LOGIN[ เข้าใจแล้วขอรับเจ้านาย ] เสียงระบบหงอยลงทันที มันเองก็ลืมคิดไปว่าครอบครัวเจ้านายของมันยากจนที่สุดในหมู่บ้าน ถ้าจู่ ๆ เกิดร่ำรวยขึ้นมา คงมีชาวบ้านมากมายอิจฉาตาร้อนและก่อเรื่องให้พวกเขาลำบากเป็นแน่
ถานเซียนเซียนได้ยินเสียงระบบแบบนี้เลยเอ่ยปลอบสักสองสามคำ ก่อนที่พวกเขาจะเดินมาถึงย่านตลาดในเมือง
“อืม… พี่ว่าไปตั้งแผงตรงนั้นดีไหม” ถานจงหยางชี้นิ้วบอกน้อง ๆ เขาเห็นว่าตรงนั้นทำเลดีไม่น้อย หากใครผ่านไปผ่านมาก็สามารถแวะซื้อได้
“ดีขอรับพี่ใหญ่ น้องสาวไปกัน” ถานจงซิงพยักหน้ายิ้มรับคำและหันไปชวนถานเซียนเซียนให้เดินไปพร้อมกัน พวกเขามาแถวนี้ทุกวันเพื่อทำงานแบกหาม บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เคยใช้งานพวกเขาต่างร้องทักทายอย่างคุ้นเคย
“ท่านพี่รู้จักคนเยอะเหมือนกันนะเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนยิ้มบางเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองได้รับความเอื้อเอ็นดูจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้า
“พวกพี่ชายมาทำงานที่นี่ตั้งแต่เด็กแล้วน่ะ” ถานจงซิงตอบอย่างสบาย ๆ
“รีบตั้งแผงกันเถอะ น้องชาย เจ้าไปซื้อกระดาษมาไว้ห่อลูกสนที นี่เงินสองอีแปะ”
ถานจงหยางบอกน้องชายและส่งเงินที่แม่เขาให้ไป ถานจงซิงรับเงินมาแล้วก็วิ่งไปที่ร้านค้าในตลาดอย่างคุ้นเคย เขารู้ดีว่าร้านไหนที่ขายกระดาษราคาถูกสำหรับห่ออาหาร ทำให้ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็วิ่งกลับมาพร้อมกระดาษห้าสิบแผ่น
“ได้มาห้าสิบแผ่นขอรับพี่ใหญ่” ถานจงซิงส่งกระดาษให้เมื่อเห็นว่าพี่ชายกับน้องสาวเขาเปิดไหและนำลูกสนออกมาเทวางไว้บนโต๊ะเล็กซึ่งนำมาจากบ้านแล้ว
“อืม… ได้แค่นี้ก็ถือว่ามากแล้ว รอขายของได้ก่อนค่อยซื้อเพิ่มถ้าไม่พอ” ถานจงหยางบอกน้องชาย เขารู้ดีว่าการค้าขายไม่ได้ง่ายดายนัก
“ของว่างอร่อย ๆ ราคาเพียงสิบลูกหนึ่งอีแปะ เชิญพ่อแม่พี่น้องมาชิมก่อนได้เจ้าค่ะ เร่เข้ามา ๆ ของว่างราคาถูก อิ่มอร่อยมากเลยนะเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนเห็นว่าทุกอย่างพร้อมขายแล้ว นางจึงตะโกนเรียกลูกค้าอย่างร่าเริง ถ้าพวกเขายังคงเงียบอยู่ก็คงไม่มีลูกค้ามาลิ้มลองลูกสนของบ้านนางเสียทีน่ะสิ
“อ่า… น้องหญิงช่างกล้าหาญนัก” ถานจงซิงอดเขินอายขึ้นมาไม่ได้
“อืม… เจ้าก็ช่วยน้องตะโกนด้วยสิ คนจะได้มาดูของว่างร้านเรา” ถานจงหยางหันไปบอกน้องชายที่เขินจนบิดตัวไปมาแล้ว เขาอดส่ายหน้าเบา ๆ กับท่าทางของน้องชายขี้อายคนนี้ไม่ได้ กลับเป็นน้องสาวพวกเขาที่ใจกล้ามากกว่าเสียอีก
ไม่นานหลังจากพวกเขาช่วยกันตะโกนเรียกลูกค้าก็มีคนมาลองชิมลูกสนหลายคนเลยทีเดียว แถมคนพวกนั้นต่างกล่าวว่ามันอร่อยและราคาถูกมากจริง ๆ
“ข้าเอาสองอีแปะ” ลูกค้าคนหนึ่งที่ชิมลูกสนแล้วรีบร้องบอก
