แชร์

อุบัติเหตุ - 70%

ผู้เขียน: จรสจันทร์
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-14 22:44:04

เพชรไพลินสะบัดศีรษะไปมาหลายครั้งเพื่อขับไล่อาการมึนงง จนรู้สึกเหมือนพื้นที่กำลังยืนอยู่โคลงเคลง เสียงการจราจรจอแจและเสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวกทำให้เธอต้องมองไปทางต้นเสียง แล้วก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นอุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนต์สองคันชนกันจนยับเยิน หญิงสาวนึกอยากเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ทว่าก็ตกใจเมื่อรู้สึกว่าเท้าของตัวเองไม่ติดพื้น

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย” ความตระหนกตกใจทำให้เพชรไพลินลืมนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ กระทั่งไม่ได้สังเกตรถคันที่เกิดอุบัติเหตุด้วยว่าเป็นรถตนเองหรือไม่ หญิงสาวเอาแต่มองซ้ายมองขวาพร้อมกับพยายามหาที่ยึดเหนี่ยวเมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ

“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที” เธอพยายามตะโกนเสียงดัง แต่กลับไม่มีใครสนใจหันมามองแม้แต่คนเดียว ทุกคนเอาแต่สนใจอุบัติเหตุตรงหน้ากันหมด หญิงสาวจึงคิดจะกรีดร้องดังๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่จู่ๆ ก็มีแรงดึงดูดบางอย่างดูดร่างเธอจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็วจนเธอไม่สามารถต้านทานได้ พร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ดับวูบลงไป

เพชรไพลินลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตอนนี้ตนเองกำลังยืนอยู่ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เธอมองผู้คนขวักไขว่แต่งกายด้วยชุดหรูหรามีราคาก็พอรู้ว่านี่เป็นงานเลี้ยงอะไรสักอย่างของกลุ่มไฮโซเป็นแน่ เนื่องจากเธอเองก็คุ้นเคยกับงานแบบนี้ดี แต่คนที่มาร่วมงานที่นี่กลับไม่คุ้นหน้าเลยสักคน จึงลองก้าวเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏต่อสายตา

ผู้หญิงคนนี้ดูแล้วอายุไม่น่าเกินยี่สิบห้า หน้าตาทั้งสวยและน่ารักแบบที่เธอเองเห็นแล้วยังละสายตาไม่ได้ รูปร่างสูงโปร่งกำลังดี ผิวพรรณขาวเนียนหมดจด การแต่งหน้าอ่อนๆ ดูแล้วช่างเหมาะสมกับตัว ไม่ฉูดฉาดเหมือนหญิงสาวบางคนที่มาร่วมงาน ผมสีดำขลับที่รวบตึงไว้ด้านหลังเปิดเผยวงหน้าเรียวเล็กรูปไข่ ปากรูปกระจับที่เผยอเล็กน้อยจนเห็นไรฟันดูแล้วให้ความรู้สึกเซ็กซี่และไร้เดียงสาในเวลาเดียวกัน ทุกอย่างที่รวมกันเป็นผู้หญิงคนนี้ช่างเหมาะเจาะลงตัวไปหมดจนน่าอิจฉา

เพชรไพลินสนใจขึ้นมาทันที เนื่องจากเธอทำธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางแบรนด์ดังจากต่างประเทศ จึงนึกอยากได้เธอคนนี้มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้บริษัท เท้าไวเท่าความคิด เธอก้าวช้าๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายทันที

“พี่วินทร์” เสียงผู้หญิงคนนั้นเรียกชื่อใครบางคนทำให้เท้าของเพชรไพลินหยุดอยู่กับที่ ครั้นมองตามสายตาของเจ้าตัวไปก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในงานอย่างสง่าผ่าเผย สายตาที่ฝ่ายหญิงมองฝ่ายชายนั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่หลงใหลอย่างไม่คิดปิดบัง รอยยิ้มหวานหยดที่สะกดใจคนมองก็ดูเหมือนจะมีไว้เพื่อผู้ชายคนนั้นเพียงคนเดียว

