Masukโจวอี้หานรับรู้ถึงสายตาของโจวจี้ไหลกับโจวจี้ฉุนที่มองมายังเขา คงจะกำลังนินทาเขาอยู่ แต่สองคนนี้ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรออกจะตลกเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่คนทั้งสองมีภรรยาดีที่พอจะควบคุมสามีให้อยู่ในขอบเขตได้
แต่มีคนหนึ่งที่เขานั้นรู้สึกกลัวเป็นที่สุด คือ โจวลู่อี(เป็นเกอ) เป็นลูกคนเล็กของท่านลุงโจวและก็เป็นเกออีกด้วย นิสัยของโจวลู่อีต่างจากพี่ชายทั้งสองคนมาก เพราะเป็นลูกคนเล็กเลยถูกตามใจจนเสียนิสัย และคำว่าเสียนิสัยสำหรับโจวลู่อีคือจะไม่สนผิดถูกอะไรทั้งนั้น…ตรงนี้แหละที่น่ากลัว เป็นคนที่มีพิษมีภัยที่สุดควรอยู่ห่าง ๆ อย่าเข้าไปใกล้เด็ดขาด
"ท่านลุงใหญ่ข้าทำส่วนของข้าเสร็จแล้วเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ต้องไปที่นาอีกขอรับ"
"…"โจวเฉิงเคอเพียงพยักหน้าตอบเท่านั้น เพราะไม่มีข้ออ้างจะไปแย้งโจวอี้หาน เพราะแบ่งงานกันคนละครึ่งแล้ว จะเอาเปรียบเหมือนแต่ก่อนก็ทำไม่ได้แล้ว
ที่นาโจวอี้หาน
โจวอี้หานรู้สึกโชคดีที่วันนี้ไม่เจอโจวลู่อีผู้นั้น ถึงรูปร่างจะสวยเหมือนสตรีจริง แต่จิตใจของเขานั้นสวนทางกัน รูปร่างที่ดูดีไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนดี
สตรียังมีหลายอุปนิสัย บุรุษและเกอก็เช่นกันต่างก็มีอุปนิสัยที่หลากหลายมองคนต้องมองนาน ๆ และอย่าหลงมัวเมาในรูปร่างที่ถูกสร้างขึ้นมา
"ปิดหน้าผิดตาอีกเช่นเคย"เพราะที่ดินติดกับตระกูลอู๋เขานั้นจึงเห็นบุตรชายคนโตที่เป็นเกอของท่านลุงอู๋อยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยพูดคุยกันและไม่เคยเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ตามคำพูดนินทาของชาวบ้านบอกว่าอู๋ซั่วหยางเป็นเกอที่อัปลักษณ์และสกปรกและไม่เป็นที่รักของครอบครัว
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเช่นนั้นเขาคนหนึ่งที่ไม่ดูถูกอู๋ซั่วหยาง เพราะหนึ่งเลยถึงที่ดินเราจะติดกัน แต่เราไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว จะไปตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้
อู๋ซั่วหยางมักจะไม่พูดคุยกับใครและไม่มีเพื่อนเลยสักคน ชีวิตที่ไม่มีเพื่อนไม่มีคนอยากจะพูดคุยด้วยมันคงจะน่าเศร้าน่าดู โลกของอู๋ซั่วหยางก็ไม่ได้ต่างจากเขาเสียเท่าไหร่
"ทำไมวันนี้คนผู้นั้นถึงดูแปลกไป"โจวอี้หานมองอู๋ซั่วหยางที่มองมายังเขา ซึ่งที่ผ่านมาอู๋ซั่วหยางไม่เคยมองเช่นนี้มาก่อน แต่ครั้งนี้เหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนไปจริง ๆ
.
.
.
