Masukหลินเยี่ยนฟางจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา เดิมทีร่างนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ทั้งไม่ใช่ลูกและภรรยาที่ดีแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเด็กสาวสองคนนี้ทำไม่ถูกที่กล้ามาพูดจาเช่นนี้ลับหลังเธอ
เดิมทีหลินเยี่ยนฟางตั้งใจว่าเธอจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องเซี่ยหยางชุนให้เขาจัดการกับพนักงานสองคนนี้ของเขาขั้นเด็ดขาด แต่พอเธอเห็นว่าเขากำลังเดินมาทางด้านนี้หลินเยี่ยนฟางก็ยิ้มออกมาแล้วตัดสินใจว่าเธอจะไม่ฟ้องแล้วแต่จะทำให้เขาเห็นกับตาเลยดีกว่า เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลินเยี่ยนฟางก็จงใจเดินเฉียดร่างของเสี่ยวเตี๋ยทำให้หัวไหล่ของเธอกระแทกเข้ากับร่างของเสี่ยวเตี๋ย จนทำให้เสี่ยวเตี๋ยเกิดความโมโหขึ้นมาในทันที อารมณ์ร้อนของเด็กสาวล้วนอยู่ในการคาดเดาของหลินเยี่ยนฟาง เสี่ยวเตี๋ยหันมากระชากผมของหลินเยี่ยนฟางตั้งใจจะทำร้ายเธอโดยมีเสี่ยวหรูส่งเสียงห้าม
“หยุดนะเสี่ยวเตี๋ย! อย่าทำเชียวนะ” เสียงห้ามของเสี่ยวหรูมีหรือที่จะทำให้เสี่ยวเตี๋ยยอมเชื่อฟัง ทันทีที่เสี่ยวเตี๋ยลงมือหลินเยี่ยนฟางที่รอจังหวะเอาไว้อยู่แล้วก็ใช้มือของตนเองจับข้อมือของเสี่ยวเตี๋ยข้างที่กำผมของเธอเอาไว้ออกแรงดึงข้อมือข้างนั้นอย่างสุดแรงทำให้เสี่ยวเตี๋ยเสียหลักเข้ามาหาเธอแล้วใช้ฝ่ามืออีกข้างตบเข้าไปที่ใบหน้าของเสี่ยวเตี๋ยอย่างรุนแรงในทันที
“เพี๊ย!” เสียงฝ่ามือกระทบเข้าที่ใบหน้าพร้อมด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและโกรธเคืองของเสี่ยวเตี๋ยทำให้เสี่ยวหรูรีบตรงเข้ามาจะช่วยเพื่อนของเธอ แต่เธอกลับถูกฝ่าเท้าของหลินเยี่ยนฟางถีบจนเธอเสียหลักถอยออกไป
“เด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกเธอกล้าคิดจะรุมฉันหรือ” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางออกแรงกำข้อมือของเสี่ยวเตี๋ยที่ยังคงกำเส้นผมของเธออยู่ทำให้เสี่ยวเตี๋ยออกแรงกระชากผมของเธอไม่ได้แล้วใช้ฝ่ามืออีกข้างตบใบหน้าของเสี่ยวเตี๋ยไม่ยั้ง
“จะปล่อยไหม เธอจะปล่อยผมของฉันไหม” หลินเยี่ยนฟางออกแรงตบส่วนอีกมือก็ออกแรงให้มากขึ้นแล้วใช้เล็บจิกข้อมือของเสี่ยวเตี๋ยเอาไว้จนเธอยินยอมปล่อยมือในที่สุด หลินเยี่ยนฟางจึงได้ยื่นมือทั้งสองข้างไปดึงคอเสื้อของเธอเอาไว้แล้วเหวี่ยงร่างของเสี่ยวเตี๋ยลงไปกองบนพื้น เธอตั้งใจว่าจะใช้ฝ่าเท้าเตะเสี่ยวเตี๋ยแต่เสี่ยวหรูกลับเข้ามาจับตัวเธอทางด้านหลังหลินเยี่ยนฟางจึงพลิกตัวใช้ทักษะทางด้านยูโดของตนเองทุ่มร่างของเสี่ยวหรูลงไปกองที่พื้นอีกคน
“เยี่ยนฟาง!” เสียงเรียกของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางทอดถอนใจออกมา พอเขาเดินมาถึงหลินเยี่ยนฟางก็รีบหันไปฟ้องสามีด้วยสีหน้าราวกับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทันที
