ログインสายตาของเธอทอดมองไปยังมุมห้องนั่งเล่น... ที่ซึ่ง หลิวเหว่ย ในชุดสเวตเตอร์สีเข้มสบายๆ กำลังนั่งอยู่บนพรมปูพื้น ร่วมกับ หลิวเทียน ลูกชายคนโต และ เป่าเป้ย ลูกสาวตัวน้อย ทั้งสามคนกำลังช่วยกันต่อบล็อกไม้รูปทรงต่างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีเจ้าสุนัขพันธุ์ทางตัวโตนอนหมอบส่งเสียงครางฮืดฮาดอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ"คุณพ่อดูสิครับ! ผมต่อสำนักงานวิจัยให้คุณแม่เสร็จแล้ว!" หลิวเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ชี้ไปที่บล็อกไม้สูงทรงสวยงาม"เก่งมากหลิวเทียน" หลิวเหว่ยลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันไปช่วยจับมือเล็กๆ ของเป่าเป้ยที่พยายามจะวางบล็อกไม้ชิ้นสุดท้ายบนยอด "ช้าๆ นะลูก... วางเบาๆ แบบนี้"เมื่อบล็อกไม้ชิ้นสุดท้ายถูกวางลงโดยไม่ล้ม เด็กน้อยทั้งสองก็ปรบมือหัวเราะร่า หลิวเหว่ยดึงลูกๆ เข้ามากอดไว้แน่นแล้วฟอดแก้มยุ้ยของลูกสาวด้วยความรักล้นอกเยว่ชิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ในใจของเธอผู้ทะลุมิติมาจากโลกยุคใหม่ อดีตนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยเชื่อมั่นแต่ในกฎเกณฑ์ทาง(ตรรกะ) ตัวเลข เหตุและผล และการคำนวณที่ต้องได้ผลลัพธ์เป็นศูนย์
"เพราะตำแหน่งนั้นมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าข้างกายฉันไม่มีเธอและลูก!" หลิวเหว่ยเอ่ยเน้นย้ำทุกคำดวงตาของเขาจ้องมองเธออย่างจริงจัง "ตอนที่เธอหนีมาที่นี่ ตอนที่ฉันต้องนั่งอยู่ในห้องทำงานใหญ่โตคนเดียว... ฉันถึงได้รู้ว่ายศถาบรรดาศักดิ์พวกนั้นมันเป็นแค่กรงขัง ยิ่งฉันสูงขึ้นไป ศัตรูก็ยิ่งมาก คนที่ฉันรักก็ยิ่งได้รับอันตราย เหมือนอย่างเรื่องของหลิวเอ๋อร์..."เขาเดินอ้อมโต๊ะไม้เข้ามาใกล้ เยว่ชิงไม่ได้ถอยหนีอีกต่อไป เธอได้แต่มองหน้าเขาด้วยความสับสนและสะเทือนใจอย่างรุนแรง"ฉันเคยคิดว่าการเป็นนายพล คือการปกป้องเธอได้ดีที่สุด" หลิวเหว่ยคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเยว่ชิง ชายหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งและหยิ่งผยอง บัดนี้ยอมลดตัวลงต่ำเพื่อหญิงสาวตรงหน้า เขายื่นมือหนาไปแตะที่หน้าท้องของเธออย่างแผ่วเบา "แต่ฉันคิดผิด... การปกป้องเธอและลูกที่ดีที่สุด คือการอยู่ข้างๆ พวกเธอ ไม่ใช่การดึงพวกเธอเข้าไปในโลกอันโสโครกของฉัน""แต่คุณเป็นถึงนายพล... คุณจะมาทำอะไรที่เมืองเล็กๆ แบบนี้? คุณจะยอมกลายเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักงั้นเหรอ?" น้ำตาของเยว่ชิงเริ่มไหลคลอเบ้าหลิวเหว่ยยิ้มบางๆ เป็นยิ้มที่
"ไม่นะ! พี่หลิวเหว่ย! เมตตาฉันด้วย! เยว่ชิง ช่วยฉันพูดหน่อยสิ! ฉันยอมเป็นรับใช้เธอตลอดชีวิตก็ได้! อย่าจับฉันไปเลย!" หลิวเอ๋อกรีดร้องอ้อนวอน ดิ้นรนสุดชีวิตขณะที่ทหารร่างใหญ่สองคนหิ้วปีกเธอขึ้นจากพื้นลี่เหมยยืนมองด้วยสายตานิ่งสงบ "สายไปแล้วหลิวเอ๋อร์... หน้ากากของเธอหลุดแล้ว และเธอกระทำความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้"เสียงกรีดร้องและเสียงสะอื้นของหลิวเอ๋อร์ค่อยๆ หายลับไปตามทางเดินยาวของอาคารสอบสวน เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันภายในห้องหลิวเหว่ยถอนหายใจยาว ความตึงเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์ผ่อนคลายลง เขาหันมาหาลี่เหมย สายตาที่เคยเย็นชาเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นและอ่อนโยนในทันที เขาเอื้อมมือไปจับมือของเธอไว้แน่น"ขอบคุณนะเยว่ชิง... ถ้าไม่ได้ความฉลาดและสายตาอันแหลมคมของคุณ ฉันคงถูกนางจิ้งจอกนั่นหลอก และอาจทำให้คุณต้องตกอยู่ในอันตรายมากกว่านี้"เยว่ชิงยิ้มบางๆ พลางบีบมือตอบนายพลหนุ่ม "ฉันบอกคุณแล้วไงคะทหาร... ว่าอย่าดูถูกภริยายุดใหม่คนนี้ ปัญหาเรื่องเสี่ยวเม่ยปลอมจบลงแล้ว ต่อไปนี้บ้านของเราคงจะสงบสุขเสียทีนะคะ"หลิวเหว่ยดึงร่างบางของภริยาเข้ามาโอ
"ที่สำคัญ... ฉันเป็นหมอ และฉันมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า 'หน้าตา' ของเธอ มันมีความผิดปกติอย่างร้ายแรง"เยว่ชิงหันไปหากองสำลีและขวดน้ำยาเคมีบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเธอเป็นคนเตรียมมาเอง"นายพลหลิวเหว่ย กองกำลังสืบราชการลับของเราไปค้นพบห้องลับที่บ้านพักหลังเก่าของเธอมาครับ" สหายทหารรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เราพบอุปกรณ์แต่งหน้าขั้นสูง ขี้ผึ้งพิเศษสำหรับเสริมสร้างรูปหน้า รวมถึงเอกสารการรับเงินจากกลุ่มกบฏชายแดน"หลิวเหว่ยตบโต๊ะดัง ปัง! เสียงนั้นเหมือนอสนีบาตฟาดลงกลางห้องสอบสวน จนเสี่ยวเม่ยสะดุ้งสุดตัว"พูดความจริงออกมา ก่อนที่ฉันจะสั่งใหักระชากหน้ากากของเธอออกด้วยตัวเอง!" เสียงทุ้มต่ำของนายพลหนุ่มเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน "สหายเสี่ยวเม่ยตัวจริง เสียชีวิตไปตั้งแต่การรบที่เนิน 404 เมื่อสามปีก่อนแล้ว... แล้วเธอเป็นใคร?!"ดวงตาของเสี่ยวเม่ยเบิกกว้างด้วยความตระหนก "ไม่... ไม่จริง! ฉันคือเสี่ยวเม่ย!""ยังจะปากแข็งอีกนะ" เยว่ชิงชุบสำลีลงในน้ำยาเช็ดเครื่องสำอางเข้มข้นที่เธอผสมขึ้นมาเอง แล้วเดินตรงเข้าไปหาเสี่ยวเม่ยอย่างรวดเร็ว"อ
"ฮ่าๆๆ... ฮ่า... ฉัน... ฉัน..." เสี่ยวเม่ยยังคงเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มสยองขวัญ ดวงตาค่อยๆ ปรือลอยและปั้นป่วน ร่างบางซูบตอบค่อยๆ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นปูนดุจตุ๊กตาผ้าที่ถูกตัดสายป่าน!ตึ้บ!เสี่ยวเม่ยหมดสติสลบไสลลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นปูน โดยที่มุมปากยังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่จากฤทธิ์ของก๊าซไนตรัสออกไซด์! สยบอสรพิษจนตรอกลงได้อย่างสมบูรณ์แบบในเสี้ยววินาที ด้วยปัญญาทางเคมีอันเป็นเลิศ!"เข้าล็อกตัวเดี๋ยวนี้!" ผู้ช่วยเฉินออกคำสั่งเสียงสะท้านด้วยความทึ่งสารวัตรทหารสี่นายพุ่งเข้าพันธนาการร่างที่สลบไสลของเสี่ยวเม่ย ใส่กุญแจมือเหล็กและกุญแจเท้าอย่างหนาแน่น ยกร่างของอสรพิษสาวขึ้นรถตู้ลำเลียงทหาร เพื่อนำตัวส่งศาลทหารส่วนกลางปักกิ่งรับโทษประหารชีวิตโดยไร้ซึ่งโอกาสหลบหนีอีกเป็นครั้งที่สอง!"เป่าเป้ย! ลูกแม่!" เยว่ชิงกอดลูกสาวไว้แนบอก ตรวจดูบาดแผลที่คอ พบเพียงรอยตื้นๆ เธอรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดกดซับแผลไว้ด้วยมือนิ่งสนิท"แม่จ๋า... หนูไม่กลัวค่ะ" เป่าเป้ยซบหน้าลงกับอกแม่ เอามือเล็กๆ เช็ดน้ำตาให้เยว่ชิง "คุณแม่เก่งที่ส
