เข้าสู่ระบบเล้งถอนหายใจออกมายาวเหยียด จนเหมือนจะถอนเอาทุกความกลุ้มในชีวิตออกมาพร้อมกัน ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือของตนให้บอยดูด้วยสีหน้าเซ็งจัดแบบไม่ต้องบรรยาย เสียงบ่นตามมาทันทีแบบไม่มีจังหวะให้หายใจ รัวเร็วเหมือนน้ำแกงเดือดปุดๆ ในหม้อต้มซุป บ่นไปก็กุมขมับไป
“มึงดูโจทย์ที่กูต้องแข่งดิ ข้อสามแม่งอาหารอีสานงี้ กูจะไม่รอดก็ตรงนี้แหละ มึงก็รู้ว่ากูทำอาหารอีสานได้ห่วยแตกขนาดไหน ส้มตำของกูรสชาติอย่างกับน้ำล้างครก ต้มแซ่บก็ไม่รู้จะแซ่บกี่โมง ลาบนี่ไม่ต้องพูดถึง เค็มก็เค็มเกิน เปรี้ยวก็เปรี้ยวไป ไหนจะหวานที่แถมมาแบบงงๆ อาหารไทย จีน ฝรั่งกูทำได้หมดนะ แต่พอเจออาหารบ้านเกิดตัวเองเท่านั้นแหละ...ตายสนิท!”
“ให้ผมสอนไหมเฮีย ฝีมือทำส้มตำผมไม่ใช่ขี้ๆ นะคร้าบ... ที่บ้านนี่ถึงขั้นตั้งฉายาว่า บอยครกแตก ตำทีเดียวมีสะเทือนทั้งซอย!” บอยยักคิ้วส่งมุกแบบมั่นหน้าสุดขีด เสียงของเขาลากยาวเหมือนจะขายฝีมือเต็มเหนี่ยว
“วันนั้นที่มึงตำกินกับเด็กในครัว กูกินไปคำนึงแล้วน้ำตาจะไหล”
“อร่อยมากใช่ไหมเฮีย”
“ส้มตำมึงน่ะ ไม่รู้ว่าตำอร่อยจนครกแตก หรือคนแดกจะขี้แตกก่อนกันแน่ รสชาตินี่เกินจะรับไหว กูกับไอ้เด็กพวกนั้นกินไปไม่ถึงห้านาที แม่งวิ่งไปขี้แทบไม่ทัน”
บอยยิ้มเจื่อน ถ้าไม่พูดก็คงไม่โดนด่า แต่ทว่าอีกไม่กี่อึดใจ เหมือนเขาเพิ่งนึกอะไรดีๆ ออก
“งั้นต้องเจ้านี้เลยเฮีย แม่งอย่างเด็ด อยู่ในตลาดแถวบ้านผม บอกเลยว่าอร่อยฉิบหาย คิวยาวเหยียด ไปซื้อตอนห้าโมงเย็น แต่กว่าจะได้กินก็เกือบทุ่มโน่นแน่ะ”
“แม่ค้าตำไป รำไป หรือมีโชว์เต้นหน้าครกด้วยวะ ทำไมมันช้าขนาดนั้น” เล้งเลิกคิ้ว ถามกลับด้วยน้ำเสียงประชด
“ก็เพราะคนมาต่อแถวรอซื้อไงเฮีย คิวยาวตั้งแต่หน้าตลาดยันท้ายตลาด”
“มึงก็เวอร์ไปไอ้บอย” เล้งหัวเราะในลำคอเบาๆ ขณะปรายตามองลูกน้องขี้โม้ ที่ตอนนี้ใบหน้าแหลมๆ เหมือนจิ้งเหลนของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเกินเบอร์
“ผมไม่ได้เวอร์นะเฮีย แม่ค้าตำเองทุกครก รสชาตินี่ไม่ต้องพูดถึง แซ่บทะลวงใจ อร่อยครบรส วัตถุดิบเลิศ ปูปลาร้านี่คือเดอะเบสต์เลยเฮีย ทั้งนัว ทั้งหอมละมุน ไม่เหม็น ไม่คาว ขายดีสุดๆ เลยเฮีย”