“พี่ชุน สองคนนี้แอบมานั่งนินทาฉันทำให้ฉันรู้สึกไม่พอใจก็เลยต่อว่าพวกเธอไป คิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่นี้สองคนนี้ตั้งใจจะรุมทำร้ายฉัน ฉันก็เลยต้องป้องกันตนเองค่ะ” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนหันไปจ้องมองเด็กสาวทั้งสองคนที่ยังนอนจุกอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าโกรธเคืองในทันที
“เท่าที่จำได้ฉันเคยบอกกับพวกเธอไปแล้วนะว่าเยี่ยนฟางคือภรรยาของฉัน และเคยบอกกับพวกเธอไปแล้วว่าขอให้เคารพและให้เกียรติภรรยาของฉันอย่างที่เคยเคารพและให้เกียรติฉันด้วย” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางจ้องมองเขาอย่างคาดไม่ถึงแล้วก็หันไปจ้องมองเด็กสาวทั้งสองคนที่ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นด้วยสายตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่าในทันที
“แต่เมื่อครู่นี้ภรรยาของเถ้าแก่ลงมือทำร้ายพวกฉันนะคะ” คำพูดของเสี่ยวเตี๋ยทำให้หลินเยี่ยนฟางรีบส่งเสียงคัดค้านในทันที
“เธอกระชากผมของฉันทางด้านหลังแถมยังตั้งใจจะตบฉันด้วยถ้าฉันไม่ตอบโต้ ตอนนี้คนที่โดนตบจนหน้าเละก็คงจะเป็นฉันแล้ว” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนมุมปากกระตุกในทันทีเมื่อดูจากสภาพของเสี่ยวเตี๋ยและเสี่ยวหรูแล้ว เขายังนึกภาพไม่ออกเลยว่าเด็กสาวทั้งสองคนนี้จะสามารถตบหลินเยี่ยนฟางจนหน้าเละได้โดยจะไม่ถูกเธอทำร้ายก่อนได้อย่างไร
“เถ้าแก่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายภรรยาของคุณเลยนะคะ เมื่อครู่นี้ฉันตั้งใจจะมาห้ามเสี่ยวเตี๋ยเสียด้วยซ้ำแต่ภรรยาของคุณกลับทำร้ายฉัน ดูสิคะหน้าท้องของฉันยังรอยรองเท้าของภรรยาของเถ้าแก่อยู่เลย” คำพูดของเสี่ยวหรูทำให้เซี่ยหยางชุนทอดถอนใจออกมา แล้วจึงได้หันไปมองหลินเยี่ยนฟางอย่างสำรวจตรวจตรา
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนหรือไม่” เมื่อเขาถามเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ส่ายหน้าพอเห็นว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรแล้วเซี่ยหยางชุนก็หันไปพูดกับเสี่ยวเตี๋ยและเสี่ยวหรูด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เดี๋ยววันนี้พวกเธอไปที่ไร่ชากับเหล่าหลี รับเงินชดเชยค่าถูกทำร้ายในวันนี้และรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าสองเดือนกับเหล่าหลีแล้วหลังจากนี้พวกเธอก็ไม่ต้องไปทำงานที่ไร่ชาอีก” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้เสี่ยวเตี๋ยถามออกมาอย่างไม่พอใจในทันที
“พวกฉันทำผิดอะไรคะ ก็เห็นกันอยู่ว่าพวกฉันถูกหลินเยี่ยนฟางทำร้าย แล้วทำไมถึงต้องไล่พวกฉันออก” คำถามของเสี่ยวเตี๋ยทำให้เซี่ยหยางชุนทอดถอนใจออกมา
