Se connecterองค์ชายห้าไม่ต้องการที่จะเอ่ยถึงเรื่องระหว่างตนและตระกูลหลี่กับนาง เขาจึงขอตัวกลับไปก่อน หลังจากที่ชายหนุ่มออกจากจวนตระกูลหยวนไปแล้ว หยวนชิงหลิงกลับเข้าห้องปิดประตูขังตนเองเอาไว้ภายใน นางนอนลงบนเตียงด้วยท่าทางเลื่อนลอย
ภายในหัวเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องหนังสือพระราชโองการแต่งตั้งที่ส่งมายังจวนตระกูลหยวนในเวลานั้น ฮ่องเต้คิดที่จะทำอะไรกับพวกตนกันแน่ หยวนชิงหลิงเดาทางชายชราผู้นั้นไม่ถูก หลังจากที่ออกมาจากจวนจงหย่งโหว องค์ชายห้าก็แวะไปที่จวนตระกูลหลี่ก่อน เขาไปพบกับหลี่ฮั่วชางที่เดินทางกลับมาพร้อมขบวนคณะราชทูตแคว้นเซี่ย “เสด็จพ่อว่าอย่างไรบ้างเกี่ยวกับรายงานจากสนามรบที่ท่านส่งไป ทางคณะทูตจากแคว้นเซี่ยได้แพร่งพรายเรื่องการตายของจงหย่งโหวหรือไม่” รองแม่ทัพหลี่ส่ายหน้า “ฝ่าบาทมิได้สงสัยอันใดพ่ะย่ะค่ะ จะพูดให้ถูกก็คือไม่สนใจซะมากกว่า ดูเหมือนพระองค์จะยินดีเสียด้วยซ้ำที่จงหย่งโหวเสียชีวิตที่สนามรบ” องค์ชายห้ามีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อย “แล้วแม่ทัพแคว้นเซี่ยผู้นั้นเล่า ท่านได้เห็นเขาหรือไม่ ท่านคิดว่าเรื่องที่จงหย่งโหวเสียชีวิตที่สนามรบ พวกเขาจะติดใจสงสัยด้วยหรือเปล่า” รองแม่ทัพหลี่มีท่าทีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมา “องค์ชายห้าพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพแคว้นเซี่ยผู้นี้ลึกลับยิ่งนัก อย่าว่าแต่เห็นหน้าเขาเลย การเจรจาทั้งหมดก็เป็นขุนนางของทางแคว้นเซี่ยส่งมาหลังจากที่เราส่งสารขอสงบศึก ที่รู้มาคร่าวๆ ก็มีเพียงเขาเป็นบุรุษที่รูปร่างสูงใหญ่ วรยุทธล้ำลึกกลิ่นอายที่แผ่ออกมาสามารถกดดันให้ผู้คนไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ความเหี้ยมโหดของเขานั้นน่าพรั่นพรึงแม้แต่กระหม่อมก็มิกล้าต่อกรกับเขาซึ่งหน้า” องค์ชายห้าถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาวางแผนเรื่องนี้เอาไว้หลายปีจะให้ทุกอย่างพังลงตอนนี้ไม่ได้ จะให้เสด็จพ่อหรือใครก็ตามรู้เรื่องที่เขาวางแผนกับหลี่ฮั่วชางไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจเป็นเขาที่ถูกเสด็จพ่อเพ่งเล็ง ในภายหน้าจะขยับตัวทำสิ่งใดก็คงลำบาก เพราะอยากนั้นเขาถึงกังวลว่าแม่ทัพเซี่ยผู้นี้จะทำให้แผนของเขาล่มหรือไม่ โชคดีจริงๆ ที่เขาไม่ได้เดินทางมาที่แคว้นฉินพร้อมกับคณะราชทูต “ตามรายงานที่ท่านส่งให้ฝ่าบาทคือแม่ทัพหยวนถูกสังหารโดยแม่ทัพแคว้นเซี่ย แต่มีแค่เพียงไม่กี่คนที่รู้สาเหตุการตายของเขา ข้าต้องการให้ท่านทำให้เรื่องนี้ให้กลายเป็นความลับ ผู้ที่เกี่ยวข้องและรู้เห็นทั้งหมดให้กำจัดซะ” รองแม่ทัพหลี่รับคำ ทั้งสองคุยกันอยู่ภายในห้องหนังสือเป็นเวลานาน ก่อนที่องค์ชายห้าจะออกจากจวนตระกูลหลี่และกลับไปยังตำหนักของตน ในวังหลวง ขันทีหลู่ได้รายงานบรรยากาศการเคลื่อนขบวนศพของหยวนหมิงให้ฮ่องเต้ฉินฟังอย่างละเอียด หลังจากที่ฟังจบใบหน้าถมึงทึงก็แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา “สารเลว ข้าต่างหากที่เป็นฮ่องเต้ เป็นโอรสสวรรค์ เป็นจ้าวชีวิตของพวกมัน ข้าเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ มิใช่หยวนหมิงนั่น ฮึ!!