เข้าสู่ระบบตอนที่รถยนต์ของบ้านเสิ่นมาส่งหลินเยี่ยนฟางและคุณแม่หลิน เซี่ยหยางชุนก็มานั่งรออยู่ที่ร้านแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น คุณนายเสิ่นคนนั้นได้มาสร้างความลำบากใจให้กับคุณอีกหรือเปล่า” คำถามของสามีทำให้หลินเยี่ยนฟางเดินไปหาเขาแล้วพูดกับเขาเสียงเบา
“เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านแล้วฉันค่อยเล่าให้คุณฟังก็แล้วกันนะคะ” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เซี่ยหยางชุนก็พยักหน้า หลินเยี่ยนฟางจึงได้เข้าไปตรวจสอบงานในร้านว่างานที่คั่งค้างทำเสร็จแล้วหรือยัง โชคดีของเธอที่ป้าซ่งและป้าเวินเป็นคนมีความสามารถไม่เพียงทำงานในส่วนของตนเองเสร็จแล้ว ยังควบคุมพนักงานใหม่ให้ช่วยกันทำงานในส่วนอื่นจนเสร็จเรียบร้อยดี วันพรุ่งนี้ก็พร้อมจะส่งมอบงานที่ตัดเย็บเสร็จแล้วให้กับลูกค้าได้
“ไม่เพียงทำงานที่คั่งค้างเสร็จหมดแล้ว วันนี้ยังทำงานใหม่ที่ได้รับมาจนเสร็จเรียบร้อยอีก ฉันโชคดีจริงๆ ที่ได้คนที่มีความสามารถมาทำงานให้” คำชมของหลินเยี่ยนฟางทำให้ทุกคนภายในร้านต่างก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“เอาไว้หลังสิ้นเดือนฉันจะมีเงินพิเศษเพื่อตอบแทนความขยันขันแข็งของทุกคนนะคะ โดยเฉพาะป้าซ่งกับป้าเวินที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อร้านของฉัน” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้ป้าซ่งส่ายหน้า
“เธออุตส่าห์ชวนฉันกับเวินเหนียงมาทำงานด้วยทำให้พวกฉันสองคนมีงานทำแถมยังให้เงินเดือนสูงกว่าที่อื่น เธอมีน้ำใจให้กับพวกฉันถึงขนาดนี้แล้วพวกฉันจะไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเธอได้อย่างไร” เมื่อป้าซ่งพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ยิ้มออกมา
“ป้าทั้งสองเป็นคนมีฝีมือฉันยังรู้สึกโชคดีที่ได้ป้ามาทำงานด้วย ส่วนคนอื่นๆ ทั้งหลินหว่าน หลินฮุ่ย เสี่ยวชิง เสี่ยวหง พวกเธอทุกคนล้วนเป็นคนที่มีความสามารถ พวกเธอวางใจนะการที่พวกเธอได้มาทำงานกับฉัน ฉันจะทำให้พวกเธออยู่ดีกินดี ถ้ากิจการของฉันเจริญก้าวหน้าหน้าที่การงานและการเงินของพวกเธอก็จะเจริญก้าวหน้าไปด้วยกันกับกิจการของฉันด้วย” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้ดวงตาของทุกคนมีความคาดหวังทำให้เซี่ยหยางชุนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ อดรู้สึกชื่นชมหลินเยี่ยนฟางอยู่ในใจไม่ได้
ลูกจ้างทุกคนของเขาทำงานในแต่ละวันให้แล้วเสร็จตามหน้าที่ ความคาดหวังของพวกเขามีแค่เพียงเงินค่าตอบแทนตอนสิ้นเดือนเพียงเท่านั้น แต่หลินเยี่ยนฟางกลับทำให้เขาเห็นแล้วว่า หากทำให้พนักงานรับรู้ว่าถ้ากิจการไปได้ดีพวกเขาก็จะมีชีวิตดีๆ ตามไปด้วย ดังนั้นแทนที่จะทำแค่เพียงหน้าที่ของตนเองให้แล้วเสร็จเพื่อจะได้รับแค่เพียงเงินเดือนในแต่ละเดือน แต่หลินเยี่ยนฟางกลับชี้ให้เห็นว่าหากทุกคนตั้งใจทำงาน แล้วทำให้กิจการเจริญก้าวหน้า ไม่ใช่แค่เพียงเจ้าของกิจการที่จะมีเงินทองมากขึ้นแต่พวกเขาทุกคนก็จะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นไปด้วย แนวคิดเช่นนี้ทำให้เขาคิดว่าตนเองก็ควรจะนำไปปรับใช้เช่นเดียวกัน
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ทุกคนก็กลับบ้านไปพักผ่อนกันเถอะ หลินหว่าน หลินฮุ่ยเดี๋ยวพวกเธอสองคนขี่รถจักรยานของแม่ฉันกลับบ้านก็แล้วกันนะ แม่ของฉันจะได้กลับไปพร้อมกันกับฉันได้”