“ลูกน้องที่เจ้านายไม่อยากได้มากที่สุดก็คือลูกน้องที่ไม่เชื่อฟัง ก่อนหน้านี้ฉันจำได้ว่าเคยกำชับพวกเธอเอาไว้แล้ว ว่าให้เคารพและให้เกียรติภรรยาของฉันทั้งต่อหน้าและลับหลังแล้วพวกเธอได้ทำหรือไม่ แถมฉันยังเคยบอกกับพวกเธอแล้วว่าฉันไม่ชอบลูกน้องที่ชอบเอาเวลาว่างไปนินทาคนอื่น เท่าที่ฉันรู้พวกเธอไม่เพียงชอบนินทาแต่คนที่เธอนินทายังเป็นภรรยาของฉันด้วย สำหรับฉันแล้วการที่มีคนนินทาภรรยาฉันก็เหมือนนินทาฉันด้วย แล้วทำไมฉันจึงจะต้องเก็บพนักงานปากมากอย่างพวกเธอเอาไว้” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้เสี่ยวเตี๋ยและเสี่ยวหรูเม้มปากแน่น เมื่อเห็นว่าพวกเธอมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เซี่ยหยางชุนจึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการข่มขู่
“จะรับไหมค่าเงินค่าจ้างล่วงหน้าสองเดือน ถ้าไม่รับก็ไม่เป็นไรนะเพราะจริงๆ แล้วฉันไม่จำเป็นจะต้องให้พวกเธอก็ได้ แต่นี่เป็นเพราะฉันเห็นว่าพวกเธอเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันจึงได้แสดงความมีน้ำใจให้เงินติดตัวพวกเธอไปพวกเธอจะได้มีเงินเอาไว้ใช้ตอนช่วงที่กำลังหางานใหม่” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้เสี่ยวหรูที่ยืนฟังอยู่รีบค้อมศีรษะลงแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินยอมในทันที
“ฉันเข้าใจแล้วขอบคุณในน้ำใจของเถ้าแก่เซี่ยค่ะ” เมื่อพูดจบเธอก็หันไปพูดกับเสี่ยวเตี๋ยในทันที
“พวกเรารีบไปกันเถอะ” เสี่ยวหรูพูดพลางดึงแขนของเสี่ยวเตี๋ยให้เดินตามเธอไปแต่เสี่ยวเตี๋ยกลับไม่ยอมจากไปเธอจ้องมองเซี่ยหยางชุนด้วยแววตาตัดพ้อแล้วจึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
“ที่ผ่านมาฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานให้เถ้าแก่อย่างเต็มที่ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายเถ้าแก่จะไล่ฉันออกเพียงเพราะผู้หญิงคนนี้” คำพูดของเสี่ยวเตี๋ยทำให้เซี่ยหยางชุนขมวดคิ้วในทันที เขาจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาเฉยชาแล้วก็พูดออกมาตามตรง
“ที่ผ่านมาฉันก็ให้ค่าตอบแทนตามผลงานที่เธอทำงานมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เธอสร้างผลงานดีฉันก็มักจะมีเงินพิเศษให้ ระหว่างฉันกับเธอไม่ได้มีสิ่งใดที่ติดค้างต่อกัน แล้วทำไมฉันจะเข้าข้างภรรยาของฉันไม่ได้” คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมาในทันที
“ฉันจะคอยดูว่าวันหน้าเถ้าแก่จะคิดเสียใจไหมที่เลือกผู้หญิงคนนี้” เมื่อพูดจบเสี่ยวเตี๋ยก็เดินจากไปในทันทีทิ้งให้สองสามีภรรยาจ้องมองกันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอึดอัด
“ทำไมเธอถึงได้มองพี่อย่างนั้นเล่า” คำถามของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางพ่นลมหายใจออกมาด้วยสีหน้าหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ฉันกำลังคิดว่า วันหน้าสามีของฉันคนนี้จะเป็นชนวนเหตุให้ฉันต้องไปตบตีกับใครอีกไหม เมื่อสองสามเดือนก่อนก็เสวี่ยซิงเหยา วันนี้ก็เสี่ยวเตี๋ยแล้ววันหน้าจะมีใครที่จะทำให้ฉันต้องออกแรงเช่นนี้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพี่อีกไหม” คำถามของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนรีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันที หลินเยี่ยนฟางจึงได้รีบถามออกมาเพื่อดักคอสามีในทันที