“หืม ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“ขนาดนั้นเลยแหละเฮีย นี่ยังไม่นับรวมกับพวกไก่ย่าง เนื้อย่าง คอหมูย่าง ลาบอีสาน ต้มแซ่บ ตับหวาน น้ำตก ซกเล็ก แล้วข้าวเหนียวของร้านนี้นะ นุ่มไม่ติดมือ ขนาดเก็บไว้ค้างคืนยังนุ่มอร่อยอยู่เลย” บอยซี้ดปากเสียงดังฟังชัด ราวกับมีพริกขี้หนูกับน้ำมะนาวสดระเบิดปุ๊ป๊ะในปาก เขาหลับตาพริ้มเหมือนกำลังนึกถึงรสชาติสุดแซ่บที่เคยสัมผัส “พูดไปน้ำลายก็จะไหลไป ครั้งแรกที่กินนะ ผมแทบจะแว้นกลับไปกราบอกแม่ค้าเลย”
“ไอ้บอย มึงเล่าซะเห็นภาพ ทำกูน้ำลายสอไปด้วยเลยเนี่ย!”
“ผมเอาหัวเป็นประกันเลย อร่อยสมกับที่ผมยืนรอคิวจนไข่แข็ง”
“ไข่แข็ง? อะไรของมึงวะ?”
เล้งหันไปมองบอยทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย คิ้วขมวดเหมือนถูกเชือกมัดกลางหน้าผาก
“เอ๊ย…ขาแข็งน่ะเฮีย! ผมหมายถึงยืนรอนานเป็นชั่วโมงจนขาแข็งเลยน่ะ”
เมื่อฟังสรรพคุณยาวเหยียด แววตาที่เคยกังขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความลังเลจริงจัง เขากำลังชั่งใจระหว่างความมั่นหน้าของลูกน้องขี้โม้ กับความจริงที่แอบแทรกในคำคุยโว ถ้ามันเวอร์ก็แค่เสียเวลา แต่ถ้าเกิดอร่อยจริงขึ้นมา นั่นอาจเป็นทางรอดเดียวของเขาในโจทย์หายนะนั่นก็ได้
“เออๆๆ งั้นเย็นนี้ไปลองกินกัน ถ้าไม่สมกับที่มึงโม้นะไอ้บอย กูจะใช้มึงปอกหอม ปอกกระเทียมทั้งเดือนเลย”
เล้งก็ได้แต่หวังสุดใจว่าร้านอาหารอีสานที่บอยโม้มานั้นจะไม่ใช่แค่ราคาคุย แต่จะอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ เพราะถ้ามันถูกปากเขา นั่นก็หมายถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ไม่ว่าจะต้องอ้อนวอน ขอสูตร ซื้อสูตร หรือแอบแกะสูตรก็ตาม ขอแค่ได้รสชาติแซ่บๆ นัวๆ ไม่จืดไม่จางเป็นน้ำล้างครกก็พอ
“ขอโทษนะคะ ฉันยังไม่อยากขายสูตร ไม่อยากสอน แล้วก็ยังไม่ไว้ใจใครขนาดนั้น คุณกลับไปเถอะค่ะ”ถ้อยคำของเธอเปรียบเสมือนมือที่ค่อยๆ ปิดบานประตูแห่งความหวังลงอย่างนุ่มนวล ทว่ากลับแน่นหนาจนไร้ช่องให้เล็ดลอด และเขารู้สึกเหมือนถูกกันออกจากแสงริบหรี่ที่เพิ่งเริ่มมองเห็นในปลายอุโมงค์ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มก้าวเท้าเข้าไปด้วยซ้ำแต่ดูเหมือนว่าไฟในใจของเชฟหนุ่มจะยังไม่มอดดับง่ายๆ เป็นเวลาเกือบเดือนเต็มที่เขายังคงมาปรากฏตัวหน้าร้านของเธอในช่วงเวลาประจำ สองทุ่มตรงแทบไม่เคยคลาดเคลื่อน พร้อมกับของฝากติดไม้ติดมือเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหารระดับภัตตาคาร ขนมเบเกอรีจากร้านดัง บางวันก็เป็นผลไม้สดนำเข้า อันที่จริงเธอไม่ค่อยเต็มใจจะรับนัก ส่วนมากมักเอาให้ลูกน้องเอาไปกิน