เข้าสู่ระบบ
ณ หน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง
มีพื้นดินที่แข็งแรงลักษณะยาวยื่นออกไปจากร่มไม้ของภูเขาสูงเพื่อรับแสงแดดทอประกายร้อนแรงแผดเผาและรับสายลมรุนแรงด้วยความสูงของมัน
บนหน้าผาสูงชันนี้กำลังปรากฏร่างงามๆ ของสตรีผู้หนึ่ง นางผู้ซึ่งมีวงหน้าที่งดงามหาตัวจับได้ยาก เรียวคิ้วโค้งเว้า ดวงตาเรียวสวย ริมฝีปากได้รูปสีแดงสด ผิวพรรณนวลเนียนดั่งหยกสลัก
ผมสีดำขลับปล่อยสยายทิ้งตัวลงกรุยกรายไปตามแรงลมจนระเต็มแผ่นหลังบอบบาง ทุกอย่างช่างงดงามผิดกับอาภรณ์ที่สวมใส่ นางแต่งกายด้วยอาภรณ์เก่าๆ ขาดๆ สีหม่นหมอง ไม่ต่างจากดวงตาแววซึม
นางนั่งอยู่เพียงลำพังอย่างเดียวดาย ตรงหน้าผาสูงชันด้วยใบหน้าเรียบเฉยแววตาสงบนิ่งคล้ายกับวิญญาณล่องลอย กำลังเทเหล้าออกจากจอกตรงตำแหน่งของป้ายหน้าหลุมศพ อย่างเชื่องช้าแต่ทว่ามั่นคง
เมื่อเทเหล้าจนหมดจอกจึงนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นด้วยแววตาว่างเปล่าไร้อารมณ์ใดๆ หญิงสาวหยิบบันทึกเล่มเก่าที่มีสีของกระดาษออกเหลืองค่อนไปทางขุ่น
เนื่องจากมันผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน
นานยิ่งกว่านางที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดปี
ในบันทึกเล่มนี้ได้เขียนบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกทั้งหมดที่ผ่านมาเกี่ยวกับเจ้าของป้ายวิญญาณตรงหน้าได้เป็นอย่างดี เจ้าของบันทึกมีนามว่า หลิวม่านเซียง สตรีผู้งดงามปานล่มเมือง ซึ่งก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของนางนั่นเอง
หญิงสาวมีนามว่า ม่านนี
ไม่มีชื่อสกุลรองรับ เนื่องจากว่าตระกูลของนางถูกฆ่าล้างตระกูลไปแล้วจนหมดสิ้นเมื่อครั้งที่นางเป็นแค่ร่างเล็กๆ อยู่ในครรภ์มารดา
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ม่านนีจึงเปิดบันทึกของมารดาออกอ่านอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับ
ในบันทึกของมารดานั้นได้บันทึกทุกอย่างทุกช่วงเวลาเอาไว้เป็นอย่างดี แม้แต่คำพูดที่มารดากำลังสนทนากับบิดาก็ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนทุกถ้อยทุกคำ
ม่านนีกวาดสายตาคู่งามที่ตัวอักษรทุกตัวอย่างใจเย็น
ตัวอักษรเหล่านั้นถูกเขียนเอาไว้ด้วยลายมืออันสวยงามมีเอกลักษณ์ของมารดา เจ้าของหลุมศพตรงหน้าม่านนี
‘ข้าหยางจื้อเฉิงยินดีที่ได้รู้จักแม่นาง’
เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์ยิ่งนักเอ่ยทักทายข้าที่กำลังยืนหลบมุมอยู่ภายในอุทยานของค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองของวังหลวง ข้าที่ออกจากจวนตระกูลหลิวมาแค่ครั้งแรกจึงไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่ทว่ากับองค์ชายสี่นามว่าหยางจื้อเฉิงกลับลดตัวมาทักทายข้าอย่างนี้ช่างเป็นบุญของข้ายิ่งนัก