จู่ๆ ภาพและบรรยากาศรอบตัวของเพชรไพลินก็เปลี่ยนไป จากงานเลี้ยงของเหล่าไฮโซกลายเป็นสนามหญ้าของคฤหาสน์หลังหนึ่ง มุมหนึ่งของสนามเป็นที่ตั้งของศาลาไม้สักขนาดใหญ่ มีกล้วยไม้และไม้ประดับแขวนไว้รอบศาลาดูร่มรื่น จนอดเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ไม่ได้ ทว่าเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ทำให้เธอต้องหยุดเดินแล้วมองเข้าไปในศาลานั้น

“พัชรักพี่วินทร์ค่ะ” คนพูดก้มหน้าเล็กน้อยด้วยความเขินอาย พวงแก้มเป็นสีระเรื่อชวนมอง

“ไร้สาระน่าพัช พี่ไม่เคยคิดกับพัชมากไปกว่าน้องสาวคนหนึ่ง”

เสียงห้าวห้วนของชายหนุ่มที่ถูกสารภาพรักทำให้เพชรไพลินตวัดสายตามองเจ้าของเสียงทันที

“แต่พัชไม่มองพี่วินทร์เป็นพี่ชายนี่คะ พัชแอบรักพี่มาโดยตลอด และตอนนี้พัชก็เพิ่งรู้ว่าพ่อกับแม่ของพี่วินทร์กำลังจะคุยเรื่องหมั้น...” หญิงสาวพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มก็โพล่งขึ้นเสียก่อน

“พี่จะคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของพี่เอง แต่จะไม่มีการหมั้นอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น” พูดจบเขาก็เดินผลุนผลันออกจากศาลาทันที โดยทิ้งให้หญิงสาวคนนั้นมองตามไปด้วยสีหน้าที่จวนเจียนจะร้องไห้เต็มที

เพชรไพลินรู้สึกชิงชังผู้ชายขี้เก๊กคนนั้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เดินไปไหนต่อ รอบตัวก็เปลี่ยนไปเป็นอีกฉากหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เธอได้มาอยู่ในบริเวณห้องรับแขกซึ่งตกแต่งอย่างหรูหรา ในห้องมีคนอยู่มากมาย แต่ละคนแต่งกายด้วยชุดที่ค่อนข้างเป็นทางการ หลายคนมีสีหน้าชื่นมื่นราวกับกำลังมีงานมงคล

ครั้นมองไปตรงกลางห้อง เพชรไพลินก็เห็นหญิงสาวแสนสวยคนนั้นกับชายหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งนั่งพับเพียบอยู่ด้วยกันบนพรมหนา ฝ่ายหญิงสวมชุดไทยสีครีม มีรอยยิ้มเจิดจ้าดูเปล่งประกายราวกับนางฟ้านางสวรรค์ ขณะที่ฝ่ายชายสวมชุดสูทสากลสีดำคัตติงเนี้ยบดูสง่าผ่าเผย ทว่าสีหน้ากลับไร้อารมณ์อย่างสิ้นเชิง

“ตาต่ำจริง มีเพชรอยู่ในมือยังไม่รู้จักคุณค่า” เธออดค่อนขอดผู้ชายคนนั้นไม่ได้ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ภาพเบื้องหน้าก็พร่าเลือนไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดไปทั่วบริเวณ ลมเย็นๆ ไร้ที่มาพัดวูบเข้ามาปะทะใบหน้าเธอวูบหนึ่งพร้อมกับอาการเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กายจนทรงตัวแทบไม่ไหว และทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรง

“เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย...โอ๊ย...” ความเจ็บปวดดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ศีรษะ เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับแล้วพยายามบีบเบาๆ เพื่อคลายความเจ็บ แต่ก็ทำหน้านิ่วอีกครั้งเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกปวดตึงไปทั้งขาจนขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ได้ ราวกับถูกใครตอกตรึงไว้กับพื้น