“ได้เลยพี่เยี่ยนฟาง พี่ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันขี่จักรยานของป้าหลินกลับไปให้เอง” หลินฮุ่ยพูดพลางยิ้มออกมา ปกติเธอและหลินหว่านจะเดินทางมาทำงานด้วยจักรยานคันเดียวกันผลัดกันซ้อนผลัดกันขี่ ถ้าวันไหนได้ขี่จักรยานของป้าหลินของพวกเธอกลับพวกเธอก็จะได้ไม่ต้องเกี่ยงกันเป็นคนขี่จักรยานอีก ถึงอย่างไรการขี่จักรยานคนเดียวโดยไม่ต้องรับน้ำหนักของคนซ้อนท้ายก็เป็นการออกแรงที่น้อยกว่า แล้วเธอจะไม่รู้สึกยินดีได้อย่างไร
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้” เมื่อเอ่ยจบหลินเยี่ยนฟางก็หันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้เซี่ยหยางชุนและแม่ของเธอเดินไปที่รถเพื่อจะได้เดินทางกลับบ้าน ตั้งแต่หลินเยี่ยนฟางตั้งครรภ์เซี่ยหยางชุนก็ขายรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดแล้วซื้อรถยนต์เพื่อเอาไว้ใช้รับส่งภรรยา การกระทำของเขานอกจากจะชี้ให้เห็นความใส่ใจแล้วยังทำให้หลินเยี่ยนฟางรู้สึกว่าการที่ได้เขาเป็นสามีเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตนี้ของเธอแล้ว ไม่ว่าวันหน้าเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่แต่ความดูแลเอาใจใส่ที่เขาทำในช่วงนี้เธอจะจดจำความดีช่วงนี้ของเขาเอาไว้ตลอดไป
“วันนี้คุณนายเสิ่นมาหาด้วยเรื่องอะไรหรือ ทำไมทั้งเธอและคุณแม่จึงได้นั่งรถออกจากร้านไปกับเธอ” พอขึ้นมาบนรถได้เซี่ยหยางชุนก็เอ่ยปากถามสิ่งที่เขาสงสัยออกมาในทันที คำถามของเขาทำให้คุณแม่หลินที่นั่งอยู่เบาะหลังทอดถอนใจออกมาแล้วพิงพนักเบาะแล้วหลับตาลง พลางเงี่ยหูฟังว่าหลินเยี่ยนฟางจะเล่าเรื่องนี้ให้สามีของเธอฟังอย่างไร
“วันนี้คุณนายเสิ่นมาขอให้ฉันกับแม่ไปตรวจเลือดเพื่อหาความเข้ากันของหมู่เลือด เธอสงสัยว่าฉันกับลูกสาวของเธอจะถูกสลับตัวกันตอนแรกเกิด” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เซี่ยหยางชุนก็นิ่งงันไปด้วยความคาดไม่ถึง
“และผลตรวจเลือดออกมาก็เป็นไปตามการคาดเดา ฉันคือลูกสาวของเธอ ส่วนลูกสาวของเธอก็เป็นลูกแท้ๆ ของแม่” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนเหลือบไปมองสีหน้าของแม่ยายของตนที่นั่งอยู่เบาะหลังผ่านทางกระจกส่องหลังในทันที เมื่อเห็นว่าแม่ยายพิงพนักเบาะและกำลังหลับตาอยู่ เขาก็ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน
“แล้วเธอจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้” คำถามของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมา
“ก็ไม่ทำยังไง ฉันก็ยังจะเป็นหลินเยี่ยนฟางที่ยังคงเป็นเมียของพี่อยู่เช่นเดิม ยังคงเป็นลูกสาวของแม่ที่มีพ่อและแม่แท้ๆ เพิ่มเข้ามา ส่วนแม่ก็จะมีลูกสาวแท้ๆ เพิ่มเข้ามาอีกคนเช่นเดียวกัน ถ้าลูกสาวของแม่อยากจะมาหาแม่ฉันก็ไม่ว่า เฮ้อ ก็ได้แต่หวังว่าแม่จะไม่เห็นแก่ลูกสาวแท้ๆ จนลืมไปแล้วว่ายังมีฉันอยู่ก็แล้วกัน” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้คุณแม่หลินก็ลืมตาขึ้นมาในทันที
“ฉันเลี้ยงดูแกมาตั้งยี่สิบกว่าปีจะลืมแกไปได้อย่างไร ว่าแต่ฉันแล้วแกเล่า ไม่ดีอกดีใจที่มีพ่อแม่แท้ๆ เป็นมหาเศรษฐีบ้างหรือ ฉันยังหลงคิดว่าพอผลการตรวจออกมาแล้วแกจะรีบโผเข้าหาพวกเขาเสียอีก” เมื่อคุณแม่หลินพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็หัวเราะออกมาในทันที