ข้าตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หม่อมฉัน หลิวม่านเซียง เพคะ”
นั่นคือการพบกันครั้งแรกของพวกเรา ซึ่งนำมาซึ่งการนัดพบเจอกันอีกหลายครั้งหลายคราจนเกิดความสัมพันธ์เกินห้ามใจในครั้งต่อมา
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของแคว้นเป่ยหยางที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่โตที่สุดรโหฐานที่สุดเหมาะสำหรับพวกสตรีและบุรุษสูงศักดิ์ใช้เป็นที่นัดหมายพบปะเจอะเจอ เรานัดพบกันในนั้น หลังจากที่ได้นัดเจอกันมาแล้วหลายครั้งหลายคราที่โรงน้ำชานอกเมือง
ภายในห้องพักห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยมแห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เราสองใช้สำหรับนัดพบกันเพื่อบอกรักกันอย่างซาบซึ้งตราตรึงใจ
ในเมื่อความรักมันกำลังท่วมท้นล้นใจพวกเราจึงเลือกที่จะกระทำอย่างนี้ ใครไหนเลยจะห้ามสิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้ได้แม้แต่ใจของข้าเอง
‘ข้ารักเจ้าเหลือเกิน ม่านเซียง ข้ารักเจ้า’
เสียงกระซิบกระซาบของ หยางจื้อเฉิง ที่กำลังแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์อยู่บนเรือนร่างงดงามของข้าเมื่อข้าได้ตัดสินใจยินยอมยามเมื่อเขาไม่อาจห้ามใจ
’ข้าก็รักท่าน จื้อเฉิง ข้ารักท่าน รักเหลือเกิน’
ข้าตอบกลับไปด้วยความรู้สึกจากใจจริง
‘มีเพียงเจ้าที่ข้ารัก ข้าอยากแต่งงานกับเจ้าเหลือเกิน ม่านเซียง’
เขาบอกกล่าวแก่ข้าว่าอย่างนั้น น้ำเสียงของเขายามเอ่ยคำนั้นช่างนุ่มนวลน่าฟังเหลือเกิน
‘ข้าเองก็เช่นกัน จื้อเฉิง ข้าอยากแต่งงานกับท่าน แค่ท่านที่ข้าจะยอมแต่งงานด้วย’
ข้าตอบกลับไปด้วยใจที่คิดเช่นนั้นจริงๆ
ม่านนีอ่านบันทึกของมารดามาถึงตรงนี้ นางละสายตาออกจากบันทึกเล่มนี้แล้วมองเหม่อไปยังทิศทางอันไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตาด้วยสายตาว่างเปล่าเฉกเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ชั่วครู่ต่อมาเสียงระฆังกังวานดังแว่วอยู่ไกลๆ
จากระฆังสีทองอันใหญ่อันหนึ่งดังส่งต่อมาเป็นทอดๆ ให้ระฆังสีทองอันต่อมาได้ส่งเสียงไพเราะไม่แตกต่างให้แก่เมืองหลวงของแคว้นเป่ยหยางแห่งนี้ เช่นนั้นมันจึงดังมาให้ม่านนีที่กำลังนั่งอยู่บนหน้าผาสูงชันได้ยิน เสียงระฆังนั้นดังไปจนถ้วนทั่วทั้งเมือง เป่ยหยางเลยทีเดียว
เสียงระฆังนั้นกำลังบ่งบอกถึงพิธีเฉลิมฉลองที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากการให้กำเนิดโอรสจากสนมคนหนึ่งของฮ่องเต้แคว้นเป่ยหยางแห่งนี้
ฮ่องเต้พระองค์นี้มีพระนามว่า หยางจื้อเฉิง
พระองค์ทรงมีฮองเฮาอยู่เคียงข้างเป็นหงส์คู่มังกรมาเนิ่นนานและมีสนมคนโปรดอีกหลายนางจนเต็มวังหลัง
พระองค์ทรงเป็นบิดาของนางเอง
บิดาของม่านนี