บางอย่างก็วางแช่ไว้ในตู้เย็นปล่อยให้เน่าเสียแต่ถึงอย่างนั้น เล้งก็ยังคงแวะเวียนมาหาเธอไม่เคยขาด แม้จะรู้ว่าทุกครั้งที่โผล่มา คำตอบจากแตงหวานจะเป็นเพียงการปฏิเสธเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าเขาจะลงทุนหิ้วของฝากติดมือมาด้วยกี่ครั้ง หรือจะเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงจริงใจเพียงใด แต่คำตอบที่ได้รับ…ก็ยังคงเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ที่ตัดโอกาสเขาทุกครั้งอย่างไม่ปร
“ถ้าดังจริง พวกเราคงรู้จักไปแล้วละค่ะ” แตงหวานหันกลับมามองเขา เอ่ยเสียงเรียบที่ฟังดูไม่แยแสสักนิดแน่นอนว่าเขาถูกช็อตฟีล คำพูดนั้นเหมือนสาดน้ำเย็นจัดลงกลางอก ทำเอาชายหนุ่มที่มั่นอกมั่นใจในเสน่ห์ตัวเองถึงกับชะงักค้าง รอยยิ้มผยองบนใบหน้าหยุดอยู่กลางทาง ราวกับถูกดึงเบรกกระทันหัน เหลือเพียงรอยยิ้มฝืดเฝื่อนติดอยู่บนมุมปากแต่เพื่อกลบเกลื่อนความเขินปนเสียหน้า เล้งรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“คือ...ผมจะบอกว่าอาหารอีสานร้านคุณแตงหวานอร่อยมาก อร่อยแบบ...” เขาชะงักไปเล็กน้อย เหมือนคำมันค้างอยู่ที่ปลายลิ้น จะพูดว่าอร่อยก็เหมือนพูดน้อยไป จะอวยก็กลัวโดนหาว่ามาหลอกจีบ สุดท้ายเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วเกาหัวเก้อๆ อยู่ตรงนั้น “เอาจริงๆ ผมยังหาจุดที่จะติยังไม่ได้เลย”แตงหวานเชิดคางขึ้นนิด ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางราวกับกำลังชั่งใจ หรี่ตามองเขาเหมือนจะชั่งน้ำหนักว่าคำชมเมื่อครู่จริงใจแค่ไหน ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ในแววตากลับซ่อนความพอใจเอาไว้แนบเนียน“แน่นอนสิคะ อร่อยอยู่แล้ว ถ้าไม่อร่อย คิวจะยาวเหยียดแบบนี้ทุกวันเหรอ”น้ำเสียงของเธอมั่นใจนัก ราวกับกำลังประกาศเกียรติคุณของตัวเอง เล้งเมื่อได้ยินก็ไม่คิดอ้อมค
“ฉันชื่อแตงหวาน ไม่ใช่แตงโมค่ะคุณ!”เธอว่าพลางช้อนตามองหน้าเขานิ่งๆ ก่อนจะก้มลงมองหน้าอกตัวเอง สลับกันอยู่อย่างนั้นหลายที ทำเอาลูกค้าใหม่ยิ้มเจื่อนๆ ราวกับเด็กนักเรียนถูกครูจับได้ว่าลอกการบ้าน มือข้างหนึ่งยกขึ้นเกาท้ายทอยเป็นเชิงประหม่า สายตาเลื่อนหลบไปทางซ้ายทีขวาที หลีกเลี่ยงการสบตากับเจ้าของเสียงหวานที่เพิ่งแก้ชื่อให้“ครับ ขอโทษครับ คุณแตงหวาน”เมียว ออง และ หยู ลูกน้องชาวพม่าที่กำลังล้างถาดล้างครกอยู่ด้านหลัง พอได้ยินเสียงเจ๊แตงหวานแก้ชื่อให้หนุ่มหล่อปริศนา พวกเธอก็พร้อมใจกันชะโงกหน้า ชะเง้อคอยาวยืดเป็นยีราฟอย่างสนอกสนใจ สบตากันแล้วหลุดหัวเราะคิกคัก กลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว ก่อนกระซิบกระซาบคุยกันเป็นภาษาบ้านเกิด“นี่แหละพี่หล่อที่ฉันเล่าให้พวกแกฟังไง”“หูย...