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงจะรีบโผเข้าหา เท่าที่ฉันรู้มาครอบครัวของพวกเขาคือเจ้าของโรงงานเลยนะ เพียงแต่ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันจะโผเข้าหาพวกเขาไปทำไม ชีวิตของฉันในตอนนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว มีแม่ มีสามีและกำลังจะมีลูกของตนเอง เงินทองพวกเราก็มีกินมีใช้ไม่ได้ลำบาก แล้วฉันยังจะโหยหาอะไรอีก” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนยิ้มออกมาในทันที
“แต่แน่นอนว่าถ้าหากพวกเขาจะยื่นมือมาช่วยเหลือให้พวกเรามีความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่านี้ฉันก็จะไม่ปฏิเสธ อีกหน่อยลูกของฉันก็จะต้องเติบโตมีเงินมีทองมากกว่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าหากความช่วยเหลือของพวกเขาทำให้ฉันต้องเหินห่างจากแม่และทำให้ฉันกับพี่ชุนต้องห่างเหินกันฉันก็จะไม่ขอรับความช่วยเหลือจากพวกเขาอย่างเด็ดขาด” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้คุณแม่หลินที่นั่งอยู่ทางด้านหลังยิ้มออกมาในทันที
“อาฟาง แม่ไม่มีทางรักคนอื่นมากกว่าแก สิ่งที่แม่กำลังรู้สึกในตอนนี้ก็แค่ความเสียดาย เสียดายที่แกอดมีชีวิตดีๆ แค่เพราะความสะเพร่าของคนอื่นเพียงเท่านั้น” คำพูดของแม่หลินทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมา
“แม่ไม่ต้องเสียดายแทนฉันหรอก เท่าที่ฉันจำได้แม่ไม่เคยปล่อยให้ฉันอดอยาก แถมยังออกหน้าหาสามีที่ดีให้ฉันด้วย” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้คุณแม่หลินก็พยักหน้า
“ใช่ๆ สิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดก็คือฉันสามารถหาสามีที่ดีให้แกได้นี่แหละ” เมื่อคุณแม่หลินพูดเช่นนี้เซี่ยหยางชุนก็กระแอมออกมาในทันที
“เอ้อ ผมยังนั่งอยู่ตรงนี้นะครับ แม่กับเยี่ยนฟางพูดถึงผมกันอย่างนี้ ผมก็รู้สึกวางตัวไม่ถูกเป็นเหมือนกันนะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขัดเขินของเขาทำให้สองแม่ลูกหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลินเยี่ยนฟางหันไปมองคุณแม่หลินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ ในใจก็ได้แต่คิดว่าแม้ว่าหลินเยี่ยนฟางในนิยายเลือกเส้นทางของตนเองผิดไปแต่เธอคิดว่าตนเองเลือกไม่ผิดแน่ อย่างน้อยเธอก็เลือกเส้นทางที่ทำให้คุณแม่หลินเสียใจน้อยที่สุด แค่ได้เห็นรอยยิ้มของคนเป็นแม่มันก็ทำให้เธอรู้สึกดีและคิดถึงแม่แท้ๆ ในโลกก่อนตอนที่ต้องจากกันตลอดกาล
“แม่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่กับแกให้นานกว่านี้ หวังว่าแกจะมีชีวิตที่ดีต่อให้ไม่มีแม่นะ” คำพูดของแม่ของเธอในตอนนั้นทำให้เธอเข้าใจว่าแม่รู้สึกผิดที่ไม่ค่อยจะมีเวลาให้เธอ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วแม่รู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้อยู่คอยปกป้องดูแลเธออีกต่อไปแล้วต่างหาก