“ใครก็ได้...ช่วยด้วย” ความเจ็บปวดที่รุมเร้าไปทั่วร่างทำให้เพชรไพลินไม่อาจต้านทานไว้ได้อีกต่อไป สติเลือนหายไปอย่างช้าๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเสียงทุ้มที่คอยปลอบใจอย่างแผ่วเบาค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ว่าเสียงนั้นอยู่ข้างตัวนี่เอง เพชรไพลินพยายามเปิดเปลือกตาอันแสนหนักอึ้ง แต่กลับไม่สามารถทำได้เพราะร่างกายอ่อนเพลียและเจ็บปวดเกินกว่าจะฝืนทำ แม้จะเป็นแค่เพียงการลืมตาขึ้นมา สุดท้ายเธอก็เข้าสู่นิทรารมณ์ไปอีกครั้ง

เพชรไพลินตื่นขึ้นมาอีกครั้งช่วงกลางดึก คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเมื่อรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง ราวกับตกจากที่สูงจนอวัยวะภายในบอบช้ำ และกระดูกแขนขาหลุดออกจากข้อต่อ ครั้นลืมตาขึ้นมาก็พบกับความสลัวรางของห้องห้องหนึ่ง แต่พอมองเห็นสายระโยงระยางที่ต่อมาจากถุงน้ำเกลือก็พอเดาได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในโรงพยาบาล

หญิงสาวพยายามนึกถึงเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไป จำได้ว่าหลังรับประทานอาหารมื้อเย็นกับภูมิบดินทร์คู่หมั้นเรียบร้อยแล้วก็ขับรถกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศ ตอนขับรถเธอง่วงมาก หาวอยู่หลายครั้ง หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

แย่จริง...เธอพยายามเปล่งเสียงพูดแต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปาก รู้สึกลำคอแห้งผากจนเกิดอาการกระหายน้ำขึ้นมาทันที

เพชรไพลินหันมองไปรอบห้องที่แม้จะเป็นโรงพยาบาลแต่ก็ตกแต่งอย่างหรูหรา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเพชรแพรวา น้องสาวของเธอ หรือไม่ก็ภูมิบดินทร์เป็นคนจัดการเรื่องโรงพยาบาลให้อย่างแน่นอน เพราะรู้ดีว่าเธอเป็นคนชอบความเนี้ยบ เธอยอมจ่ายแพงกว่าก็เพื่อต้องการการบริการที่ดี และแน่นอนว่าฝีมือการรักษาของแพทย์ก็ต้องดีด้วย

หญิงสาวมองไม่เห็นใครอยู่ในห้อง คิดว่าคนมานอนเฝ้าต้องนอนอยู่ในห้องพักสำหรับผู้มาเฝ้าไข้เป็นแน่ ดังนั้นเธอจึงมองหาปุ่มสัญญาณสำหรับเรียกพยาบาลด้านนอก เมื่อเจอแล้วจึงกดเรียก ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ถามผ่านอินเตอร์โฟน แต่เพราะเธอไม่มีเสียงจึงตอบกลับไปไม่ได้ ทำได้แค่กดปุ่มซ้ำอีกครั้ง รอไม่นานนักประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับพยาบาลสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา

“ฟื้นแล้วหรือคะคุณพัช เป็นยังไงบ้างเอ่ย หิวน้ำหรืออยากเข้าห้องน้ำคะ”

พยาบาลทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวกับคุ้นเคยกับเธอมานาน แต่เพชรไพลินกลับสะกิดใจเมื่ออีกฝ่ายเรียกเธอด้วยชื่ออื่น และความสงสัยนั้นก็ถูกปัดทิ้งไปเพราะในวันหนึ่งๆ พยาบาลต้องดูแลคนป่วยอีกหลายคน คงมีบ้างที่อาจเรียกผิดเรียกถูก

หญิงสาวลูบคอของตัวเองแทนการบอกด้วยคำพูด พยาบาลเห็นดังนั้นจึงรีบเทน้ำใส่แก้วแล้วยื่นหลอดมาป้อนให้ถึงปาก เพชรไพลินดูดน้ำจนหมดแก้วแล้วลองกระแอมเบาๆ เพื่อให้คอโล่งขึ้นกว่าเดิม