“ข้าเอาอีแปะเดียวก่อน” ลูกค้าอีกคนพูดขึ้นมาเช่นกัน
เสียงเรียกให้เด็กทั้งสามห่อลูกสนให้ดังไปทั่วหน้าร้านทันที พวกเขาต่างช่วยกันห่อลูกสนและรับเงินกันมือเป็นระวิง ไม่นานกระดาษที่ซื้อมาก็หมดลง ถานจงหยางส่งเงินให้น้องชายไปซื้อมาอีกสามอีแปะ เขาไม่กล้าซื้อมาทีละมาก ๆ เพราะกลัวว่าถ้าใช้ไม่หมดจะเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ
พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเห็นเด็กสองคนมาขายของเข้าก็พากันสอบถามคนที่ซื้อลูกสนไปก่อนหน้านี้อย่างสนอกสนใจ
“พวกเขาขายอะไรกันเหรอ” พ่อค้าคนหนึ่งเห็นคนที่ไปซื้อกำลังเคี้ยวลูกสนตุ้ย ๆ ก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ เขาเองก็อยากลองไปซื้อกินดูบ้าง
“ของว่างน่ะเถ้าแก่ เจ้าไปลองชิมดูก่อนได้ อร่อยมากเลยล่ะ แถมราคาถูกมากด้วยนะ ข้ากินแล้วยังรู้สึกอิ่มท้องไม่ต่างจากกินข้าวเลย” ลูกค้าที่ซื้อลูกสนมาบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง หากว่าเขาซื้อของพวกนี้ไปกินแทนอาหารมื้อหลักก็น่าจะได้
“จริงเหรอท่าน” พ่อค้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก เขาคิดว่าของว่างเหมาะสำหรับกินเล่นเท่านั้น หากเอามากินแทนข้าวคงไม่อิ่มแน่
“จริงสิ เจ้าไปลองชิมดูที่ร้านเถอะ หวานมันอร่อยเชียวนะ” ลูกค้าคนนั้นพูดจบก็เดินไปซื้อของจำเป็นต่อในตลาด เขารู้ดีว่าสิบปากว่าไม่เท่าลองชิม
พ่อค้าคนนั้นฝากร้านกับแม่ค้าแผงข้าง ๆ ก่อนที่เขาจะวิ่งเหยาะ ๆ ไปหน้าร้านของพวกถานจงหยาง ตอนนี้ลูกค้าหน้าร้านเริ่มบางตาแล้ว
“จงหยาง เอาของว่างเจ้ามาให้ลุงสักสองอีแปะสิ” พ่อค้ายื่นเงินส่งให้
“ขอรับท่านลุง” ถานจงหยางยิ้มกว้างเมื่อมีคนคุ้นเคยมาอุดหนุน เขายังแถมให้พ่อค้าเพิ่มอีกสองลูกตามที่น้องสาวบอกด้วย
“โอ้ อร่อยจริง ๆ นั่นแหละ เอาไว้ลุงจะมาซื้ออีกนะ ลุงไปเฝ้าร้านก่อน” พ่อค้าชิมดูแล้วก็เห็นว่ามันอร่อยและอิ่มท้องอย่างที่เขาถามก่อนหน้านี้ก็ยิ้มกว้างออกมา
“ขอรับท่านลุง” ถานจงหยางพยักหน้ายิ้มออกมาเช่นกัน เขาไม่คิดว่าจะมีคนชอบลูกสนพวกนี้จริง ๆ จากที่เคยกังวลก่อนขาย ตอนนี้เขาเริ่มมีความหวังมากขึ้นแล้ว
ถานเซียนเซียนกับถานจงซิงเองก็ยิ้มออกมาเช่นกัน พวกเขาโชคดีไม่น้อยที่ลูกค้าต่างบอกกันปากต่อปาก ทำให้ตอนนี้ลูกสนที่นำมาขายไปได้เกินครึ่งหนึ่งแล้ว พวกเขาคาดว่าอีกไม่นานก็คงขายหมดและกลับบ้านได้
สามพี่น้องขายลูกสนต่ออีกไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดของที่นำมาก็หมดลงเสียที พวกเขายังบอกลูกค้าที่มาไม่ทันว่าพรุ่งนี้จะมาขายกันแต่เช้าด้วย ทำให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ต้องกลับบ้านกันไปก่อน
