Masukคิ้วของรวินทร์ขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด ผู้หญิงคนที่เขาเจอเมื่อครู่ราวกับไม่ใช่กัญญพัชรตัวจริงอย่างไรอย่างนั้น แม้ว่ารูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงยังคงเดิม แต่บุคลิกและลักษณะการพูดจากลับแตกต่างออกไปเหมือนเป็นคนละคน
ท่าทางมาดมั่นไม่แยแสใคร อีกทั้งสายตาที่มองเขาเหมือนคนแปลกหน้าและดูแคลนอยู่ในทีนั้นทำให้เขาทั้งหงุดหงิดและสงสัยในคราวเดียวกัน
‘อะไรที่ไม่ดีหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชีวิต พัชก็ควรจะตัดมันทิ้งไปเหมือนกัน’
ประโยคที่ทำให้เขาอารมณ์ขึ้นก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาไม่เคยเห็นกัญญพัชรปากคอเราะรายขนาดนี้มาก่อน แม้หญิงสาวจะค่อนข้างเอาแต่ใจและเจ้าอารมณ์ในบางครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะพูดจาแดกดันเขาหรือคนอื่นสักครั้ง เพราะความจริงแล้วเธอไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรเลย คิดอย่างไรรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาให้รับรู้จนหมด เขาจึงไม่ค่อยชอบคนที่มีวุฒิภาวะต่ำอย่างเธอแม้ว่าจะสวยแค่ไหนก็ตาม
แล้วทำไมกัญญพัชรถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เมื่อวานเธอวางสายใส่เขาทั้งที่เขายังพูดไม่จบ วันนี้ก็ยอมถอนหมั้นแต่โดยดี หนำซ้ำยังเล่นงานเขาด้วยคำพูดอีกด้วย...น่าแปลกเกินไปแล้ว
หรือเพราะประสบการณ์เฉียดตายทำให้หญิงสาวคิดอะไรได้มากขึ้น รวมถึงการเลิกแยแสเลิกตอแยเขาไปด้วย
“หรือจะเรียกร้องความสนใจ” รวินทร์พึมพำเบาๆ หลังพวงมาลัย เขาจะรอดูพรุ่งนี้อีกวันว่ากัญญพัชรจะโทร. หาเขาหรือเปล่า แต่ไหนแต่ไรมาเธอมักเป็นฝ่ายง้อเขาก่อนเสมอ ครั้งนี้เขาจะดูซิว่าเธอจะอดทนได้นานแค่ไหน
มุมปากชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อยเหมือนยิ้มเยาะ หากเธอคิดจะใช้วิธีนี้เรียกร้องความสนใจจากเขาแล้วละก็ เขายอมรับว่าเธอทำสำเร็จ เพราะตอนนี้เขาสนใจขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
รถที่เพชรไพลินนั่งมาเคลื่อนเข้าไปในอาณาเขตของวัดแห่งหนึ่งย่านชานเมือง หญิงสาวเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยความคุ้นเคยเนื่องจากวัดนี้เป็นวัดที่เธอกับเพชรแพรวามาทำบุญให้บิดามารดาอยู่บ่อยๆ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่เก็บอัฐิของท่านทั้งสองด้วย
“น้าบัติรอแถวนี้นะคะ พัชไปไม่นานค่ะ แค่อยากไปดูเฉยๆ”
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ เพชรไพลินก็ก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปยังศาลาที่กำลังมีพิธีอยู่อย่างเชื่องช้า หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติให้มั่น เพราะการที่เธอมาเพียงลำพังอย่างนี้ย่อมไม่เป็นการดีเท่าไร อีกทั้งยังไม่รู้ว่าทางฝ่ายเพชรแพรวา น้องสาวของเธอจะเห็นคู่กรณีอย่างกัญญพัชรเป็นศัตรูหรือเปล่า
นางสาวเพชรไพลิน อัศวะโยธิน...