“ค่อยยังชั่วหน่อย” พูดจบเพชรไพลินก็เบิกตากว้างเมื่อรู้สึกว่าเสียงของตัวเองเปลี่ยนไป เสียงหวานใส เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของเธอแน่นอน แต่กลับรู้สึกคุ้นหูอย่างน่าประหลาด

“ทำไมเสียงเป็นแบบนี้ล่ะ” เธอลองกระแอมอีกหลายครั้ง พยาบาลจึงเทน้ำใส่แก้วให้อีก

“ค่อยๆ จิบนะคะ ตอนนี้รู้สึกปวดหัวหรือเจ็บตรงไหนบ้างรึเปล่าเอ่ย” พยาบาลสาวถามอย่างเอาใจใส่พร้อมกับเดินไปเปิดไฟให้สว่างขึ้น

เพชรไพลินต้องหรี่ตาลงทันทีเพราะแสงจ้าจากหลอดไฟทำให้ยังปรับสายตาได้ไม่ดีนัก

“รู้สึกปวดไปทั้งตัวเลยค่ะ” ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าเสียงนี้ไม่ใช่เสียงของตัวเอง แต่คิดอีกแง่หนึ่ง นี่อาจเป็นผลกระทบที่เกิดจากอุบัติเหตุก็เป็นได้ เธอรู้สึกเหมือนเคยได้ยินเสียงลักษณะนี้จากที่ไหนมาก่อน แต่กลับจำไม่ได้

“คุณพัชโชคดีมากเลยนะคะที่ไม่เป็นอะไรมาก มีหัวแตก หัวไหล่หลุด นอกนั้นก็เป็นบาดแผลทั่วไปและรอยฟกช้ำตามร่างกายจากแรงกระแทกอย่างแรงตอนที่รถชนน่ะค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นคุณพัชก็ยังหลับไปถึงสองวันเต็มๆ เชียวนะคะ”

พยาบาลสาวเดินเข้ามาวัดอุณหภูมิและปรับค่าของเครื่องควบคุมน้ำเกลือ ขณะที่เพชรไพลินได้แต่พยักหน้ารับฟังโดยไม่ออกความเห็นใดๆ เพราะคิดว่าจะเก็บไว้ถามเรื่องนี้จากน้องสาวและคู่หมั้นทีเดียว เธออยากรู้ด้วยว่าคู่กรณีเป็นใคร และตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ” หญิงสาวหันไปบอกพยาบาล อีกฝ่ายจึงช่วยพยุงลงจากเตียงแล้วเข็นเสาน้ำเกลือมาให้ เพชรไพลินทำหน้านิ่วเมื่อเท้าสัมผัสพื้นแล้วถูกความเจ็บปวดเข้าจู่โจมอีกระลอก เธอยืนเกาะเตียงไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้ขาทั้งสองข้างได้ปรับสภาพ จากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวเดินไปทางห้องน้ำช้าๆ

“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวหันไปขอบคุณพยาบาลที่ช่วยประคองมาส่งถึงหน้าห้องน้ำ เข็นเสาน้ำเกลือเข้ามาไว้ด้านในแล้วปิดประตูให้อย่างเรียบร้อย เพชรไพลินรีบทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ จากนั้นก็เดินมายืนที่หน้าอ่างล้างหน้าเพราะตอนนี้เธออยากล้างหน้าแปรงฟันมาก ทว่าพอเห็นเงาของตัวเองจากกระจก หญิงสาวก็ได้แต่ยืนอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น

“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง!”

 