แต่ทว่า พระองค์ไม่ทรงทราบว่ามีธิดาอยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคน
ธิดาของพระองค์กำลังนั่งตรงนี้ นางกำลังนั่งอยู่ที่นี่
เป็นเพื่อนอยู่หน้าหลุมศพที่แสนจะเดียวดายของสตรีที่พระองค์ทรงเคยบอกว่ารักนักหนา
ม่านนีนั่งฟังเสียงระฆังแว่วดังอยู่อย่างนั้นพลางก้มหน้าลงอ่านบันทึกของมารดาต่ออย่างเลื่อนลอย
ทัพของเฟยหมิงหันหลังให้กับหน้าผาสูงชันซึ่งทอดตัวต่อมาจากหุบเขาสองด้าน เว้นที่ไว้ไม่บรรจบกัน ทำให้เกิดเป็นช่องแคบเหมาะแก่การถอยร่นทัพหากเสียเปรียบกองกำลังสองกองในอาภรณ์สีเข้มและชุดเกราะสีดำด้าน ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดเพื่อรอจังหวะซ้ำเติมเหล่าศัตรูหลังจากถูกล่อหลอกให้ติดตามเข้ามายังทางรกครึ้มลาดชัน กองธนูสองกองซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้บนผา พร้อมยิงเมื่อได้รับคำสั่ง เฟยหมิงแอบติดตามดูแลสตรีน้อยในดวงใจและอาศัยอยู่ในป่าใหญ่มาเนิ่นนาน การศึกของเขาจึงใช้ภูเขาแลหน้าผาทั้งป่าใหญ่รกทึบหนาแน่นให้เป็นประโยชน์ และเพียงไม่นานสงครามตรงหน้าพลันบังเกิดเสียงเกือกม้าหลายคู่ดังกึกก้องผสมผสานเสียงทวนกระบี่หอกคมดาบเข้าฟาดฟันห้ำหั่นกระหน่ำดั่งห่าฝน เฟยหมิงตวัดหอกสีดำนิลในมือได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเข้าใส่สีข้างฝ่ายศัตรูที่กำลังเงื้อดาบพร้อมโจมตีแม้อยู่ในระยะไกลจากอาชาศึกของเขาเกือบจั้ง แรงกระแทกของเหล็กกล้ากับเกราะของฝ่ายตรงข้ามทำให้เกราะมีรอยแตกและคนใส่จุกจนพูดไม่ออก ชายคนนั้นทรุดลงคุกเข่ากับพื้น อ้าปากพะงาบเพื่อสูดเอาอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด แต่ดวงตานั้นยังจับจ้องอยู่ที่เฟยหมิง มองเหมือนกับเขาคือเทพแห่งค
และเพียงไม่นานชนเผ่าเหล่านั้นก็ลุกขึ้นมาเหิมเกริมพวกมันนำปัญหามาสู่แว่นแคว้นรอบนอกเป็นวงกว้างทั้งยังรวมตัวกับหลายชนเผ่าจนกลายเป็นกลุ่มกำลังขนาดใหญ่เฟยหมิงเพียงนั่งรอชมอย่างใจเย็นอยู่ภายในวังส่วนตัวของเขาจนกระทั่งเหตุการณ์เริ่มบานปลาย เขาจึงเดินทางเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อเสนอตัวจัดการกับชนเผ่าทั้งหลายให้ยุติการนำปัญหาคล้ายไฟลามลุกไหม้ตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับคำขอเพียงหนึ่งข้อจากเสด็จพ่อของเขาการประชุมยังท้องพระโรงที่ตึงเครียดพลันบางเบาเมื่อเฟยหมิงที่เปรียบเสมือนเสือซ่อนเล็บดาบซ่อนคมได้เดินทางมาเสนอตัวเพื่อออกศึกที่กำลังคุกรุ่นได้อย่างตรงจังหวะในเวลานี้อย่างพอดิบพอดีบนหอบังคับการภายในค่ายทหารชายแดนของแคว้นเว่ยเฟยหมิงในอาภรณ์นักรบสวมชุดเกราะสีเงินยวงแวววาวเพียงยืนกอดอกมองออกไปยังทิศทางที่กำลังมีเปลวไฟลุกโชนด้วยการทำสงครามกับชนเผ่าที่หมายมาดกับชายแดนแคว้นเว่ย“ทูลองค์ชาย”เสียงของชิงไฉเอ่ยเรียกขานเฟยหมิงจากทางด้านหลังทำเอาสายตาคู่คมต้องหันไปมองต้นเสียงนั้นก่อนถามเสียงเรียบ“นางกำลังทำสิ่งใด”“แม่นางน้อยยังไม่มีท่าทีอันใดพะย่ะค่ะ นางเพียงแอบออกจากวังไปนั่งร่ำสุรากับหลุมศพมารดาและแวะเวียนไป
ตรงมุมมืดระหว่างทางเดินของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่เพียงเกิดเหตุการณ์ร้อนระอุดุเดือดเลือดพล่านไปเมื่อครู่ทำเอาเถ้าแก่เนี๊ยเจ้าของโรงเตี๊ยมนามว่าลี่ซูถึงกับหูผึ่งและรับรู้เรื่องราวทั้งหลายได้อย่างง่ายดาย สตรีน้อยนางนั้นมองอย่างไรก็ช่างไร้เดียงสา หากแต่นางมีความแค้นฝังใจยิ่งใหญ่เนิ่นนานอา...เรื่องนี้น่าสนใจเพื่อเห็นแก่สตรีด้วยกัน คนงามอย่างข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไรลี่ซูคิดได้อย่างนั้นพลางเดินตามหาม่านนีอย่างอารมณ์ดีนิสัยชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านอย่างนี้นางชมชอบยิ่งนักกับสตรีน้อยนางนั้น นางเองก็ถูกชะตาอยู่ไม่น้อย ขอยุ่งเสียหน่อยเป็นไรภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งเดิมม่านนีเดินปรี่เข้าห้องแห่งนี้มาเพื่อหมายจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์กลับคืนสภาพของนางกำนัลก่อนจะแอบกลับเข้าวังไปในขณะที่หญิงสาวกำลังเปลี่ยนผ้าอยู่หลังฉากกั้นนั้น เสียงทุ้มต่ำของเฟยหมิงพลันดังฉายชัดเข้ามาในห้วงแห่งความคิด‘เจ้ายังอ่อนหัด ม่านนี เจ้ายังอ่อนต่อโลกภายนอกยิ่งนัก’ประโยคนั้นยังคงดังก้องอย่างเด่นชัดในจิตใต้สำนึกของม่านนีหญิงสาวรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่านางช่างอ่อนหัดและอ่อนต่อโลกภายนอกแห่งนี้ยิ่งนัก หากนางจะยืนหยัดตามส
เขามักจะจูโจมโถมใบหน้าและริมฝีปากของเขาใส่นางอยู่เสมอ ไม่มีเกรงใจและนางเองก็มักจะพลั้งเผลอให้กับเขาง่ายดายแต่ทว่า...ครั้งนี้นางจะไม่ยอมอีกต่อไปนางไม่ยอมหญิงสาวคิดอย่างนั้นพร้อมยกเข่ากระแทกหน้าท้องของบุรุษหิวกระหายอย่างแรงอึก!และอีกครั้งที่เฟยหมิงต้องจุกตรงท้องน้อยจนพูดอะไรไม่ออก ตามด้วยเล็บคมๆ ขีดข่วนเหมือนดั่งเช่นเคยที่โดนกระทำมาม่านนีสร้างรอยแผลรอยข่วนให้บุรุษน่าตายที่สุดในชีวิตจนสาแก่ใจจึงยกฝ่ามือขึ้นขยี้ริมฝีปากของตนเองแรงๆ อย่างนึกรังเกียจเฟยหมิงยังคงจุกไม่หาย อาการปวดหนึบปางตายทำเอาใบหน้าหล่อเหลาเขียวครึ้ม นางทะลวงจุดยุทธศาสตร์ของเขาแบบนี้ แล้วอย่างนี้เขายังจะมีบุตรได้หรือไม่ เขาเริ่มกังวล“องค์ชาย” เสียงของชิงเซียนพลันแหวกอากาศฝ่าความมืดมิดมาแต่ไกลเสียงนั้นทำม่านนีถึงกับชะงักงัน ความโกรธเคืองพวยพุ่งเพิ่มขึ้นมาทวีคูณ “ข้าเกลียดท่าน ข้าเกลียดพี่น้องท่าน ข้าจะฆ่าให้หมด ข้าจะฆ่าทุกคน ท่านอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก ข้าเกลียดท่าน ท่านมันน่ารังเกียจ ท่านจงกลับแคว้นของท่านแล้วไปแต่งงานเสีย บุรุษน่ารังเกียจอย่างท่านเหมาะยิ่งกับสตรีน่ารังเกียจนั่น”ม่านนีกระแทกเสียงคำรามพร้อมๆ กั