“พี่ใหญ่ เราจะแวะซื้อของกลับบ้านก่อนไหมเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนรู้ดีว่าที่บ้านไม่มีเครื่องปรุงอะไรเหลืออยู่แล้ว นางอยากซื้อน้ำตาลเพื่อไปทำขนมลูกสนและนำมันมาขายในวันพรุ่งนี้ ถานเซียนเซียนคิดเอาไว้แล้วว่าจะเพิ่มราคาเพื่อหากำไร
“เจ้าอยากซื้ออะไรล่ะ เราแวะซื้อก่อนก็ได้” ถานจงหยางยังไม่ได้นับเงินก็จริงอยู่ แต่เท่าที่เขาดูด้วยสายตา เงินที่ขายของได้วันนี้คงมากกว่าหนึ่งร้อยอีแปะแล้ว ถ้าน้องสาวเขาอยากซื้ออะไรกลับไป เขาที่เป็นพี่ชายก็ไม่อยากขัด
“ข้าอยากซื้อน้ำตาลหรือไม่ก็หญ้าหวานเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าจะเอาไปทำขนม” ถานเซียนเซียนบอกไปตามความจริง นางต้องรีบทำขนมออกมาเพื่อขายต่อ
“ได้ ๆ พวกพี่จะพาไปซื้อ” ถานจงซิงพยักหน้ารับคำ เขาอยากลองชิมขนมของน้องสาวจะแย่แล้ว ถ้าทำออกมาอร่อย เขาคิดว่าต้องขายได้กำไรมากกว่าที่ขายวันนี้แน่
สามพี่น้องเดินตามกันไปยังร้านขายเครื่องปรุงรสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดที่พวกเขาอยู่ก่อนหน้านี้ ถานเซียนเซียนเข้าไปสอบถามราคาก็พบว่าน้ำตาลแพงมากถึงจินละห้าร้อยอีแปะเลยทีเดียว สีหน้าของถานเซียนเซียนอดผิดหวังไม่ได้
“หลงจู๊เจ้าคะ ไม่ทราบท่านมีอะไรใช้ปรุงรสหวานได้อีกไหมเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนไม่รู้ว่าในยุคสมัยนี้จะมีอะไรใช้แทนน้ำตาลได้บ้าง
“อืม… มีกานเฉ่า(ชะเอม)ที่ใช้เพิ่มรสหวานได้ เจ้าต้องการหรือเปล่า ข้าขายเพียงกำละสองอีแปะเท่านั้น” หลงจู๊เห็นเด็กสาวสีหน้าไม่ดีนักก็อยากช่วยเหลือบ้าง เขามองเสื้อผ้าของสามพี่น้องที่ปะชุนแล้วปะชุนอีกก็นึกสงสาร เสื้อผ้าของเด็กพวกนี้แทบไม่ต่างจากขอทานในเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่เด็กพวกนี้กลับดูมีมารยาทมากกว่าและไม่เหมือนขอทานพวกนั้นที่คอยแต่ขอเงินขออาหาร
“ขอบคุณเถ้าแก่เจ้าค่ะ ข้าขอซื้อสองกำนะเจ้าคะ นี่เงินสี่อีแปะ” ถานเซียนเซียนยิ้มกว้างออกมาได้เสียที นางไม่คิดว่ายุคนี้จะมีกานเฉ่าขายด้วย อย่างน้อยถึงไม่มีน้ำตาลแต่การทำขนมของนางก็สามารถใช้กานเฉ่าได้เช่นกัน
“ขอบใจเจ้ามาก นี่กานเฉ่าสองกำ” หลงจู๊เดินไปหยิบกานเฉ่ามาส่งให้เด็กสาวตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง เขาอดเอ็นดูเด็กสาวท่าทางคล่องแคล่วคนนี้ไม่ได้
“น้องสาว เจ้าจะซื้ออย่างอื่นเพิ่มไหม” ถานจงหยางถามอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าน้องสาวต้องการซื้ออะไรไปทำอาหารที่บ้านหรือเปล่า
“ท่านพี่อยากกินอะไรเป็นมื้อเย็นเจ้าคะ ข้าจะได้ซื้อของไปทำให้” ถานเซียนเซียนลืมไปเลยว่าที่บ้านนางไม่มีเครื่องปรุง แต่ด้วยราคาสินค้าที่แพงมาก ทำให้นางอยากใช้แต้มแลกเปลี่ยนกับระบบมากกว่า
“ไม่มี ๆ พวกพี่ชายกินอะไรก็ได้” ถานจงหยางรีบส่ายหน้าตอบ เขากลัวว่าเงินที่หามาได้วันนี้จะหมดเสียก่อน อีกทั้งที่บ้านยังมีลูกสนอีกเป็นจำนวนมาก พวกเขาสามารถกินมันแทนข้าวได้เช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะทำของอร่อย ๆ ให้กิน” ถานเซียนเซียนตัดสินใจแลกของกับระบบเพื่อทำอาหารค่ำแทน
