิดกับก่อนหน้าที่ยังทรงอารมณ์ดีอยู่เลย
หลังจากรอให้พีระกลับไปนำรถยนต์มาจอดแถวๆ นี้ตามพระประสงค์ ทั้งสองก็พาท่านชายขึ้นไปประทับบนรถรางตรงส่วนหน้าซึ่งเป็นเบาะนุ่ม เพื่อจะได้ประทับสบายๆ แล้วก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนในรถทันที เพราะด้วยเครื่องแต่งกายที่โก้หรูของทั้งสาม ที่ผิดแผกแตกต่างจากคนบนรถ แต่สายตาดังกล่าวไม่ได้ทำให้ท่านชายดนัยเทพรังสรรค์สนพระทัยแต่ประการใด ได้แต่สอดส่ายพระเนตรหาผู้หญิงคนนั้นบนรถ แต่ก็ไม่เจอเหมือนเดิม
พระกริยาดังกล่าวของท่านชายสร้างความสงสัยให้เกิดแก่ชวาลากับพีระไม่น้อย
‘นี่มันอะไรกัน’ รสิกาอุทานอยู่ในใจ ยืนตาเบิกโพลงมองภาพที่ฝาผนังด้วยอาการมึนตึ้บ หรือนี่คือคุณหนูการะเกดอะไรนั่นที่เธอถูกจวงเรียกขาน ทำไมถึงได้เหมือนเธอราวกับคนคนเดียวกันเช่นนี้ แล้วการะเกดตัวจริงหายไปไหนกัน...ไฉนจึงกลายมาเป็นตัวเธอได้!รสิกาพร่ำถามตัวเองในใจอย่างมึนงงสงสัย แต่ก็ก้าวตามหลังจวงไปด้วยอาการเบลอๆ จนมาถึงห้องนอนห้องหนึ่ง กระทั่งทรุดนั่งลงบนเตียงถึงได้รู้สึกตัว หญิงสาวกวาดสายตาที่กำลังอยู่ในอาการสับสนมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนดวงตาคู่สวยจะเปลี่ยนเป็นทอประกายชื่นชม เพราะทั่วทั้งห้องทาเป็นสีเขียวอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีโปรดของเธอ เตียงไม้สีน้ำตาลเข้มที่ตัวเองนั่งอยู่เป็นแบบโบราณมีสี่เสา ลวดลายอ่อนช้อยสวยงามที่หัวเตียง รวมทั้งปลายเตียงที่ทำเป็นลูกกรงถี่ๆ นั้นเป็นลวดลายเฉกเช่นเดียวกัน ที่นอนหนาเรียบตึงจนสงสัยว่าตอนนอนไม่ปวดหลังแย่หรือ หมอนนุ่มสีขาวสะอาดตาพร้อมปลอก เห็นแล้วแทบอยากจะล้มตัวนอนลงเดี๋ยวนั้นเลยสิ่งที่ถูกอกถูกใจเธอที่สุดคงไม่พ้นมุ้งผ้าลูกไม้สีขาว ซึ่งเวลานี้ผูกไว้เป็นสี่มุมราวกับม่าน แต่นอกจากโต๊ะเครื่องแป้งสีเข้าชุดกับเตียงนอนแล้ว ก็แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นใดอีกเลย ทุกอย่างที่เห็
เป็นเพราะอารามดีใจเมื่อเห็นจามจุรีต้นใหญ่ตรงเบื้องหน้า รสิกาจึงรีบผละจากร่างของผู้ชายที่เธอตั้งตำแหน่งให้เสร็จสรรพว่าคุณหลวง ตรงไปยืนอยู่ข้างหลังลำต้นของมันในทันใด เพราะจำได้ว่าต้นไม้ดังกล่าวคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นต้นเดียวกับที่อยู่หน้าบ้านของเธอ ทว่าดวงหน้าสวยกลับซีดสลดลงด้วยความผิดหวัง เมื่อเหลียวมองไปหลังต้นจามจุรี ซึ่งแทนที่จะเป็นตัวตึกขนาดกลางสีครีมซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นตึกทรงยุโรปก่ออิฐถือปูนสีน้ำตาลแดงหลังใหญ่ หลังคาเป็นรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่เคยคุ้น ซ้ำมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ผิดกับบ้านของเธอราวกับหน้ามือเป็นหลังมือหญิงสาวยืนชะงักอยู่กับที่พักใหญ่ก่อนเดินวนเวียนเหลียวซ้ายแลขวาไปมา มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีสิ่งที่คุ้นเคยสายตาของเธอเลยแม้แต่น้อย มีเพียงจามจุรีต้นใหญ่ที่เธอกำลังยืนอยู่ใต้ร่มเงาของมันเท่านั้นที่เธอคุ้นชินที่สุด ร่างสูงเพรียวยื่นมือเรียวบางลูบไล้สัมผัสต้นไม้ใหญ่เบาๆ ราวกับมันคือเพื่อนแท้ของเธอในยามนี้ ดวงหน้าเศร้าหมอง ผิดกับก่อนหน้านี้ที่ยังมีร่องรอยของการหัวเราะประดับอยู่ มิได้สนใจไยดีกับสายตาผู้คนที่เดินผ่านและพากันจับจ้องมองมาด้วยสายตาแ