“ที่ส่ายหน้าเป็นเพราะจะไม่มีอีกแล้วหรือเป็นเพราะพี่เองก็ไม่รู้กันแน่คะ”
“แน่นอนว่าต่อไปจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกแล้ว เยี่ยนฟางพี่ไม่ใช่ผู้ชายที่จะไปจีบผู้หญิงและให้ความหวังกับพวกเธอไปทั่ว เมื่อก่อนพี่ไม่เคยทำและต่อไปก็ไม่คิดจะทำด้วย ที่ผ่านมาพี่คิดว่าตนเองแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วนะว่าไม่ได้สนใจพวกเธอ คิดไม่ถึงว่าพวกเธอจะคิดกับพี่เช่นนี้” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“ช่างเถิด ขนาดฉันเองก็ยังรู้สึกชอบพี่มากถึงขนาดนี้ คนอื่นจะรู้สึกชอบพี่บ้างก็ไม่แปลกหรอก เพียงแต่ต่อไปพี่อย่าไปทำดีกับคนอื่นนอกจากฉันก็พอ ฉันรู้สึกเหนื่อยหน่ายที่จะต้องไปตบตีแย่งชิงพี่กับคนอื่นแล้ว” เมื่อพูดจบหลินเยี่ยนฟางก็เดินผ่านเขาไปในทันทีทิ้งให้เขายืนจ้องมองแผ่นหลังของเธออย่างคาดไม่ถึง ในใจก็ได้แต่ถามตนเองว่า
‘เมื่อครู่นี้ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า เยี่ยนฟางบอกว่าชอบฉันใช่ไหม’ แม้ว่าในใจของเขาจะถามตนเองเช่นนั้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ทำให้รู้คำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่าเขานั้นได้ยินคำพูดของเธออย่างชัดเจน
เซี่ยเหวินเป่าคือเด็กชายตัวน้อยที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้กันทั่วว่าพ่อของเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงหมู แม่ของเขาคือช่างตัดเสื้อ คุณตาทำงานในโรงงาน คุณยายเป็นคนขายผัก คุณน้าเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง สาเหตุที่ทุกคนรู้อย่างละเอียดก็เพราะทุกคนได้อ่านเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนเรียงความฉบับนี้ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างพากันซาบซึ้งในความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่มีฐานะธรรมดาแต่กลับร่ำรวยความสุขของเซี่ยเหวินเป่า เรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนทำให้เขาได้รับทุนการศึกษาจนถึงระดับชั้นอุดมศึกษาเลยทีเดียวตอนที่เขาได้รับทุนทุกคนที่บ้านต่างก็มีสีหน้าเขียวคล้ำกันไปทั้งบ้าน โดยเฉพาะพ่อของเขาที่รีบมาขอสละสิทธิ์ทุนการศึกษาที่เขาได้รับในทันที โดยบอกกับท่านอธิการว่าที่บ้านของเขามีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเสียเซี่ยเหวินเป่าเรียนจนจบระดับอุดมศึกษาได้สบาย ขอให้ท่านอธิการมอบทุนการศึกษานี้ให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดีแต่ที่บ้านไม่มีทุนทรัพย์ดีกว่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเซี่ยหยางชุนยิ่งทำให้เซี่ยเหวินเป่าได้รับความชื่นชมจากทุกคนในโรงเ