"มองอี้หานอยู่หรือ"
"คนนั้นหรือขอรับ"
"ใช่ คงจะมาดูกับดักหนูน่ะ"
"ขอรับ กลับกันเถอะขอรับท่านพ่อนี่ก็เย็นแล้ว"อู๋ซั่วหยางมองโจวอี้หาน เพราะรูปร่างชายผู้นั้นคุ้นสายตาของเขาเสียจริง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
ถึงอู๋เจียงสงจะสงสัยที่อู๋ซั่วหยางให้ความสนใจแก่โจวอี้หาน แม้ทั้งสองคนอาจจะไม่เคยพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ แต่การที่อู๋ซั่วหยางมองไปยังโจวอี้หาน บางทีอู๋ซั่วหยางอาจจะมีความรักก็ได้ ปีนี้ก็ 20 แล้ว
ระหว่างทางกลับบ้านอู๋ซั่วหยางก็เจอกับอู๋ซินถงที่คงจะพึ่งกลับมาจากที่ไปในเมืองมา แต่น่าแปลกไม่มีสหายสองคนเดินประกบหรือ ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า แต่เมื่อวานที่เจอก็ยังดี ๆ อยู่เลย
"ซินเอ๋อร์ทำไมถึงกลับบ้านเย็นเช่นนี้มันอันตรายนะ"
"ท่านพ่อลูกไปในเมืองมาขอรับเลยกลับถึงบ้านเย็น"
"สหายสองคนหายไปไหนล่ะถึงปล่อยให้เจ้าไปไหนมาไหนคนเดียวเช่นนี้ เป็นเกอไปไหนมาไหนคนเดียวมันอันตราย"ที่อู๋ซั่วหยางพูดมาจากใจจริง การที่เกอไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ใช่เรื่องผิด แต่อู๋ซินถงกลับมาถึงเย็นเช่นนี้และมาคนเดียวยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่
"ข้าเลิกคบไปแล้วขอรับ พวกไม่จริงใจข้าไม่คิดที่จะคบต่อ"
"เลิกคบก็ดีสองคนนั้นพ่อว่าไม่มีใครจริงใจเท่าพี่ใหญ่ของเจ้า"
"ใช่ขอรับ"
ถึงคำตอบของอู๋ซินถงถึงจะทำให้อู๋ซั่วหยางแปลกใจที่อีกฝ่ายตอบออกมาเช่นนั้น แต่ก็รับรู้ได้ว่าออกมาจากใจจริง ๆ ไม่ใช่แสดงมันออกมาต่อหน้าท่านพ่ออู๋เท่านั้น
"ฮ่า ๆ เช่นนั้นกลับกันเถอะท่านแม่ของลูกคงจะทำกับข้าวรอแล้ว"คงจะเป็นอู๋เจียงสงคนเดียวที่คิดว่าเหว่ยฟางผู้เป็นภรรยาจะทำกับข้าวรอ เพราะว่าวันนี้ก็ถือว่ากลับบ้านเย็นมากเหมือน
ส่วนอู๋ซั่วหยางรู้ดีว่ายังไงวันนี้ตนเองก็คงจะรับหน้าที่ทำกับข้าวเหมือนเดิม วันนี้มาทำงานกับท่านพ่อทั้งวันไม่ได้อยู่บ้านงานบ้านคงจะไม่มีใครทำเช่นเคย
บ้านโจวอี้หาน
โจวอี้หานกลับมาถึงบ้านก็รีบนำหนูนาที่ดักได้ไปชำระล้างทันที ส่วนปลาที่ยังไม่ตายก็นำไปขังก่อน ส่วนตัวที่ตายก็แบ่งไว้ทำเค็มและย่างกินเป็นมื้อเย็น
หนูนาย่างถูกหมักเข้ากับเครื่องเทศพร้อมกับเนื้อปลา กลิ่นที่ยามถูกไฟนั้นหอมลอยขึ้นมาในอากาศ ทำให้คนป่วยทั้งสองออกมานั่งรอกินมื้อเย็นพร้อมกัน