"ฮ่าๆๆ! เอาชีวิตแกงั้นเหรอ?" เสี่ยวเม่ยเค้นเสียงหัวเราะอย่างคุ้มคลั่ง "แกมันไร้ประโยชน์แล้วหลิวเหว่ย! นังเยว่ชิงมันรักลูกสาวคนนี้ยิ่งกว่าชีวิตมัน! ถ้าฉันฆ่านังเด็กนี่ นังเยว่ชิงมันถึงจะได้รับความทรมานเหมือนที่ฉันต้องนอนข้างถนน!"ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปืน ทหาร หรือกำลังกายภาพไม่สามารถแก้ไขได้...เยว่ชิง ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ ร่างบางเหยียดตรง แววตาของนักวิทยาศาสตร์สาวประมวลผลสภาวะวิกฤตตรงหน้าด้วยสมองอัจฉริยะที่เย็นเยียบและคมกริบดุจใบมีดโกน!“วิเคราะห์สภาวะแวดล้อม: ระยะห่างระหว่างฉันกับเสี่ยวเม่ยทิศทางลม: อากาศนิ่งภายในลานหลังบ้านที่โอบล้อมด้วยกำแพงสามด้าน สภาวะทางกายภาพของเสี่ยวเม่ย: อัตราการหายใจถี่ อัตราการเต้นของหัวใจ รูม่านตาขยายกว้าง รับสารผ่านระบบหายใจได้เร็วกว่าปกติ ข้อจำกัด: ห้ามใช้อาวุธที่มีแรงกระแทก ห้ามใช้วัตถุระเบิด”“สมการทางเคมีเพื่อการสยบฉับพลัน: การใช้ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เพื่อออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ผสานก
คืนนั้น โรซี่ยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่ในแล็บเพียงคนเดียว แสงไฟในตึกดับไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงห้องของเธอที่ยังสว่างเธอสังเกตเห็นควันที่ลอยออกมาจากช่องระบายอากาศที่เชื่อมกับห้องแล็บข้างๆ ซึ่งปกติจะเป็นห้องเก็บสารเคมีอันตรายของทีมลินดา“กลิ่นนี่มัน...” โรซี่ขมวดคิ้ว สัญชาตญาณของเธอเตือนว่ามีบางอย่างไม
โรซี่พยักหน้าช้าๆ อา... พล็อตน้ำเน่าเรื่องพันธสัญญาในสนามรบนี่เอง“แต่คุณนายใหญ่ไม่เห็นด้วยมาตลอด แกอยากให้คุณหลิวเหว่ยแต่งงานกับลูกสาวบ้านนายพลคนอื่นที่มีอำนาจเกื้อกูลกันได้มากกว่า พอเห็นคุณหนูที่ดูหัวอ่อนและ... เอ่อ... ไม่ค่อยทันคน คุณนายใหญ่จึงยิ่งได้ใจ กดขี่ข่มเหงคุณหนูทุกวิถีทาง” ป้าหลิวลดเสีย
“แม่... แม่อย่าดุแม่จ๋าเลยค่ะ เป่าเป้ยกลัวแล้ว ฮึก...” เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือดังขึ้นข้างกาย แรงสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนทำให้โรซี่ฝืนลืมตาขึ้นมองสิ่งที่เห็นคือเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด และถัดไปคือ
บทที่ 1 อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวภายในห้องแล็บวิจัยสารเคมีขั้นสูงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ทันสมัย แสงไฟนีออนสีขาวนวลสะท้อนกับพื้นกระเบื้องสะอาดกริบ เสียงหึ่งๆ ของเครื่องเหวี่ยงสารปนเปไปกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่สม่ำเสมอโรซี่ ลี นักวิทยาศาสตร์สาววัย 25 ปี ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าตู้ดูดควัน ใบหน้าเรียบเฉยข