ขาทั้งสองข้างหยุดเดินโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นชื่อและนามสกุลที่ปรากฏเด่นหราอยู่บนกระดาน ด้านล่างของชื่อเป็นวันที่สวดพระอภิธรรม และรายชื่อของเจ้าภาพในแต่ละวัน เพชรไพลินไล่อ่านรายชื่อเหล่านั้นด้วยความเศร้าหมอง มีทั้งน้องสาวของเธอเอง ญาติสนิทฝั่งบิดามารดา เพื่อนสนิทที่เป็นกลุ่มก๊วนเดียวกัน คู่หมั้นหนุ่มอย่างภูมิบดินทร์และครอบครัว รวมไปถึงบริษัทคู่ค้าที่ติดต่อประสานงานกันมาร่วมเป็นเจ้าภาพให้ ครั้นแอบมองเข้าไปด้านใน ภาพตรงหน้าก็พร่าเบลอไปเพราะน้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาคลอหน่วย
คนสนิทคนคุ้นเคยหลายคนนั่งรวมกันอยู่ในนั้น เธออยากเดินเข้าไปหาพวกเขาแล้วกอดแน่นๆ อยากบอกพวกเขาว่าเธอยืนอยู่ตรงนี้ ยังไม่ได้ตายจากทุกคนไป แต่ไม่สามารถทำได้เพราะความจริงที่ว่าเธออยู่ในร่างของคู่กรณีอย่างกัญญพัชรนั้นคงไม่มีใครเชื่อลง
“ยายวา...ภูมิ...ลินอยู่นี่” เธอได้แต่พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำตานองหน้า ยิ่งเห็นคู่หมั้นหนุ่มนั่งก้มหน้าฟังพระสวดก็ยิ่งอยากโผเข้าไปซบลงบนอกเขา
เพชรไพลินค่อยๆ ผินหน้ากลับมาช้าๆ อย่างอาลัยอาวรณ์ พลันสายตาก็สะดุดอยู่ที่กระดานกำหนดการอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อได้อ่านบรรทัดสุดท้าย
วันที่ 24 มกราคม 2560 ประชุมเพลิง
“วันที่ยี่สิบสี่...ก็วันพรุ่งนี้น่ะสิ!” หญิงสาวยกมือขึ้นกุมอกเมื่อรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มติดขัด กระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นจนปวดไปทั้งดวงตาเมื่อความจริงตรงหน้ากระแทกเข้ามาในหัวอย่างจัง...ร่างของเธอตายไปแล้ว
“คุณครับ เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงทุ้มแสนคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลังเธออย่างแผ่วเบา แผ่นหลังของเพชรไพลินเกร็งขึ้นมาทันที เพราะไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร
“ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ” แม้จะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่กระนั้นเวลาที่เสียงผ่านออกไปจากลำคอก็ยังฟังสั่นพร่าอยู่ดี เธอไม่กล้าหันไปมองหน้าเขาตรงๆ เพราะไม่มั่นใจว่าจะควบคุมตัวเองไม่ให้โผเข้ากอดเขาได้ไหม
“คุณคือคุณกัญญพัชรใช่ไหมครับ” แม้เสียงของเขาจะแผ่วเบาราวกับกลัวใครจะได้ยิน แต่เพชรไพลินก็สัมผัสได้ว่าไม่มีความโกรธหรือความไม่พอใจปนอยู่ในน้ำเสียงนั้น
หญิงสาวตัดสินใจหันหน้าไปมองเขาให้เต็มตา ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ในห้วงความคิดถึงของเธอมาตลอดหลายวันขณะนี้กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้า เธออยากจับมือเขา อยากกอดเขาให้สมกับความคิดถึง แต่ทำไม่ได้เพราะตอนนี้เธอคือกัญญพัชร ไม่ใช่เพชรไพลิน
“ใช่ค่ะ ฉันคือกัญญพัชร”
ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ ก่อนแนะนำตัวเองบ้าง “ผมภูมิบดินทร์ครับ เป็นคู่หมั้นของลินเขา เอ่อ...ผู้ตายน่ะครับ”