เซี่ยเหวินเป่าคือเด็กชายตัวน้อยที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้กันทั่วว่าพ่อของเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงหมู แม่ของเขาคือช่างตัดเสื้อ คุณตาทำงานในโรงงาน คุณยายเป็นคนขายผัก คุณน้าเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง สาเหตุที่ทุกคนรู้อย่างละเอียดก็เพราะทุกคนได้อ่านเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนเรียงความฉบับนี้ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างพากันซาบซึ้งในความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่มีฐานะธรรมดาแต่กลับร่ำรวยความสุขของเซี่ยเหวินเป่า เรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนทำให้เขาได้รับทุนการศึกษาจนถึงระดับชั้นอุดมศึกษาเลยทีเดียวตอนที่เขาได้รับทุนทุกคนที่บ้านต่างก็มีสีหน้าเขียวคล้ำกันไปทั้งบ้าน โดยเฉพาะพ่อของเขาที่รีบมาขอสละสิทธิ์ทุนการศึกษาที่เขาได้รับในทันที โดยบอกกับท่านอธิการว่าที่บ้านของเขามีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเสียเซี่ยเหวินเป่าเรียนจนจบระดับอุดมศึกษาได้สบาย ขอให้ท่านอธิการมอบทุนการศึกษานี้ให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดีแต่ที่บ้านไม่มีทุนทรัพย์ดีกว่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเซี่ยหยางชุนยิ่งทำให้เซี่ยเหวินเป่าได้รับความชื่นชมจากทุกคนในโรงเ
เมื่อหมดเรื่องของโจวจินหมิงไปแล้วความสัมพันธ์ของเสิ่นชิงหลีและลู่อวิ๋นก็ดีขึ้นตามลำดับ พอหลินเยี่ยนฟางได้รู้ว่าเป็นเสิ่นชิงหลีที่ไปเกลี้ยกล่อมให้บรรดาผู้ปกครองของเด็กสาวที่เคยถูกทั้งโจวจินหมิงและเฉียวเยี่ยนเคยล่อลวงและล่วงละเมิดให้รวมตัวกันไปแจ้งความเพื่อเอาผิดคนชั่วก็อดรู้สึกชื่นชมเสิ่นชิงหลีไม่ได้ หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยายเสิ่นชิงหลีก็คือนางเอกที่อ่อนโยน อ่อนหวานและบอบบาง ทุกการกระทำและทุกความสำเร็จของเธอล้วนได้รับความช่วยเหลือจากพระเอกอย่างลู่อวิ๋นเสมอ หลินเยี่ยนฟางจึงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือการจัดการของเสิ่นชิงหลีเมื่อเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปชีวิตของตัวละครในนิยายก็เปลี่ยนแปลง ตัวร้ายที่กลับตัวกลับใจอย่างหลินเยี่ยนฟางก็ได้มีชีวิตที่ดีมีลูกชายตัวน้อยน่ารักให้เลี้ยงดู ส่วนนางเอกอย่างเสิ่นชิงหลีและพระเอกอย่างลู่อวิ๋นก็ยังคงลงเอยกันด้วยดีดังเดิม พวกเขาได้แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บรรดาตัวร้ายทั้งหมดก็ต่างแพ้ภัยตนเองไม่เข้ามาเกะกะระรานในชีวิตของพวกเขาอีกแม้ว่าบทสรุปในตอนท้ายของนิยายจะจบลงไปแล้วแต่หลินเยี่ยนฟางก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข เธอและสามีต่างคน
พอเจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านหลินเยี่ยนฟางก็รีบชี้ไปที่เฉียวเหลียน เสวี่ยซิงเหยาและเสวี่ยซิงซินในทันที“คุณตำรวจคะ สามคนนี้เข้ามาหาเรื่องฉันที่ร้านค่ะ” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เจ้าหน้าที่รีบเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสามที่หลินเยี่ยนฟางชี้ตัวในทันที“ฉันไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวน ก็แค่ตั้งใจจะมาสอบถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจเพียงเท่านั้น” เฉียวเหลียนพูดพลางจ้องมองหลินเยี่ยนฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว“แต่เมื่อครู่นี้เธอเงื้อมือพุ่งเข้ามาโดยมีความตั้งใจจะตบฉันนะ ถ้าฉันไม่ใช้ฝ่าเท้ายันเธอออกป่านนี้ใบหน้าของฉันคงจะมีรอยฝ่ามือของเธอไปแล้ว