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ต้นสายปลายรัก   ตอนพิเศษ

    ทันทีที่รถจอด เพชรไพลินก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว หญิงสาววางกระเป๋าสะพายไว้บนพื้น ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงพลาสติกหูหิ้วของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง“จ๊ะเอ๋ น้องอัญขา ดูซิว่าคุณแม่ซื้ออะไรมาฝากด้วยละ” เธอชูกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ลายคิตตี้ให้อัญพัชร์ บุตรสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าดูเด็กหญิงเอื้อมมือป้อมๆ ไปรับมาดูแล้วทำท่าจะสะพายบนไหล่ แต่ยังทำไม่เป็น ผู้เป็นมารดาจึงช่วยจัดให้“สวยจังเลยลูกสาวแม่ เอาไว้สะพายไปเที่ยวกันเนอะ ของหนูมีหนึ่งใบ ของคุณแม่ก็มีหนึ่งใบ เราสะพายกันคนละใบ”เพชรไพลินยิ้มแย้มอย่างถูกใจ ตั้งแต่มีบุตรสาวเธอก็ขยันชอปปิงแต่เสื้อผ้าสวยๆ และของใช้ของเล่นสำหรับเด็กเล็กเสมอ การจับเจ้าตัวน้อยแต่งตัวเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เธอชื่นชอบเอามากๆหนูน้อยอัญพัชร์มองกระเป๋าหนังแกะใบละสามแสนกว่าบาทของมารดาที่วางอยู่ตรงหน้าก็ดึงกระเป๋าลายคิตตี้ของตั

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 100% -

    แต่คนฟังทำปากยื่นด้วยความเสียดายที่ตอนนั้นตัดสินใจไม่ช่วยงานกัญญพัชร นั่นเพราะภาพลักษณ์ของบุตรสาวเจ้านายเมื่อก่อนนั้นดูอย่างไรก็ไม่น่าจะนำพากิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ ทว่ามาถึงตอนนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าคนเราตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ“นี่หล่อน...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิยะ ไม่เคยได้ยินหรือว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่อย่ามาแข่งวาสนากัน ตอนนี้เส้นวาสนาของฉันน่ะพุ่งสูงปรี๊ดดด...จนเกือบทะลุนิ้วกลางอยู่แล้ว แบบว่าคนมันโชคดีน่ะนะ”จีราวัฒน์ผายมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับยักไหล่เลียนแบบท่าทางของกัญญพัชร เจ้านายสาวสวย แต่คนมองกลับเห็นแล้วทั้งหมั่นไส้และขำจนต้องขยำกระดาษเป็นก้อนกลมๆ แล้วปาใส่ศีรษะของเจ้าตัว“อิจฉาเว้ย ไปอวดไกลๆ เลยไป๊”เพชรไพลินนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในห้องนอนเช่นเคย ระหว่างที่กำลังเปรียบเทียบยอดขายตลอดสองเดือนที่ผ่านมานั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูจึงเงยหน้าขึ้นจากค

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 70% -

    พุฒิพงศ์ค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณงาน ซึ่งพอชายหนุ่มเดินไป รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเพชรไพลินทันที หญิงสาวมองเขายิ้มๆ ครู่หนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ขณะที่เขามองช่อดอกไม้ของพุฒิพงศ์ที่เธอถืออยู่“โทษทีนะที่ไม่มีช่อดอกไม้ ซื้อไม่ทันน่ะ” กว่าเขาจะขับรถมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไหนจะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมางานให้ทันเวลาอีก จึงไม่สามารถไปสั่งช่อดอกไม้ที่ร้านได้“ไม่เป็นไรค่ะ มีเยอะแล้ว แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วค่ะ”พูดจบหญิงสาวก็มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยนัยน์ตาแพรวพราวระยิบระยับ แม้ใบหน้าของเขาจะมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและใต้ตาดำคล้ำ แต่เขาก็ยังดูดี เพิ่งรู้ว่าเวลาที่เขาสวมสูทเต็มยศอย่างนี้แล้วจะดูภูมิฐานกว่าที่คิดเอาไว้มาก นี่ขนาดไม่ได้ผูกไทมาด้วยเขาก็ยังดูโดดเด่นกว่าผู้ชายหลายคนในงาน อาจเป็นเพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขากระมังที่ทำให้เธอเห็นแล้วยังต้องมองด้วยความชื่นชม