เขาตายไปซะได้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่ามันจะกลับมาแว้งกัดข้าเมื่อใด” ฮ่องเต้ฉินตวาดก้องออกมาเสียงดังอย่างเดือดดาล เป็นที่รู้กันดีว่าฝ่าบาทมิค่อยพอพระทัยในตัวของแม่ทัพหยวนเท่าใดนัก เพราะเขาแข็งทื่อเป็นก้อนหินและซื่อตรงยิ่งกว่าท่อนไม้ เมื่อเขาคิดสิ่งใดก็มักจะเอ่ยออกมาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัวพระราชอาญา ยิ่งเขาเป็นที่รักใคร่นับถือของประชาชนแคว้นฉิน หยวนหมิงก็ยิ่งเหมือนเสี้ยนหนามที่คอยทิ่มตำเขาอยู่ทุกเวลา หลังจากที่ได้ข่าวว่าหยวนหมิงเสียชีวิตที่ชายแดน ฮ่องเต้ฉินแทบจะอยากจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน แต่เพราะยังทรงห่วงหน้าตาชื่อเสียงของราชวงศ์อยู่ และยังมีขุนนางบางส่วนที่ยังเห็นว่าชื่อเสียงของหยวนหมิงมีประโยชน์ เขาจึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้ตามใจตนเองจนกระทั่งถึงตอนนี้ แต่อย่างน้อย เวลานี้เขาก็ได้แก้แค้นคืนหลังจากที่เจ้านั่นตาย โดยส่งบุตรสาวคนโตของมันให้ไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ที่ปลิดชีพมัน แค่คิดฮ่องเต้ฉินก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย กลางดึก หยวนชิงหลิงที่หลับไปเพราะอ่อนเพลียได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เพราะเสียงบางอย่างที่ดังอยู่ภายในห้องอย่างผิดปกติ นางคว้ามีดสั้นใต้หมอนขึ้นมาก่อนที่จะกำมันเอาไว้แน่น ร่างบางพยายามปรับสายตาให้ชินกับความมืด ก่อนที่เดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาไปยังห้องแต่งตัวที่มีฉากกั้นเอาไว้ แสงสว่างจากดวงจันทร์ส่องลอดเข้ามาตามรอยแง้มของหน้าต่างทำให้นางเห็นเงาดำเลือนรางอยู่ที่มุมหนึ่ง หยวนชิงหลิงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนที่เงาดำนั้นจะวูบไหวเข้ามาหานาง ปฏิกิริยาการป้องกันตัวของนางทำงานขึ้นมาทันที หยวนชิงหลิงแทงสวนเจ้าเงาดำนั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะมาถึงตัว แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างช้าไปเสียแล้ว ร่างบางของนางถูกกระแทกอย่างแรงจนนางคิดว่าตนเองคงจะต้องบาดเจ็บแน่ แต่ผิดคาดนางกลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด แผนหลังของนางถูกแขนแข็งแรงของเงาดำประคองเอาไว้ มืออีกข้างของเขาจับแขนนางข้างที่ถือมีดสั้น เงาดำนั้นบีบข้อมือของนางไม่เบา ทำให้มีดสั้นเล่มนั้นหลุดออกไปก่อนจะหล่นลงที่พื้น หยวนชิงหลิงเห็นว่าตนเองกำลังจะเสียท่า จึงคิดที่จะตะโกนให้คนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกได้ยิน แต่ริมฝีปากอวบอิ่มก็ถูกความชื้นบางอย่างปิดกั้นเอาไว้ นะ....