เรื่องนี้สามีของฉันและคนในร้านก็สามารถช่วยเป็นพยานได้” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เฉียวเหลียนก็เม้มปากแน่น เพราะตอนนี้ด้านหลังของหลินเยี่ยนฟางและสามีมีพนักงานในร้านออกมายืนจ้องมองสถานการณ์กันหลายคน อีกทั้งพวกเขายังส่งเสียงบอกกับตำรวจด้วยว่าพวกเธอสามคนเข้ามาก่อความวุ่นวายในร้าน“ฉันไม่ได้ตั้งใจก็แค่อารมณ์เพียงชั่ววูบเพียงเท่านั้น คุณตำรวจฉันยังไม่ได้ลงมือทำร้ายใครไม่ถือว่ามีความผิดนะคะ” คำพูดของเฉียวเหลียนทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายพลันส่ายหน้าในทันที“คุณครับแค
พอพ้นช่วงสามเดือนแรกไปเซี่ยเหวินเป่าก็ไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยอีกต่อไปแล้ว พอได้นอนนานขึ้นก็พลันอารมณ์ดีขึ้นทั้งแม่ทั้งลูก หลินเยี่ยนฟางจึงมีเวลาเพียงพอที่จะไปดูแลร้านด้วยตนเอง แน่นอนว่าตอนอยู่ที่ร้านเธอต้องหอบหิ้วลูกชายตัวน้อยไปด้วย ความน่ารักของเขาทำให้ทุกคนในร้านมักจะพากันแวะเวียนมาหยอกล้อเขาตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเซี่ยเหวินเป่าจะชอบที่นี่มากไม่เพียงไม่งอแงยังยิ้มโชว์เหงือกแดงๆ ให้ผู้คนในร้านได้เห็นเกือบทั้งวันอีกด้วย“ต้าเป่าน้อยหน้าตาอิ่มเอม ดูแค่แวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา วันหน้าเขาจะต้องมีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดแน่” เมื่อป้าซ่งพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้า“พ่อของเขาเลี้ยงหมูปลูกชามากมายขนาดนั้น วันหน้าถ้าไม่เกเรมากจนเกินไปก็คงจะดูแลกิจการของพ่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงอย่างไรของกินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของคนทุกยุคทุกสมัย กิจการที่เกี่ยวข้องกับของกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ถ้าไม่ทำตัวเหลวแหลกจนเกินไปจะต้องสามารถใช้หาเลี้ยงตนเองไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางจ้องมองเซี่ยเหวินเป่าที่ในตอนนี้กำลังหัวเราะจากการหยอกล้อของหลินฮุ่ยและหลินหว่าน“ยังเล
พอลู่อวิ๋นเห็นว่าทุกสายตากำลังพุ่งตรงมาที่เขา โดยเฉพาะสายตาของเสิ่นชิงหลีที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อและกล่าวหาทำให้เขาต้องรับพูดออกมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนเองในทันที“ผมเห็นว่าชิงหลีกำลังไม่สบายใจและกำลังระบายความในใจให้พวกคุณฟัง ก็เลยคิดว่าไม่เข้ามาขัดจังหวะจะดีกว่าเผื่อว่าพวกคุณจะช่วยพูดให้เธอหันมาเข้าใจในตัวผมบ้าง” คำพูดของลู่อวิ๋นทำให้ทุกคนทอดถอนใจออกมา ส่วนเซี่ยหยางชุนก็รีบอธิบายความเข้าใจผิดที่ทุกคนมีต่อเขาในทันที“เยี่ยนฟาง เสวี่ยซิงเหยาแต่งงานกับสามีของเธอก่อนหน้าที่พี่จะพูดคุยเรื่องแต่งงานกับเธอเสียอีก ถ้าพี่ชอบพอกับเขาจริงพี่ก็คงแต่งงานกับเขาไปนานแล้วจะมาแต่งกับเธอทำไม ทั้งที่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ดีอย่างเช่นตอนนี้เสียหน่อย” เมื่อเซี่ยหยางชุนพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็ส่งเสียงกังขาออกมาในทันที“หืม?”“พี่หมายความว่า ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะชอบพี่สักนิด แต่เพราะพี่ไม่มีคนอื่นในใจ อีกทั้งมีใจอยากช่วยคุณแม่หลินแยกเธอกับโจวจินหมิงด้วยก็เลยตอบตกลงแต่งงานกับเธอ อันนี้พี่พูดจากใจจริงเลยนะ” คำพูดของเซี่ยหยางชุนทำให้ทุกคนต่างก็พยักหน้าเป็นทำนองว่าเข้าใจแล้ว“โอ้ต้าเป่า ที่แท้คุณพ่อ