"พี่ใหญ่ตอนเย็นที่พี่ยังไม่กลับมาพี่ลู่อีมาหาพี่อีกแล้วขอรับ"โจวถงเย่าปฏิเสธออกไป แต่คนผู้นั้นกับไม่ยอมกลับไป จนกว่าจะเห็นกับตาว่าในบ้านไม่มีพี่ใหญ่ของเขาอยู่
"มาอีกแล้วหรือคนผู้นี้ช่างมีเวลาว่างมากเสียจริง"
"พี่ใหญ่ปีนี้ท่านก็อายุ 23 แล้ว ไม่ลองมองหาใครสักคนมาเดินด้วยกันหรือขอรับ อาจจะทำให้พี่ลู่อีไม่มาตามตอแยพี่ใหญ่อีกก็ได้นะขอรับ"
"ถงเย่าเจ้าเด็กน้อยใครจะมาอย่าเดินคู่กับพี่ใหญ่ของเจ้า เส้นทางที่พี่ใหญ่เดินนั้นมันลำบากมากนะ ใครจะมายอมลำบากไปด้วยกัน ทุกคนล้วนต้องการความสบายพี่เองก็ไม่อยากดึงใครมาลำบากด้วยหรอกนะ"
"ข้าขอโทษขอรับพี่ใหญ่ แต่ข้าก็อยากให้พี่ใหญ่มีความสุขนะขอรับ"
"ความสุขของพี่คือการหาเลี้ยงเด็กอ้วนทั้งสองคนไง หากมีคนอื่นเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย จากหนูนาย่างที่พวกเจ้ากินคนละตัว จะเหลือคนละครึ่งตัวทันที และถึงตอนนั้นพวกเจ้าคงจะกลับไปผอมโซหิวข้าวเหมือนเดิม"
"ไม่เอาข้าไม่แบ่งหนูนาย่างเด็ดขาดขอรับ"โจวถงเย่าพอรับรู้ว่าจะต้องแบ่งของอร่อย เขานั้นก็หูผึ่งขึ้นมาทันทีจากหนึ่งตัว จะเหลือครึ่งตัวและอาจจะลดลงไปเรื่อย ๆ
"ข้าด้วยขอรับ พี่ใหญ่ห้ามมีใครเด็ดขาดนะขอรับ"โจวฟู่หรงพอรู้ว่าของอร่อยจะต้องถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนในใจก็ยังทำใจให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้
"พออย่างนี้มาทำเป็นหวงพี่เจ้าเด็กเห็นแก่กิน"
"ก็พี่ใหญ่ของข้าทำอาหารอร่อยมาก ๆ เลยขอรับ"โจวถงเย่าเอ่ย
"ใช่ พี่ใหญ่พรุ่งนี้ทำข้าวตุ๋นได้หรือไม่ขอรับ"โจวฟู่หรงเอ่ย
"ได้สิกินคู่กับปลาทำเค็มก็แล้วกัน วันนี้พี่ก็ได้ปลามาเยอะแบ่งไปทำเค็ม พรุ่งนี้พี่จะตากไว้พร้อมเจ้าอยู่บ้านช่วยดูด้วยแล้วกัน"โจวอี้หานยังไม่อนุญาตให้เด็กทั้งสองตามออกไปทำงานด้วย เพราะพึ่งจะหายไข้กันคงอีกสองวันถึงจะพาออกไปข้างด้วยกัน
เรื่องที่โจวถงเย่าเอ่ยขึ้นมา ไม่ใช่ว่าโจวอี้หานนั้นไม่คิด มีความคิดนั้นอยู่ในหัวเช่นกัน แต่การที่จะตบแต่งใครสักคนก็ไม่ได้การันตีได้ว่าโจวลู่อีจะเลิกยุ่งกับเขา
ถึงจะเป็นญาติกัน แต่ก็เห็นญาติพี่น้องแต่งงานกันเองก็มีให้เห็น แต่ไม่มากส่วนใหญ่ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ไว้บ้านที่มีเงินมาก ที่ดิน อะไรพวกนี้ แต่เด็กที่เกิดมาอาจจะไม่เหมือนเด็กทั่วไปเท่าไหร่ เรื่องนี้เคยมีมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีใครพูดเท่านั้น เพราะจะเป็นการนินทาว่าร้ายและอาจจะส่งผลเสียตามมาในอนาคต