นี่!!นางกำลังถูกจูบอย่างนั้นหรือ หยวนชิงหลิงพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการ มือสองข้างของนางถูกจับยกขึ้นไปเหนือหัวด้วยมือของเขาเพียงข้างเดียว ด้วยสรีระที่ต่างกันทำให้นางต้องเขย่งเท้าตามความสูงนั้น นี่เป็นจูบแรกในชีวิตของสตรีอย่างหยวนชิงหลิงทำให้นางมึนงงเล็กน้อย แต่เพราะความต้องการปกป้องตนเองมีมากกว่าริมฝีปากของนางจึงเม้มแน่นจนปิดสนิท เสียงหึดังขึ้นเบาๆ เงาดำนั้นดูเหมือนจะไม่พอใจเล็กน้อย เขาขบที่ริมฝีปากล่างของนางแรงๆ ทำให้นางเจ็บจนต้องเผยอออก ลิ้นร้อนที่เปียกชื้นเข้ารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของนาง หยวนชิงหลิงไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่สัมผัสและความรู้สึกนี้นางไม่สามารถต้านทานได้ ลิ้นเล็กนุ่มหยุ่นพยายามดันลิ้นร้อนของอีกฝ่ายออกไป แต่มันกลับทำให้เจ้าเงาดำนั่นครางออกมาอย่างพอใจ ผ่านไปนานกว่าเจ้าเงาดำจะยอมปล่อยให้ริมฝีปากของนางเป็นอิสระ หยวนชิงหลิงรีบสูดอาการเข้าปอดอย่างรวดเร็ว สภาพของนางคล้ายคนใกล้จมน้ำแต่ถูกช่วยขึ้นมาได้ทัน “ห้ามส่งเสียง ไม่อย่างนั้นข้าจะจูบเจ้าอีก”“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
เสียงสรรเสริญดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนัก ข้ารับใช้ต่างก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปลื้มปีติ เพราะจากนี้ไปพวกตนที่ตกอยู่ในขุมนรกมาเนิ่นนาน วันนี้คงได้รับการปลดปล่อยแล้ว“มีพระราชโองการลงไป ปลดฮองเฮาที่ไร้คุณธรรมผู้นั้นให้ไปอยู่ในตำหนักเย็นตั้งแต่วันนี้ ห้ามนางก้าวขาออกมาภายนอกจนกว่านางจะสิ้นอายุขัย ส่วน
ท่าทางตัวสั่นหมอบกราบของพวกนาง มิได้ทำให้โทสะที่อยู่ภายในใจของเซี่ยหวายอีลดลงแม้เพียงนิด เขาเกลียดคนที่เข้ามายุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวของเขามากที่สุด เซี่ยหวายอีกกำลังจะสั่งให้ทหารลากพวกนางออกไปโบย แต่หยวนชิงหลิงเป็นผู้ที่ห้ามเอาไว้ก่อน“ท่านอ๋องเพคะ พวกนางก็บอกอยู่มิใช่หรือว่าเป็นคำสั่งของฮองเฮาให้มาท
และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เซี่ยหวายอีคาดคะเน คนขององค์ชายใหญ่ที่หนีไปทางปากถ้ำถูกสังหารไม่มีเหลือรอดแม้แต่คนเดียว บางส่วนที่ยอมแพ้ก็ถูกจับตัวไปสอบสวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ความอะไรเพราะพวกเขาเป็นแค่ทหารปลายแถวที่พึ่งถูกฝึกมาไม่นาน ส่วนทหารที่ถูกฝึกมานานนั้นหนีไปทางอุโมงค์ใต้ดินพร้อมกับองค์ชายใหญ่หมดแล้ว
“ระวังตัวด้วย แม้ว่าข้าจะรู้ว่าท่านเก่งกาจกว่าผู้ใด แต่อาวุธนั้นไร้ดวงตาอาจทำให้บาดเจ็บได้”หยวนชิงหลิงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง เมื่อเซี่ยหวายอีพานางกลับมาส่งยังที่พักในค่ายทหาร“ได้ข้าจะระวัง เจ้าเองก็ห้ามออกไปจากที่นี่โดยเด็ดขาด แม้พวกเขาจะอ้างคำสั่งของข้าก็ตามที”เอ่ยจบร่างสูงก็เดินออกจากกระโจมที่พ