อยู่ๆ เสิ่นชิงหลีที่หายหน้าไปนานก็มาหาที่บ้านหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่เสิ่นในทันที พอเห็นว่าคุณแม่เสิ่นส่ายหน้าหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่หลิน พอคุณแม่หลินส่ายหน้าเธอก็กลอกตาขึ้นไปมองด้านบนเพดานในทันที“ต้าเป่าของน้าไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันต้าเป่าคิดถึงน้าไหม น้าไม่ได้เจอต้าเป่าตั้งหลายวันคิดถึงต้าเป่ามากเลย” เสิ่นชิงหลีที่กำลังอุ้มเซี่ยเหวินเป่าอยู่พูดกับหลานชายพลางก้มหน้าลงไปหอมแก้มอยู่หลายครั้ง หลินเยี่ยนฟางเองก็คงจะไม่ว่าอะไรถ้าเสิ่นชิงหลีไม่หอมแก้มลูกชายของเธอด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาเช่นนี้“มีอะไรก็พูดมา ถึงแม้ว่าพี่กับคุณแม่ทั้งสองอาจจะช่วยเธอไม่ได้แต่ก็สามารถรับฟังความในใจของเธอได้ ไม่แน่ว่าขิงแก่ทั้งสองของบ้านเรายังอาจจะสามารถให้คำชี้แนะเธอได้อีกด้วย” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เสิ่นชิงหลีก็พยักหน้า“ฉันรู้ ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่ได้มีขิงแก่แค่สองแต่ยังมีพี่ที่เป็นขิงแก่คนที่สาม วันนี้ฉันก็เลยตั้งใจมาที่นี่อย่างไรเล่า” คำพูดของเสิ่นชิงหลีทำให้คนที่เคยยกตนข่มท่านยัดเยียดตำแหน่งน้องสาวให้เสิ่นชิงหลีถึงกลับต้องกลอกตาขึ้นไปมองด้านบนอีกครั้งในทันที“ต้าเป
การพบกันของคุณแม่หลินและเสิ่นชิงหลีเป็นไปอย่างเรียบง่าย หากหลินเยี่ยนฟางไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนก็คงจะคิดว่าตอนนี้คุณแม่หลินดีอกดีใจที่ได้พบลูกสาวแท้ๆ ของตนเองจนลืมเลือนหลินเยี่ยนฟางไปแล้ว แต่เธอรู้ดีว่าถ้าหากหลินเยี่ยนฟางลุกขึ้นมาเรียกร้องให้คุณแม่หลินทำอะไรเพื่อเธอ ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำร้ายเสิ่นชิงหลี
เสิ่นชิงหลีที่ได้ฟังคำพูดของหลินเยี่ยนฟางแล้วก็คิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเสวี่ยซิงซินและชุยเหอเธอจึงพยักหน้าพลางชี้ไปที่เสวี่ยซิงซินและชุยเหอที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ในทันที“ก่อนหน้าที่พี่จะมาถึงสองคนนี้ก็กำลังพูดจาใส่ร้ายพี่ให้ฉันกับคุณแม่ฟังอยู่พอดี พวกเธอบอกว่าพี่เป็นคนอกตัญญูไม่รู้จักบุญคุณคน” เมื่อเ
สีหน้าของคนในร้านหงเซวียทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมา โดยเฉพาะเสวี่ยซิงซินและชุยเหอเธอใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างเต็มที่แล้วจึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา“พี่หงตานฉันเคยบอกพี่แล้วว่าสองคนนี้ดีแต่สร้างปัญหาและวันนี้พี่ก็คงจะเห็นแล้ว” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เยี่ยหงตานก็พยักหน้า“พี่รู้ส
เสวี่ยซิงซินรีบนำตัวอย่างผ้าชนิดใหม่และแบบเสื้อผ้าไปวางลงบนโต๊ะตรงหน้าสองแม่ลูกจากบ้านเสิ่น ส่วนชุยเหอก็รีบไปชงชาเพื่อนำมารับรองแขกคนสำคัญเป็นการเฉพาะ โดยมีเยี่ยหงตานคอยติดตามดูความเรียบร้อยของคนทั้งสองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังตั้งแต่ร้านหงเซวียไม่มีหลินเยี่ยนฟาง ลูกค้าภายในร้านก็ลดลงอย่าง