เธอคือผู้หญิงในฝันของท่านชัดๆ แล้วเหตุไฉนเธอจึงมาปรากฏกาย ณ ที่นี้ได้ทว่า...เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นกระชากพระสติที่กำลังลอยคว้างให้กลับคืนมาสู่เหตุการณ์ตรงหน้าในฉับพลัน แล้วพระอาการขุ่นเคืองพระทัยก็เข้ามาแทนที่ ไฉนนางในฝันของท่านจึงมีกิริยามารยาทเช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาซะเลย ไม่รู้จักสงวนท่าทีตัวเองเอาไว้บ้าง ทรงดำริก่อนส่งสายพระเนตรดุๆ ไปให้ดูสิ! ท่านอุตส่าห์ช่วยพยุงเอาไว้ไม่ให้ล้มคว่ำลงกับพื้น ยังจะมายืนหัวเราะอีก ทรงไม่ค่อยได้พบสตรีใดในสยามที่มีกิริยาเช่นนี้นัก ถ้าเป็นการแสดงออกของสตรีจากประเทศอังกฤษที่ทรงเพิ่งจากมาคงไม่ประหลาดพระทัยนัก เพราะที่นั่นมีอิสรเสรีในการแสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องหวั่นต่อสายตาผู้ใด แต่นี่เป็นประเทศสยามที่เคร่งครัดในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ผิดจากกิริยามารยาทของผู้หญิงในฝันของท่านราวหน้ามือกับหลังมือ แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันก็ตามขณะกำลังทรงคำนึงในพระทัยอยู่นั้น ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก เมื่อจู่ๆ ร่างของผู้หญิงในฝันที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็หายวับจากสายพระเนตรโดยไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ทอดพระเนตรชะเง้อชะแง้หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอทำไมถึงหายตัวไปอย่างรวดเร็วเ
รสิกาเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังเห็นแต่งตัวอย่างปกติธรรมดา ทว่าเวลานี้กลับเปลี่ยนเป็นนุ่งโจงกระเบนสีเข้ม สวมเสื้อแขนกระบอก รวมทั้งผมก็กลายเป็นทรงโบราณที่เคยเห็นจากในละครย้อนยุค เท่านั้นยังไม่พอ คนอื่นๆ ในรถก็ล้วนแล้วแต่แต่งตัวคล้ายคลึงกัน และที่สำคัญสายตาของทุกคนกำลังจ้องมาที่ตัวเธอเป็นจุดเดียวกัน ราวกับเธอเป็นตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น!ยิ่งกว่านั้นยังต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อรถเมล์ที่นั่งมาจู่ๆ ก็กลายเป็นรถราง ครีเอทีฟสาวก้าวลงไปยืนข้างล่างด้วยอาการมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกนี่มันเกิดอะไรขึ้น? หญิงสาวถามตัวเอง หรือว่าตาของเธอฝาดกระทั่งมองเห็นรถเมล์ที่นั่งอยู่บ่อยๆ กลายเป็นรถราง ซึ่งหญิงสาวก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเหตุใดเธอถึงมั่นใจว่ารถดังกล่าวคือรถรางทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น เพียงแต่เคยได้ยินคนแก่คนเฒ่าเล่าให้ฟังเท่านั้น จำได้ว่าพวกท่านเคยเล่าให้ฟังว่าสภาพบ้านเมืองเมื่อยุคกว่าร้อยปีก่อนน่าอยู่กว่าสมัยนี้มาก รถราไม่ติดเหมือนในสมัยปัจจุบัน มีพื้นที่บนถนนจำนวนหนึ่งช่องทางเพื่อวางรางรถรางฝังไปกับพื้นถนนด้านชิดขอบฟุตบาท กระทั่งรถรางไฟฟ้าสามารถวิ่งคู่ขนานไปกับรถยน
“ตกลงโลกจะแตกตามคำทำนายหรือไงนะ อากาศถึงได้ร้อนจับจิตจับใจเช่นนี้”รสิกาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางหรี่ตากลมโตมองผู้คนที่พากันเดินเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ภายในบริเวณตลาดนัดสวนจตุจักรยามใกล้เที่ยง ท่ามกลางอากาศอันแสนจะร้อนอบอ้าวจากแสงร้อนแรงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาราวกับต้องการจะแผดเผาผิวกายให้มอดไหม้กลายเป็นจุณทว่าหญิงสาวก็เอ่ยปากบ่นออกไปอย่างนั้นเอง ด้วยตนเองชอบมาเดินที่สวนจตุจักรแทบจะทุกวันหยุดเลยก็ว่าได้ แม้ว่าที่พักกับที่นี่จะอยู่ห่างไกลกันมากโขก็ตาม เพราะการมาเดินยังสถานที่นี้มักจะทำให้ได้พบเห็นพฤติกรรมหลากหลายของผู้คนรอบตัวด้วยตาของตัวเอง และอาจจะได้แนวความคิดแปลกใหม่กลับไปนำเสนอลูกค้า ด้วยอาชีพครีเอทีฟอย่างเธอต้องหมั่นเสาะแสวงหา พร้อมทั้งพัฒนาความคิดของตัวเองให้ก้าวล้ำนำหน้าอยู่ตลอดเวลานั่นเองร่างสูงระหงได้สัดส่วนสวยงามของครีเอทีฟสาวในชุดกางเกงยีนเอวต่ำทันสมัยสีซีด ตรงช่วงหัวเข่ามีรอยขาดลุ่ยทั้งสองข้าง สวมเสื้อยืดตัวเล็กพอดีตัวสีดำ ยามเยื้องย่างเผยให้เห็นช่วงเอวขาวๆ อยู่รำไร เพราะมัวแต่เดินหลบหลีกผู้คนที่พากันหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เจ้าตัวจึงไม่ทราบเลยว่าดวงหน้าสวยแปลกตาขอ