ระหว่างทางถานเซียนเซียนแลกของกับระบบโดยให้ของทั้งหมดวางอยู่บนรถเข็นและนางจะบอกพวกพี่ชายว่าแอบไปซื้อมาแทน เพราะตอนขายของนั้นถานเซียนเซียนเกิดปวดท้องขึ้นมา นางเลยไปเข้าห้องน้ำที่โรงเตี๊ยม ถานเซียนเซียนจึงคิดใช้เหตุผลนี้ในการนำของจากระบบออกมา
[ เนื้อหนึ่งชั่ง เกลือ น้ำตาล น้ำมัน แป้ง ไข่ แลกเปลี่ยนสำเร็จ ] ระบบเอ่ยขึ้น ถึงแม้ว่าเจ้านายมันจะแลกของมาเพียงเล็กน้อย มันก็เข้าใจเหตุผลของนางดี
[ ขอบใจเจ้ามาก รอให้ข้าได้ขึ้นเขาอีกครั้งก่อน ข้าจะแลกลูกสนกับเจ้า ] ถานเซียนเซียนเห็นว่าใช้ลูกสนแลกนั้นได้แต้มมากกว่าฟืน นางจึงเลือกจะลองใช้ลูกสนก่อนเป็นอันดับแรก รอให้นางเก็บเงินได้มากกว่านี้ ถานเซียนเซียนจึงจะวางแผนต่อไป
“พ่อรู้แล้วน่า นี่เป็นหนทางทำมาหากินอย่างเดียวที่เรามีอยู่ พ่อจะกล้าปากมากได้ยังไงกันเล่า พวกเจ้าขึ้นเขาไปอย่างสบายใจเถอะ” ถานฟานกล่าวยืนยัน เขามีหรือจะกล้าทำให้ลูกหลานต้องลำบากอีก“เช่นนั้นพวกเรารีบไปก่อนนะขอรับ” ถานม่อจือบอกและชวนฟู่เหวยออกจากบ้านไปพร้อมกับพี่ชายพี่สะใภ้ของเขาซึ่งกำลังเดินนำหน้าอยู่ ทั้งสี่คนเดินตามกันไปโดยมีชาวบ้านสองสามคนพบเห็นและเอ่ยทักทายพวกเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น เพราะในหมู่บ้านมีเพียงคนบ้านถานเท่านั้นที่ขึ้นเขาบ่อย ๆ ทั้งที่บนภูเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้พวกเขาเก็บมากินได้นานแล้ว“พวกเจ้าขึ้นเขากันอีกแล้วหรือ? ข้าไม่เห็นว่าพวกเจ้าจะได้อะไรดี ๆ ติดไม้ติ
“ขนมเหล่านี้ไม่สามารถทำมาทีละมาก ๆ ได้ ต้องขอโทษท่านลุงท่านป้าทุกท่านด้วยนะเจ้าคะ ถ้าใครมาก่อนในวันพรุ่งนี้ก็จะได้กินแน่นอนเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนอธิบายด้วยความใจเย็น นางไม่คิดว่าคนจะชอบขนมที่มีราคาแพงกว่ามากถึงเพียงนี้“ได้ ๆ พวกลุงป้าจะรีบมาแต่เช้า เจ้าน่าจะให้พวกเราจองได้นะแม่หนู พวกเราจะได้ไม่พลาดของอร่อย ๆ” ชายสูงวัยคนนึ่งเอ่ยขึ้น เขาเป็นพ่อบ้านจากตระกูลเศรษฐีในเมืองนี้และได้รับคำสั่งให้มาซื้อของว่างจากร้านเด็กพวกนี้พอดี“อ่า… ขอโทษท่านลุงด้วยเจ้าค่ะ พวกข้าอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้ เลยไม่สามารถให้พวกท่านจองได้น่ะเจ้าค่ะ” ถานเซียนเซียนถึงแม้จะอ่านออกเขียนได้ แต่ในยุคสมัยเช่นนี้นางไม่อาจแสดงความสามารถออกมาได้“ช่างเถอะ ๆ ข้าจะมาแต่เช้าก็แล้วกัน” พ่อบ้านได้แต่สงสารเด็กพวกนี้ไม่น้อย