เฟยหมิงเริ่มหาเส้นเสียงแล้วเอ่ยเรียกนางเพียงเบาๆ“ม่านนี...” เขาเอ่ยได้แค่นั้น“ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าท่านไม่น่าไว้ใจ”“เจ้าไม่ควรไวใจข้า”“ข้าเกลียดท่าน” ม่านนีเอ่ยประโยคบาดใจอย่างต่อเนื่อง“เจ้าควรเกลียดข้า” เสียงทุ้มต่ำยังคงเอ่ยได้แค่นั้น“แน่นอน ข้าเกลียดท่าน ข้าเกลียดทุกคน ข้าเกลียดคนที่ทำให้ชีวิตของข้าต้องเป็นอย่างนี้ ข้าเกลียด”“ไม่มีใครเลือกเกิดได้ ม่านนี” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างนั้นเพราะว่าเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน“แต่เลือกกระทำได้ พวกเขาเลือกกระทำได้ ข้าก็เช่นกัน”“เจ้าไม่ทำได้หรือไม่” เขารู้ดีว่านางต้องการจะทำสิ่งใด“ไม่มีทาง” นางตะคอกกลับแค่นั้นเฟยหมิงถึงกับนิ่งเงียบไป“บิดาของข้า พี่สาวของท่าน รวมถึงท่าน รวมหัวกัน ทุกคนรวมหัวกัน พวกท่านรวมหัวกันกระทำการหยาบช้าตั้งแต่ข้ายังไม่เกิด พวกท่านมันไม่ใช่คน”“ม่านนี!”“ท่านหลอกลวงข้า”“ข้ามิได้หลอกลวงเจ้า”“ทั้งๆ ที่ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร และต้องการทำสิ่งใด ท่านยังเลือกที่จะเข้าหาข้า เห็นได้ชัดว่าท่านต้องการสิ่งใด หากท่านหลอกลวงข้าสำเร็จ ท่านก็คงหยามเกียรติของข้าตามด้วยทำให้ข้าตายทั้งเป็น”“สิ่งที่ข้ากระทำต่อเจ้าคือความจริง ข้าชอบเจ้า
“เจ้าทำจริงหรือ?” ชิงไฉยังคงคาดคั้น“จริงขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยืนยัน และภาพความวุ่นวายอย่างนั้นก็หาได้รอดพ้นสายตาของใครบางคนในน้ำได้ไม่ใครบางคนนั้นเพียงดำดิ่งลึกลงไปพร้อมรอยยิ้มที่ยกตรงมุมปากบางเบา ก่อนจะหมุนตัวดำน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งของสระบัวเพียงครู่นางจึงค่อยๆ ขึ้นจากสระบัวอย่างเงียบเชียบไร้ระลอกคลื่นจากผืนน้ำเฟยหมิงที่ยังคงจ้องมองไปทางชิงเซียนอย่างคาดโทษรับรู้ได้ถึงสายตาเรียวสวยที่บัดนี้คมเฉี่ยวคล้ายเหยี่ยวอยู่ตรงมุมมืดอีกฝั่งหนึ่งของสระบัว เขาจึงเบนสายตาไปมองทางนั้นในทันทีและสิ่งที่เขาได้เห็นก็คือม่านนียืนมองมาทางเขาด้วยสายตาพร้อมฟาดฟันผิดกันจากชั่วยามก่อนหน้าอย่างชัดเจนสระบัวนี้มิได้กว้างขวางจนเกินไป อีกทั้งเขายังมองนางอยู่ไกลๆ มาแต่ไหนแต่ไร ไหนเลยจะไม่สามารถมองเห็นนางได้ในยามนี้สายตาของม่านนีที่เปลี่ยนไป เฟยหมิงรับรู้ได้ในทันทีทุกอย่างเปลี่ยนไปสายตาที่เหม่อมองเขาก่อนหน้านี้ไม่มีอีกแล้ว...“เจ้าคุยสิ่งใดกับนาง” เฟยหมิงถึงกับต้องหาเส้นเสียงของตนก่อนเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบมากกว่าเดิมมาทางชิงเซียน เขาถึงกับดึงดาบจากฝักตรงเอวของชิงไฉออกมาจนคมดาบสะท้อนแสงจันทร์วิบวาบพาดลงบนช่