  • ต้นสายปลายรัก   บทส่งท้าย - 35% -

    เพชรไพลินยิ้มให้ตัวเองในกระจกหลังจากให้ช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินแฟชั่นโชว์ และเป็นการเปิดตัวเครื่องประดับน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่างปัตถาเจมส์ เสียงจอแจภายนอกห้องแต่งตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ เนื่องจากเวทีอยู่กลางลานกิจกรรมของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง คนมาดูย่อมแน่นขนัดเป็นธรรมดา ดังนั้นความกดดันจึงเริ่มตามมาเพราะงานนี้เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานโดยมีหนังโฆษณาความยาวประมาณสองนาทีฉายอยู่บนจอแอลซีดีขนาดใหญ่กลางเวที ซึ่งเนื้อหาของโฆษณานั้นก็เป็นไปตามที่เพชรไพลินต้องการ นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นว่ากว่าจะมาเป็นแหวนหนึ่งวง หรือต่างหูหนึ่งคู่นั้นต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง นั่นจึงทำให้คนดูที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนที่จะได้เห็นขั้นตอนการทำอย่างนี้และเมื่อโฆษณาจบลง บรรดานางแบบที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเวทีก็ทยอยเดินขึ้นมาอวดโฉมบนฟลอร์ คอนเซปต์ของแฟชั่นชุดนี้คือสาววัยทำงานและความคล่อง

  • ต้นสายปลายรัก   เคลียร์ใจ - 100% -

    เพชรไพลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือบ๊ายบายให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงจูงมือมารดาเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยมีสายตาของรวินทร์มองส่งไปตลอดทางทันทีที่กลับถึงกรุงเทพฯ เพชรไพลินก็นั่งรถแท็กซี่เพื่อจะไปที่ออฟฟิศโดยไม่คิดจะเข้าบ้านก่อน หญิงสาวโทรศัพท์หาพราวพิรุณก่อนเป็นอันดับแรกเพราะนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้“ฝน ฉันวานแกพายายวามาหาฉันที่ออฟฟิศหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้น้องสาวฉันฟัง”เธอฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเห็นด้วยที่จะบอกความลับนี้ให้เพชรแพรวาได้รู้อีกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจ“ขอบคุณนะฝน เอาไว้ช่วงบ่ายเจอกัน”วางสายจากเพื่อนสนิทแล้วเธอก็โทร. ไปหารวินทร์เพื่อรายงานตัวว่าถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแล้ว เธอคุยกับเขาไม่นานนักเพราะแท็กซี่มาจอดหน้าอาคารสำนักงานพอดีจึงกดวางสายเมื่อมาถึงออ

  • ต้นสายปลายรัก   เคลียร์ใจ - 70% -

    ได้ฟังอย่างนั้นรวินทร์ก็เบาใจ เพราะคาดว่าหากสิ้นหัวเรือใหญ่อย่างนายหัวสุรัชไป บรรดาลูกน้องที่เคยกร่างและทำตัวใหญ่คับฟ้าก็คงติดร่างแหไปด้วย ที่ตัวเล็กๆ ก็คงแตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่อื่น ไม่กลับมาที่นี่อีกผู้หมวดหนุ่มเดินออกมาส่งรวินทร์กับเพชรไพลินที่รถ เขาจ้องหญิงสาวตาปรอย จนรวินทร์ต้องกระแอมเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาปราม“ขึ้นไปรอพี่บนรถก่อนนะ พี่ขอคุยอะไรกับหมวดหน่อย” รวินทร์หันไปบอกเพชรไพลินพลางเปิดประตูรถให้ จากนั้นก็เดินโอบบ่าผู้หมวดแทนไทไปคุยอีกทางหนึ่งเพชรไพลินไม่รู้ว่าสองหนุ่มคุยอะไรกัน จึงหยิบโทรศัพท์ที่มารดาเอามาให้กดโทร. ไปหาพราวพิรุณเพื่อส่งข่าวให้เพื่อนรู้ว่าตนปลอดภัยแล้วสัญญาณดังแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ปลายสายก็กดรับทันทีราวกับกำลังรออยู่ “ฮัลโหล ฝนพูดค่ะ”“ยายฝน ฉันเอง”“นังลินนน...แกเป็นยังไงบ้าง โอ๊ยแก ฉันจะบอกให้ว่าวันนั้นฉันลนลานจนทำอะไรไม

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status