เมื่อหมดเรื่องของโจวจินหมิงไปแล้วความสัมพันธ์ของเสิ่นชิงหลีและลู่อวิ๋นก็ดีขึ้นตามลำดับ พอหลินเยี่ยนฟางได้รู้ว่าเป็นเสิ่นชิงหลีที่ไปเกลี้ยกล่อมให้บรรดาผู้ปกครองของเด็กสาวที่เคยถูกทั้งโจวจินหมิงและเฉียวเยี่ยนเคยล่อลวงและล่วงละเมิดให้รวมตัวกันไปแจ้งความเพื่อเอาผิดคนชั่วก็อดรู้สึกชื่นชมเสิ่นชิงหลีไม่ได้ หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยายเสิ่นชิงหลีก็คือนางเอกที่อ่อนโยน อ่อนหวานและบอบบาง ทุกการกระทำและทุกความสำเร็จของเธอล้วนได้รับความช่วยเหลือจากพระเอกอย่างลู่อวิ๋นเสมอ หลินเยี่ยนฟางจึงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือการจัดการของเสิ่นชิงหลีเมื่อเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปชีวิตของตัวละครในนิยายก็เปลี่ยนแปลง ตัวร้ายที่กลับตัวกลับใจอย่างหลินเยี่ยนฟางก็ได้มีชีวิตที่ดีมีลูกชายตัวน้อยน่ารักให้เลี้ยงดู ส่วนนางเอกอย่างเสิ่นชิงหลีและพระเอกอย่างลู่อวิ๋นก็ยังคงลงเอยกันด้วยดีดังเดิม พวกเขาได้แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บรรดาตัวร้ายทั้งหมดก็ต่างแพ้ภัยตนเองไม่เข้ามาเกะกะระรานในชีวิตของพวกเขาอีกแม้ว่าบทสรุปในตอนท้ายของนิยายจะจบลงไปแล้วแต่หลินเยี่ยนฟางก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข เธอและสามีต่างคน
พอเจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านหลินเยี่ยนฟางก็รีบชี้ไปที่เฉียวเหลียน เสวี่ยซิงเหยาและเสวี่ยซิงซินในทันที“คุณตำรวจคะ สามคนนี้เข้ามาหาเรื่องฉันที่ร้านค่ะ” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เจ้าหน้าที่รีบเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสามที่หลินเยี่ยนฟางชี้ตัวในทันที“ฉันไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวน ก็แค่ตั้งใจจะมาสอบถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจเพียงเท่านั้น” เฉียวเหลียนพูดพลางจ้องมองหลินเยี่ยนฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว“แต่เมื่อครู่นี้เธอเงื้อมือพุ่งเข้ามาโดยมีความตั้งใจจะตบฉันนะ ถ้าฉันไม่ใช้ฝ่าเท้ายันเธอออกป่านนี้ใบหน้าของฉันคงจะมีรอยฝ่ามือของเธอไปแล้ว เรื่องนี้สามีของฉันและคนในร้านก็สามารถช่วยเป็นพยานได้” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เฉียวเหลียนก็เม้มปากแน่น เพราะตอนนี้ด้านหลังของหลินเยี่ยนฟางและสามีมีพนักงานในร้านออกมายืนจ้องมองสถานการณ์กันหลายคน อีกทั้งพวกเขายังส่งเสียงบอกกับตำรวจด้วยว่าพวกเธอสามคนเข้ามาก่อความวุ่นวายในร้าน“ฉันไม่ได้ตั้งใจก็แค่อารมณ์เพียงชั่ววูบเพียงเท่านั้น คุณตำรวจฉันยังไม่ได้ลงมือทำร้ายใครไม่ถือว่ามีความผิดนะคะ” คำพูดของเฉียวเหลียนทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายพลันส่ายหน้าในทันที“คุณครับแค