ไร่ตระกูลอู๋ตอนนี้หูเย่จวนนั้นเป็นคนดูแลไร่ตระกูลอู๋ โดยถูกว่าจ้างเดือนละสามตำลึงเงิน แลกกับยามที่ไม่คนอยู่ก็มาดูแลไร่มีตรงไหนที่ต้องจัดการ "ท่านป้าเย่จวนข้ามากำจัดวัชพืชให้ไร่ของซินถงขอรับ""ตามสบายเลยนะ"ทั้งอู๋ซั่วหยาง อู๋ซินถง และอู๋เจียงสงรวมถึงโจวอี้หานด้วย จะจ่ายโจวจี้ไหลและโจวจี้ฉุนในการกำจัดวัชพืชที่ขึ้นในไร่ เพราะทุกคนไม่มีเวลาตรงนี้ทุกคนตกลงจะจ่ายให้คนทั้งสองเป็นรายเดือน โจวจี้ไหลและโจวจี้ฉุนจะได้หนึ่งตำเงินจากบ้านอู๋ แต่สำหรับโจวอี้หานจะให้คนละหนึ่งตำลึงเงินและอีกห้าร้อยอีแปะ เพราะต้องการจะให้หลานด้วย แต่เพราะให้มากกว่านี้ไม่ได้ เพราะคนทั้งสองจะไปรับ "ท่านป้าหากทำเสร็จเร็วข้าจะมาช่วยรดน้ำขอรับ"โจวจี้ไหลนั้นรู้สึกว่าบ้านอู๋ให้เงินเขากับน้องชายมากเกินไปเดือนละหนึ่งตำลึง เดือนหนึ่งถอดและกำจัดวัชพืชไร่หนึ่งเดือนละสองครั้งเอง แต่ได้คนละหนึ่งตำลึงเงิน ซึ่งมันมากไปก็ทำได้แค่ช่วยแบ่งเบางานท่านป้าเย่จวน เพราะตอนนี้ท่านป้าเย่จวนดูแลไร่ยามที่คนบ้านอู๋ไม่อยู่"ได้ ขอบใจนะจี้ไหล"5 ปี ต่อมา"นี่ เลิกตามข้าได้แล้วข้ามีงานที่จะต้องทำอีก เจ้าไม่มีงานมีการทำหรืออย่างไรกัน ทำตัวเป็นคนว่าง
6 ปี ต่อมาโรงเรียนศึกษากวดวิชาชื่อนี้เป็นอู๋ซั่วหยางกับโจวอี้หาน เป็นคนตั้งให้อาเป่า เพราะตอนนี้อาเป่านั้นได้กลับมาแล้วและกำลังจะเปิดสอน ให้เหล่าบัณฑิตใหม่หรือคนที่สนใจเรื่องการศึกษา ตอนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอาเป่าอีกแล้ว แต่เป็นท่านอาจารย์เป่า "จะไปไหนน่ะอาเป่าพึ่งจะกลับมาถึงเองนะ หรือไปหาท่านพ่อหรือ""เปล่า ขอรับพี่ใหญ่ ข้าจะไปตัดเสื้อใหม่เสียหน่อยขอรับ""ดู น้องพี่ขอรับพี่ใหญ่ แทนที่จะไปหาท่านพ่อ แต่ไปหาคนรักก่อน"อู๋ซินถงนั้นเอ่ยแซวน้องชายเท่านั้น ที่ตอนนี้ดูภูมิฐานมาก โตเต็มวัย รูปหล่อเสียอีกด้วย "หึ ก็เขารักของเขา"อู๋ซั่วหยางได้เขียนจดหมายส่งให้อาเป่า บอกถึงมู่จื่อซินว่าได้เลิกกับชายที่ชื่อเจียเล่อแล้ว เพราะจับได้ว่าอีกฝ่ายเจ้าชู้ไม่ได้มีมู่จื่อซินแค่คนเดียว หลังจากอาเป่าไปได้ปีกว่า ๆ แต่หลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าอาเป่าทำเช่นไรต่อ แต่ก็ไม่เห็นว่ามู่จื่อซินนั้นสนใจผู้ใดเลย ไม่รู้ว่าไปแอบคบกันตอนไหนกันร้านตัดเย็บมู่จื่อซิน"ร้านตัดเย็บยินดีต้อนรับขอรับ"ร้านตัดเย็บของมู่จื่อซินนั้นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมีลูกค้าขาประจำเพิ่มมากขึ้น จนตอนนี้ทำคนเดียวไม่ได้แล้ว ตอนนี้ที่ร้านมีลูกจ้างสองคน แต
หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งกล่าวอวยพรเสร็จก็เป็นเวลาฉลองต้องพาเจ้าบ่าวไปสังสรรค์เสียก่อนถึงจะพามาส่งเจ้าสาวที่รออยู่ในห้อง"พี่เขยโจว พี่เขยจาง ข้าต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือขอรับ""ถึงขนาดนี้แหละลูกติดไว หากอยากได้ลูกสาวก็ทำท่าที่พี่บอก"จางเจี้ยนเวยกำลังถ่ายทอดวิชาราคะให้อาเป่าศิษย์รุ่นที่สอง เพราะศิษย์รุ่นแรกคือโจวอี้หาน ที่ตอนนี้ลูกสามแล้ว"อย่างที่เจี้ยนเวยบอกในห้องมีบริเวณกว้างเจ้าก็ใช้ให้เป็นประโยชน์เสียอาเป่า คืน เข้าหอมีเพียงคืนเดียวเท่านั้นและเป็นคืนที่สำคัญต่อคู่บ่าวสาวมาก"โจวอี้หานนั้นไม่เคยคิดว่าจะต้องมาแนะนำเรื่องเพศศึกษาให้อาเป่า แต่เพราะน้องชายนั้นขาดประสบการณ์จึงต้องเร่งอัดฉีดวิชาก่อนที่จะพาไปส่งเจ้าสาวที่รออยู่ด้านอู๋ซั่วหยางที่เจอเข้ากับโจวลู่อี นี่ ก็สิบปีได้แล้วที่ไม่ได้เจออีกฝ่ายวันนี้ที่เจอ เพราะบ้านมู่ก็สนิทกับบ้านของโจวลู่อีอยู่ไม่น้อย และอีกฝ่ายคงจะกลับมาเยี่ยมครอบครัวด้วย"ข้าดีใจนะที่เจอเจ้าที่นี่""อืม เจ้าสบายดีหรือไม่ลู่อี""ข้าสบายดีได้ข่าวมาบ้างว่าเจ้าเปิดร้านขนมหรือ หากมีโอกาสข้าจะไปอุดหนุนนะ""ได้สิ เจ้ามาอยู่กี่วันล่ะ พาลูกและสามีของเจ้าไปเที่ยวในเม
3 เดือนต่อมาร้านราดหน้าบ้านอู๋"โต๊ะหก โต๊ะเจ็ด สั่งพิเศษอย่างละสามขอรับพี่ใหญ่""โต๊ะสิบ โต๊ะสิบสอง พิเศษอย่างละสองขอรับพี่ใหญ่"อาเป่าหลังจากที่ปิดเทอมก็มาช่วยงานที่ร้านราดหน้า เพราะพี่รองของเขานั้นตั้งครรภ์ได้สองเดือนกว่า ๆ ส่วนพี่ใหญ่นั้นบอกว่าขอทำงานอีกหน่อยคงจะปีหน้า แต่พี่เขยโจวเหมือนจะอยากมีแล้ว"อาเป่าเติมเนื้อหมูให้พี่รองของเจ้าหน่อย"อู๋ซั่วหยางเป็นห่วงอู๋ซินถงเหมือนกัน เพราะตั้งครรภ์ได้เกือบจะสามเดือนแล้ว และอู๋ซินถงดื้อขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือไม่ยอมหยุดทำงาน เช่นตอนนี้ที่ยืนทำราดหน้าอยู่"พี่ใหญ่ข้าทำได้ขอรับ ถ้าเหนื่อยข้าจะพักขอรับ""เจ้าดื้อเดี๋ยวพี่เจี้ยนเวยมาพี่จะฟ้องให้ดู""ข้าไม่กลัวอยู่แล้วขอรับ""จริงหรือ""ขะ ขอรับ"ความจริงอู๋ซินถงมีความเกรงใจสามีตั้งหาก แต่ไม่ได้กลัวนะ เพราะท่านพ่ออู๋บอกว่าห้ามเกรงกลัวสามี เพราะเดี๋ยวจะมาข่มเราได้"กลัวขอรับพี่ใหญ่ พี่รองกลัวพี่เขยจาง หากพี่เขยจางมาคงจะงอนพี่รองอย่างวันนั้นแน่นอนขอรับ"อาเป่าเห็นชีวิตคู่ของพี่ใหญ่ พี่รอง ของเขาก็มีทะเลาะกันบ้างตามประสาชีวิตคู่ แต่สุดท้ายก็ดีกันเหมือนเดิม"ท่านพ่อไม่มีใครอยู่ข้างข้าเลยขอรับ""ใช่ เพร
หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ของอู๋เจียงสงที่ตายแล้วฟื้นมีชาวบ้านที่ทราบข่าวมาเยี่ยมมากมาย และอีกส่วนที่ไม่กล้ามาเพราะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น คนตายคือตายจะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไรกันจนมาถึงงานมงคลที่สร้างความตกใจและแตกตื่นในใบหน้าของอู๋ซั่วหยางที่ไม่มีอะไรปกปิด สีผิวที่แท้จริงเป็นผิวขาวออกธรรมชาติเหมือนสตรีชนชั้นสูง ใบหน้าที่ผู้ใดเห็นก็สะกดสายตาผู้พบเห็น เสียงเอ่ยชมมากมายเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้อู๋ซั่วหยางต่อไปนี้คงจะไม่มีใครกล้าเอ่ยว่าเป็นเกออัปลักษณ์อีกแล้ว เพราะวันนี้ชาวบ้านได้เห็นกระจ่างแจ้งแล้วว่า อัปลักษณ์หรืองดงาม บุรุษหลายคนที่ยังโสดนั้นต่างแอบมองและส่งสายตาให้และคงจะแอบเสียดายไปด้วย แต่ก็ถูกสายตาของโจวอี้หานส่งกลับมา ประมาณว่านี้ ภรรยาข้า"ขอให้ลูกทั้งสองคนมีชีวิตคู่ที่มีความสุข อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า อี้หาน เจี้ยนเวยฝากดูแลลูกของพ่อด้วยนะ พวกเจ้าจะต้องดูแลจนกว่าชีวิตจะหาไม่""ขอรับท่านพ่ออู๋""ขอรับท่านพ่ออู๋""ซั่วหยาง อี้หาน ซินถง เจี้ยนเวย ชีวิตคู่มีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันนะ"หลีไห่ฉินเอ่ยไปก็ร้องไห้ไป เพราะไม่รู้ว่าจะอวยพรอะไร มันตื้นตันไปห
อู๋ซั่วหยางเดินไปบ้านจางอย่างทรมาน เพราะท่านพ่ออู๋จากไปอย่างไม่ทันได้เตรียมใจอะไรไว้เลยสักอย่าง ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลยว่าท่านพ่ออู๋นั่นป่วยอะไรหรือ "ซั่วหยาง มีอะไรเกิดขึ้นเจ้าร้องไห้ทำไมหรือ""ท่านป้าหลี ท่านพ่อข้าเสียแล้วขอรับ…ท่านลุงจางอยู่หรือไม่ขอรับ""…"หลีไห่ฉินนั้นนิ่งลงทันทีใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที สิ่งที่อู๋ซั่วหยางบอกเป็นเรื่องจริงหรืออู๋เจียงสงจากไปแล้วจริงหรือ"รอก่อนนะ นั่งพักเสียก่อนซั่วหยาง"หลีไห่ฉินรีบเข้าไปแจ้งสามีทันที