[ ทราบแล้วขอรับ ] ระบบตอบรับอย่างจริงจัง มันไม่รู้หรอกว่าเจ้านายต้องการแลกสิ่งใดจากมันบ้าง แต่อย่างน้อยการแลกเปลี่ยนลูกสนก็ทำให้มันมีแต้มเพิ่มขึ้นมาก ทั้งสามกลับถึงบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ถานเซียนเซียนให้พี่ชายช่วยยกไหเปล่าไปใส่ลูกสนที่ครอบครัวนางช่วยกันทำตอนไปขายของ ส่วนนางก็ถือของที่ซื้อมาและของที่แลกกับระบบเข้าครัวไป[ ระบบ แลกน้ำสะอาดใส่ให้เต็มโอ่งทั้งหมด ] ถานเซียนเซียนเดินไปเห็นว่าน้ำใช้ของที่บ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ต
[ เข้าใจแล้วขอรับเจ้านาย ] เสียงระบบหงอยลงทันที มันเองก็ลืมคิดไปว่าครอบครัวเจ้านายของมันยากจนที่สุดในหมู่บ้าน ถ้าจู่ ๆ เกิดร่ำรวยขึ้นมา คงมีชาวบ้านมากมายอิจฉาตาร้อนและก่อเรื่องให้พวกเขาลำบากเป็นแน่ ถานเซียนเซียนได้ยินเสียงระบบแบบนี้เลยเอ่ยปลอบสักสองสามคำ ก่อนที่พวกเขาจะเดินมาถึงย่านตลาดในเมือง“อืม… พี่ว่าไปตั้งแผงตรงนั้นดีไหม” ถานจงหยางชี้นิ้วบอกน้อง ๆ เขาเห็นว่าตรงนั้นทำเลดีไม่น้อย หากใครผ่านไปผ่านมาก็สามารถแวะซื้อได้“ดีขอรับพี่ใหญ่ น้องสาวไปกัน” ถานจงซิงพยักหน้ายิ้มรับคำและหันไปชวนถานเซียนเซี
ชาวบ้านในหมู่บ้านเห็นกลุ่มคนตระกูลถานเดินผ่านไปก็ได้แต่สงสัยว่าพวกเขาขึ้นเขาไปเก็บอะไร เหตุใดจึงต้องปกปิดมิดชิดแบบนี้“เฮ้! ถานจื่อ พวกเจ้าขึ้นเขาไปเก็บของดีอะไรมา เหตุใดจึงไม่บอกกันบ้างเล่า” ชาวบ้านขาเผือกอดตะโกนถามขึ้นมาไม่ได้เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังจะเดินผ่านไป“แค่ฟืนเท่านั้น พวกเรากลัวมันจะหล่นระหว่างทางน่ะ” ถานจื่อต้องโกหกออกไปอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาตกลงกันแล้วว่าจะเก็บเรื่องลูกสนไว้เป็นความลับ“แค่ฟืนเหตุใดต้องปิดบังด้วยเล่า พวกเจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้ซ่อนอะไรดี ๆ ไว้น่ะ” ชาวบ้านอีกคนที่สอดส่องคนบ้านถานอยู่นานสองนานอดเดินออกมาขวางไว้ไม่ได้“
“ผู้มีพระคุณของเจ้าช่างจิตใจดีนักเซียนเซียน คราวหน้าหากเขาต้องการความช่วยเหลือก็ให้มาบอกพวกเราได้นะลูก” ถานม่อจือยิ้มบอกลูกสาว เขาเองก็รู้สึกว่าน้ำที่กินเข้าไปช่วยให้ร่างกายที่เคยไร้เรี่ยวแรงกลับมามีพลังมากขึ้น“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ อืม… ทุกคนคิดว่าถ้าเรานำลูกสนไปขายจะดีไหมเจ้าคะ ข้าเห็นว่าบนเขายังมีลูกสนอีกเป็นจำนวนมาก เผื่อว่าจะมีคนสนใจซื้อไปกินน่ะเจ้าค่ะ บ้านเราจะได้มีเงินเพิ่มขึ้น พี่ใหญ่กับพี่รองก็ไม่ต้องเหนื่อยทำงานแบกหามอีกด้วยนะเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนคิดมาสักพักแล้วเรื่องหาเงิน นางจึงเลือกจะถามความคิดเห็นกับคนในครอบครัวดูก่อน อย่างไรเสียนี่ก็เป็นช่วงภัยพิบัติ ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าจะมีคนมาซื้อของพวกนี้กินหรือไม่“ลุงว่าลองดูก็ไม่เลวนะ อย่างไรเสียเราก็ไม่ได้ลงทุนอะไรอยู่แล้วนี่นา เพียงแต่ลุงกลัวว่าพวกชาวบ้านจะรู้เข้าน่ะสิ” ถานจื่อกังวลเรื่องชาวบ้านมาก เขาค