พอพ้นช่วงสามเดือนแรกไปเซี่ยเหวินเป่าก็ไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยอีกต่อไปแล้ว พอได้นอนนานขึ้นก็พลันอารมณ์ดีขึ้นทั้งแม่ทั้งลูก หลินเยี่ยนฟางจึงมีเวลาเพียงพอที่จะไปดูแลร้านด้วยตนเอง แน่นอนว่าตอนอยู่ที่ร้านเธอต้องหอบหิ้วลูกชายตัวน้อยไปด้วย ความน่ารักของเขาทำให้ทุกคนในร้านมักจะพากันแวะเวียนมาหยอกล้อเขาตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเซี่ยเหวินเป่าจะชอบที่นี่มากไม่เพียงไม่งอแงยังยิ้มโชว์เหงือกแดงๆ ให้ผู้คนในร้านได้เห็นเกือบทั้งวันอีกด้วย“ต้าเป่าน้อยหน้าตาอิ่มเอม ดูแค่แวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา วันหน้าเขาจะต้องมีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดแน่” เมื่อป้าซ่งพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้า“พ่อของเขาเลี้ยงหมูปลูกชามากมายขนาดนั้น วันหน้าถ้าไม่เกเรมากจนเกินไปก็คงจะดูแลกิจการของพ่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงอย่างไรของกินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของคนทุกยุคทุกสมัย กิจการที่เกี่ยวข้องกับของกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ถ้าไม่ทำตัวเหลวแหลกจนเกินไปจะต้องสามารถใช้หาเลี้ยงตนเองไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางจ้องมองเซี่ยเหวินเป่าที่ในตอนนี้กำลังหัวเราะจากการหยอกล้อของหลินฮุ่ยและหลินหว่าน“ยังเล
พอลู่อวิ๋นเห็นว่าทุกสายตากำลังพุ่งตรงมาที่เขา โดยเฉพาะสายตาของเสิ่นชิงหลีที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อและกล่าวหาทำให้เขาต้องรับพูดออกมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนเองในทันที“ผมเห็นว่าชิงหลีกำลังไม่สบายใจและกำลังระบายความในใจให้พวกคุณฟัง ก็เลยคิดว่าไม่เข้ามาขัดจังหวะจะดีกว่าเผื่อว่าพวกคุณจะช่วยพูดให้เธอหันมาเข้าใจในตัวผมบ้าง” คำพูดของลู่อวิ๋นทำให้ทุกคนทอดถอนใจออกมา ส่วนเซี่ยหยางชุนก็รีบอธิบายความเข้าใจผิดที่ทุกคนมีต่อเขาในทันที“เยี่ยนฟาง เสวี่ยซิงเหยาแต่งงานกับสามีของเธอก่อนหน้าที่พี่จะพูดคุยเรื่องแต่งงานกับเธอเสียอีก ถ้าพี่ชอบพอกับเขาจริงพี่ก็คงแต่งงานกับเขาไปนานแล้วจะมาแต่งกับเธอทำไม ทั้งที่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ดีอย่างเช่นตอนนี้เสียหน่อย” เมื่อเซี่ยหยางชุนพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ส่งเสียงกังขาออกมาในทันที“หืม?”“พี่หมายความว่า ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะชอบพี่สักนิด แต่เพราะพี่ไม่มีคนอื่นในใจ อีกทั้งมีใจอยากช่วยคุณแม่หลินแยกเธอกับโจวจินหมิงด้วยก็เลยตอบตกลงแต่งงานกับเธอ อันนี้พี่พูดจากใจจริงเลยนะ” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้ทุกคนต่างก็พยักหน้าเป็นทำนองว่าเข้าใจแล้ว“โอ้ต้าเป่า ที่แท้คุณพ่อ