หล่อจริงๆ ด้วย”“เขาติดใจอาหารร้านเรา หรือติดใจเจ๊กันแน่น้า คิกๆๆ”เสียงเมาท์มอยดังพอให้เจ้าตัวได้ยินลางๆ จนแตงหวานที่พอจะฟังภาษาพม่าเข้าใจต้องหันไปกระแอมหนึ่งทีเป็นเชิงส่งสัญญาณ แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็พอจะบอกเป็นนัยๆ ให้สาวพม่าหยุดเมาท์กันเสียที...ถ้ายังไม่หยุด แม่อาจจะงัดสากกะเบือฟาดหน้าไม่รู้ตัว!“ร้านปิดแล้วค่ะคุณ ถ้าจะซื้อส้มต
กระทั่งกลับมาถึงบ้านบอย แกะถุงอาหารเทใส่จาน กลิ่นหอมของส้มตำ ปลาร้า และสมุนไพรอีสานก็ลอยเตะจมูกจนเล้งต้องรีบจ้วงเข้าปากแน่นอนว่าคำแรกที่กินเข้าไป เขาถึงกับเผลอร้อง ‘โอ้โห’ ออกมาทั้งน้ำเสียงและสีหน้า รสชาติเปรี้ยวนำ หวานตาม เค็มนิดๆ เผ็ดแซ่บกำลังดี และกลิ่นปลาร้าที่นัวได้ที่ ไม่ได้เหม็นขึ้นจมูก หรือคาวจนกินไม่ได้ แต่กลับกลมกล่อมแบบที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบได้ขนาดนี้“เป็นไงล่ะเฮีย อร่อยใช่ปะ ผมบอกแล้ว!” บอยหัวเราะร่า พลางส่งคอหมูย่างตามมาให้อีกชิ้น“กูไม่ใช่สายปลาร้านะ แต่นี่มันโคตรอร่อย อร่อยแบบแสงออกปากเลยจริงๆ” เล้งพยักหน้าอย่างยอมรับ ก่อนจะลองตักตำซั่วและลาบอีสานตามไปอีกอย่างละคำ ทั้งสองเมนูรสจัดจ้านถึงใจ ตำซั่วเส้นมะละกอกรุบกรอบ น้ำปลาร้าเคี่ยวจนหอมกำลังดี คลุกเคล้าเข้ากับเส้นขนมจีนที่นัวแทบละลายในปาก ส่วนลาบอีสานนั้นใส่ข้าวคั่วหอมๆ เครื่องลาบแน่นๆ ไม่หวง ไม่กั๊ก เนื้อหมูก็สุกกำลังดี แทรกมันหน่อยๆ ไม่กระด้างจนเกินไปหลังจากกลืนคำก่อนหน้าลงไป เล้งลองคีบเนื้อย่างติดมันเข้าปาก เนื้อนุ่ม มีมันแทรกนิดๆ ย่างจนหอม แค่กัดก็รู้แล้วว่าใช้เนื้อดี ไม่มีกลิ่นสาบเลยสักนิด จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่
“คิวที่แปดสิบเก้าจ้า คิวที่แปดสิบเก้าอยู่ไหมจ๊ะ” น้ำเสียงสดใสลอยเข้าหูเขาเต็มๆ และนั่นแหละ...