วันนี้ทั้งโจวอี้หานและจางเจี้ยนเวยนั้นไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านอีกด้วย ไม่รู้ว่าพวกเขาจะกลับมาตอนไหนกัน เพราะไปรับซื้อข้าวเหนียวให้อู๋ซั่วหยางที่หมู่บ้านอื่น"…"อู๋ซัาวหยางทำได้เพียงพยักหน้าตอบกลับไปเท่านั้น เพราะตอนนี้มีแต่เสียงร้องไห้ที่เปล่งออกมา วันนี้ทั้งพี่อี้หานและพี่เจี้ยนเวยไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน เพราะต้องไปรับข้าวเหนียวอีกหมู่บ้าน "ซั่วหยางเรื่องมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเจียงสงถึง…""ข้าไม่รู้ขอรับ เหมือนท่านพ่อจะนอนหลับไปเฉย ๆ ขอรับ"ตอนอู๋ซั่วหยางเข้าไปในห้อง ท่านพ่ออู๋เหมือนคนที่นอนหลับแล้วไม่ตื่น หากภาษาชาวบ้านก็เรียก ใหลตาย"งั้นพี่ไปกันเถอะ"บ้
อู๋ซินถงใช้เวลาอยู่ที่ไร่ที่นาทั้งวัน ที่นี่ก็บรรยากาศดีแถมลมพัดผ่านเย็นสบายมากอีกด้วย ท่านพ่อเองก็ดูจะชอบอยู่ที่นี่มากกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก"เดี๋ยวยกขึ้นหลังเกวียนจะได้เอาไว้ต้มตอนเย็น"อู๋ซั่วหยางพาอู๋ซินถงขุดหาเผือกหามันมาไว้ต้มกิน เพราะกลับไปที่บ้านคงจะไม่มีอะไรกิน ดีที่วันนี้ท่านพ่อดักปลาได้ถึ
ยามเฉิน(07.00-08.59 น.)"ดีจริง ๆ เลยนะ เช้านี้กินน้ำต้มข้าวหรือข้าวต้มใส่น้ำกันแน่ แล้วนี่อะไรผักนี่ไปเอามาจากไหนกัน เจ้าซั่วหยาง""ลืมอะไรไปหรือว่าที่บ้านต้องประหยัด จะมากินเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว ท่านก็น่าจะรู้ดีนะ""นี่! เจ้าโง่ ข้ารู้แต่เพราะเมื่อคืนก็กินแต่น้ำข้าวต้มไปแล้วไม่ใช่หรือไง เช้าน
โจวอี้หานทำงานมาหลายเดือนเงินที่หามาได้ก็นำมาซ่อมแซมบ้านที่เก่าผุพังให้ดีกว่าเมื่อก่อน อย่างน้อยก็ประหยัดกว่าการสร้างใหม่ เพราะหลังจากที่เสียท่านพ่อท่านแม่ไปที่บ้านก็เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ถึงจะมีครอบครัวท่านลุงใหญ่อยู่เป็นญาติผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้อยู่บ้านหลังเดียวกันท่านพ่อท่านแม่นั้นแยกออกมาจากบ้า
ยามเฉิน (07.00-08.59 น.)อู๋ซั่วหยางไปที่ไร่กับท่านพ่ออู๋เพียงสองคน เพราะเหว่ยฟางนางยังเคืองเรื่องเมื่อวานอยู่บวกกับอู๋ฉานอิ่งที่ล้มป่วยที่แปลว่าแสดง คือป่วยการเมืองเสียมากกว่า"ที่ดินของที่บ้านติดจำนองจริงหรือท่านพ่อ""ใช่ คิดว่าพ่อโกหกหรือ""เปล่าหรอกขอรับ แต่ข้าแค่ไม่คิดว่าสถานการณ์เรื่องเงินในบ