อยู่ๆ เสิ่นชิงหลีที่หายหน้าไปนานก็มาหาที่บ้านหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่เสิ่นในทันที พอเห็นว่าคุณแม่เสิ่นส่ายหน้าหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่หลิน พอคุณแม่หลินส่ายหน้าเธอก็กลอกตาขึ้นไปมองด้านบนเพดานในทันที“ต้าเป่าของน้าไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันต้าเป่าคิดถึงน้าไหม น้าไม่ได้เจอต้าเป่าตั้งหลายวันคิดถึงต้าเป่ามากเลย” เสิ่นชิงหลีที่กำลังอุ้มเซี่ยเหวินเป่าอยู่พูดกับหลานชายพลางก้มหน้าลงไปหอมแก้มอยู่หลายครั้ง หลินเยี่ยนฟางเองก็คงจะไม่ว่าอะไรถ้าเสิ่นชิงหลีไม่หอมแก้มลูกชายของเธอด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาเช่นนี้“มีอะไรก็พูดมา ถึงแม้ว่าพี่กับคุณแม่ทั้งสองอาจจะช่วยเธอไม่ได้แต่ก็สามารถรับฟังความในใจของเธอได้ ไม่แน่ว่าขิงแก่ทั้งสองของบ้านเรายังอาจจะสามารถให้คำชี้แนะเธอได้อีกด้วย” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เสิ่นชิงหลีก็พยักหน้า“ฉันรู้ ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีขิงแก่แค่สองแต่ยังมีพี่ที่เป็นขิงแก่คนที่สาม วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจมาที่นี่อย่างไรเล่า” คำพูดของเสิ่นชิงหลีทำให้คนที่เคยยกตนข่มท่านยัดเยียดตำแหน่งน้องสาวให้เสิ่นชิงหลีถึงกลับต้องกลอกตาขึ้นไปมองด้านบนอีกครั้งในทันที“ต้าเป
ลูกชายคือสิ่งมีชีวิตที่มากไปด้วยพละกำลัง หลินเยี่ยนฟางแทบจะไม่ได้นอนนานเกินสองชั่วโมงเลยนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล โชคดีที่ยังมีเซี่ยหยางชุนคอยลุกขึ้นมาดูแลลูกชายให้เธอจึงได้นอนต่อ แต่ถึงอย่างไรเสียงร้องไห้ของลูกชายก็ทำให้เธอไม่สามารถนอนได้อย่างเป็นสุขเท่าใดนัก โชคดีที่ตอนกลางวันคุณแม่หลินและคุณแม่เ
ร้านของหลินเยี่ยนฟางเริ่มลงจักรเย็บผ้าเพิ่มก็ต้องใช้เงินเพิ่ม ทั้งการก่อสร้างเพื่อขยายร้านของไปทางด้านหลัง ทั้งการเพิ่มจักรเย็บผ้าและการเพิ่มคนงาน เดิมทีคุณพ่อและคุณแม่เสิ่นตั้งใจจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แต่หลินเยี่ยนฟางกลับคิดว่าให้พวกเขานำเงินเก็บไปซื้อที่ดินเอาไว้ดีกว่า โดยเฉพาะที่ดินที่อยู่บริเวณ
หลังจากลู่อวิ๋นและเสิ่นชิงหลีปรับความเข้าใจกันได้แล้ว คนทั้งสองก็ออกจากห้องมาพร้อมกัน หลินเยี่ยนฟางจ้องมองพวกแก้มอันแดงก่ำของเสิ่นชิงหลีแล้วก็ทอดถอนใจออกมา คนที่หลินเยี่ยนฟางต้องระมัดระวังมากที่สุดก็คือลู่อวิ๋นคนนี้ลู่อวิ๋นไม่ใช่พระเอกในนิยายที่สามารถใช้ประโยคที่ว่า “ร้ายกับคนทั้งโลก ทำดีแค่เธอคนเ
อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ แต่หลินเยี่ยนฟางยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ตอนเช้าก็ให้เซี่ยหยางชุนไปส่งตอนเย็นก็ให้เซี่ยหยางชุนขับรถไปรับ ช่วงนี้เธอรับลูกน้องเข้าร้านเพิ่มมากขึ้นเพื่อแบ่งเบางานของป้าซ่งกับป้าเวิน ส่วนเธอนอกจากจะมองหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการหาเงินเพิ่มแล้ว ยังทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กั