มันย้ำชัดให้รู้ว่าระยะทางกว่าจะถึงคิว 109 นั้นยังอีกไกลโพ้นแน่นอนว่าเล้งหน้าเบ้ทันควันแบบไม่ต้องสงวนท่าที ความรู้สึกท้อแล่นวูบขึ้นมาในใจ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรอขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินตอนชั่วโมงเร่งด่วน แต่แถวยังยาวเฟื้อยไม่มีทางลัดคิวได้เลย“ไอ้บอย เราต้องรอนานขนาดนั้นเลยเหรอวะ” เขากระซิบลูกน้อง บ่นอุบเพราะอากาศที่อบอ้าว “กูว่ารอคิวกินเครปป้าเฉื่อย มาม่าเจ๊โอว หรือแม้แต่สุกี้ตี๋น้อยยังเร็วกว่านี้ปะวะ”“เอาหน่าเฮีย ยืนรอคิวไป มองหน้า มองนมแม่ค้าไปก็เพลินดีเหมือนกันนะ”เล้งลังเล เขายืนทำอาหารทั้งวันแล้ว ยังต้องมายืนรอส้มตำแม่ค้าทรงโตนี่อีกเหรอ แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะรอหรือกลับ ฟ้าก็ส่งเสียงคำราม ก่อนฝนเม็ดใหญ่เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตกแรงเสียจนเสียงฝนกระทบหลังคาเมทัลชีตดังลั่นไปทั่วตลาด ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับใครมาจุดประทัดแก้บนไอ้ไข่ก็ไม่ปานสุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยืนรอหน้าร้านด้วยสภาวะจำยอม ความตั้งใจที่เคยมีว่าจะถอดใจจากคิวยาวเหยียด กลับต้องพับเก็บลงอย่างสิ้นท่า เมื่อพาย
กระทั่งตะวันคล้อยหลังล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น เล้งกับบอยออกเดินทางทำภารกิจพิชิตความแซ่บ เล้งแวะเอารถยนต์ไปจอดที่บ้านของบอยก่อน เพราะบอยบอกว่าตลาดนี้คนเยอะแต่ที่จอดน้อย กลัวว่าต้องวนนานกว่าจะได้ที่จอดรถ จากนั้นทั้งคู่ก็เปลี่ยนยานพาหนะจากรถยนต์คันหรูมาเป็นมอเตอร์ไซค์ฮ้างคันเก่าของพ่อบอย ที่เสียงเครื่องดังครืดๆ คล้ายอะไหล่จะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ ทุกครั้งที่เร่งเครื่องพวกเขามุ่งหน้าสู่ตลาดสดแม่ลี ตลาดขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนแถบชานเมือง แม้ตลาดแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ชนิดที่แทบจะเบียดไหล่ขี่คอ อาจเพราะนี่เป็นช่วงเย็นที่บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านต่างพากันออกมาจับจ่ายซื้อหาวัตถุดิบ เตรียมทำกับข้าวมื้อเย็นด้วยส่วนหนึ่งเมื่อหาที่จอดได้ บอยพาเล้งเดินเข้ามาด้านใน แผงขายของเรียงรายซ้อนกันแน่นหนาเหมือนแข่งกันแย่งพื้นที่หายใจ กลิ่นอาหารหลากหลายลอยเตะจมูก คละคลุ้งฟุ้งกระจายปะปนกับเสียงแม่ค้าและลูกค้า ที่โหวกเหวกจ้าละหวั่นจนแทบแยกไม่ออกว่าใครพูดอะไรบอยพาเล้งเดินเลาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงโซนขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกคิวดังเป็นระยะ พร้อมกลิ่นเนื้อย่างลอยคลุ้