เห็นแววตาเศร้าสร้อยของเขาแล้วหญิงสาวก็ยิ่งปวดแปลบในอก เดือนหน้าเขากับเธอจะแต่งงานกันอยู่แล้ว กำลังจะได้ใช้ชีวิตและสร้างอนาคตร่วมกัน แต่ทุกอย่างกลับต้องมาพังลงเพราะเธอคนเดียว
“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้” ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งสั่นเครืออย่างห้ามไม่อยู่ ถ้าเธอไม่นอนดึกเพราะเอาแต่บ้างานก็คงไม่หลับในจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น
“ไม่ใช่ความผิดของคุณเลยครับ มันคืออุบัติเหตุ จากคลิปเหตุการณ์ที่มีคนถ่ายเอาไว้ได้ก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่าทางฝ่ายคุณไม่ใช่คนผิด อย่าเอาแต่โทษตัวเองเลยครับ” เขาพูดปลอบทั้งที่รอยยิ้มก็ฝืดเฝื่อนเต็มทน
หญิงสาวมองหน้าเขาด้วยความอาวรณ์ ในใจร่ำร่ำอยากบอกความจริงให้เขาฟังว่าเธอคือเพชรไพลิน คู่หมั้นของเขา
“ฉันอดรู้สึกผิดไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉันรู้มาว่าเดือนหน้าคุณสองคนกำลังจะแต่งงานกัน” ท้ายประโยคเสียงของเธอแทบหายลงไปในคอเพราะมีก้อนสะอื้นเข้ามาแทนที่
ภูมิบดินทร์พยักหน้าช้าๆ พลางมองเลยไปยังศาลาตรงที่มีรูปของเพชรไพลินวางตั้งอยู่ นัยน์ตาไหววูบและสีหน้าที่ดูย่ำแย่ของเขาบ่งบอกให้รู้ว่ากำลังโศกเศร้าแค่ไหน
“ใช่ครับ เดือนหน้า แต่คงเป็นไปไม่ได้แล้ว”
สิ้นประโยคของเขา น้ำตาของหญิงสาวก็ไหลอาบแก้ม เพชรไพลินรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกลวกๆ พลางหลุบตาลงมองพื้น เพราะไม่อยากให้เขาเห็นแววตาของเธอ
“พรุ่งนี้ฉันขอมางานเผาศพคุณ...คุณเพชรไพลินด้วยได้ไหมคะ” เธอเห็นเขานิ่งไปครู่หนึ่งจึงคิดว่าเขาคงไม่อนุญาต
“ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็แค่อยากทำอะไรบ้าง”
“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้ไม่พอใจอะไรคุณ ผมแค่คาดไม่ถึงว่าคุณจะมาพรุ่งนี้ด้วย” ชายหนุ่มรีบพูดเพื่อไขความเข้าใจผิด ก่อนพูดต่อ
“ถ้าอยากมาก็มาเถอะครับ ทางนี้ไม่มีใครไม่พอใจคุณหรอก ทุกคนเข้าใจดีครับว่านี่คืออุบัติเหตุ ความจริงแล้วทางเราค่อนข้างเกรงใจฝ่ายคุณอยู่มากทีเดียว เพราะอย่างที่บอกไปตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าลินเป็นคนผิดที่ขับรถโดยประมาท หากจะพูดกันตรงๆ แล้วทางผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะมาค่ะ ขอบคุณนะคะ...คุณภูมิ”
เธอยิ้มให้เขาก่อนขอตัวเดินออกมาเพื่อกลับไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นสายตาห่วงหาของเธอแล้วจะพานสงสัยเอาได้
ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั
แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค
พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม
เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง
เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ
ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม







