Masuk59 1-2
ตอนที่ 116 แม่สามีกับลูกสะใภ้สิ้นท่า
ก่อนที่หลินจิงซูจะทันได้ปริปากอธิบายสิ่งใด ก็มีเสียงเข้มขรึมของชายวัยกลางคนดังขึ้นช่วยเธอเอาไว้ได้ทัน
“พวกเธอเต็มใจเซ็นสัญญาที่ไหนกันล่ะ? แทนที่จะได้อยู่ทำธุรกิจต่อไปสบายๆ กลับต้องมาได้บ้านซอมซ่อหลังหนึ่ง! บนโต๊ะอาหารวันนั้น ใครได้เห็นก็รู้ทั้งนั้นล่ะว่า เด็กคนนี้กับแม่ของเธอถูกอู๋ซิ่วเหลียนกับคุณอู๋บังคับ!”
ชายผู้นั้นก็คือสามีของจางหลานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์วันนั้น ในตอนที่ย่าอู๋มอบโฉนดบ้านให้กับติงเสวี่ยเหม่ย จางหลานและสามีก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน หรือหากจะให้พูดกันตรงๆก็คือถูกเชื้อเชิญให้ไปเป็นพยานนั่นล่ะ ดังนั้น จึงไม่มีใครเป็นพยานรู้เห็นได้ดีไปกว่าพวกเขาทั้งคู่แล้ว
อู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋ปฏิเสธเสียงแข็งคอเป็นเอ็น
“ไม่ เดี๋ยวก่อน! นี่เรากำลังคุยกันคนละประเด็นแล้ว! คุณเองก็เห็นไม่ใช่รึว่า สูตรชานมไข่มุกนั่นได้ถูกส่งมอบกับพวกเราแล้ว! แต่ทำไมเธอถึงยังสามารถขายมันให้กับร้านค้าอื่นอีกล่ะ? ความผิดอยู่ตรงนี้ต่างหาก!”
หลินจิงซูปิดปากเงียบไม่เอ่ยอธิบายแม้แต่คำเดียว และยังคงยื่นโฉนดบ้านพร้อมกับเอกสารสัญญาอีกหลายฉบับส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรงหน้าไป
“คุณลุงตำรวจคะ ในเอกสารสัญญาก็ไม่มีตรงไหนระบุไว้เลยว่า หนูจะไม่สามารถขายสูตรชานมไข่มุกให้กับคนอื่นได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น อีกอย่าง หนูเองก็ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการตามข้อประมวลกฎหมายโดยสมบูรณ์ เห็นชัดว่าอู๋ซิ่วเหลียนกับแม่เฒ่าอู๋มีเจตนาที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับเราสองแม่ลูก และยังพยายามที่จะเสาะหาทุกวิถีมาทำลายภาพลักษณ์ชื่อเสียงของเราให้เสื่อมเสียด้วย ถ้าแม้กระทั่งคุณตำรวจยังช่วยไม่ได้ เกรงว่าหนูคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลงมือใช้ความรุนแรงหยุดพวกเธอด้วยตัวเอง ชีวิตที่เหลือของหนูคงไม่พ้นต้องนอนคุกใช่มั้ยคะ?”
เจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นรับเอกสารหลายฉบับมาจากสาวน้อย และทำการตรวจสอบอย่างละเอียดทันที เนื้อความทุกย่อหน้าบรรทัดก็ล้วนถูกต้องและเป็นไปตามที่เธอบอกทุกประการ ในส่วนลงนามตอนท้ายก็ได้เซ็นกันครบถ้วนดีทั้งสองฝ่าย
ไม่มีอะไรผิดปกติเลยจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจทุกคนในที่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมงานคนสนิทของเจ้าหน้าที่โจว และพวกเขามักจะเคยได้ยินเจ้าหน้าที่โจวบ่นถึงวีรกรรมแย่ๆของคนตระกูลหลินให้ฟังอยู่เสมอ ยิ่งมาได้ทราบในตอนนี้อีกว่า ย่าอู๋กับอู๋ซิ่วเหลียนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อฮุบกิจการชานมไข่มุกที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าของสองแม่ลูกแล้ว ทุกคนก็ยิ่งทิ้งน้ำหนักไปเข้าข้างฝ่ายติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูมากขึ้น
อีกด้าน ตำรวจทุกนายในสถานที่แห่งนี้ ต่างรู้สึกรังเกียจต่อพฤติกรรมที่แสนจะไร้ยางอายของครอบครัวตระกูลหลินอย่างมาก ที่มักปฏิบัติต่อคนอื่นราวกับทุกคนเป็นคนโง่!
ตำรวจพูดกับอู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกคุณสองคนได้ยินชัดแล้วใช่มั้ยครับ? ถ้าพวกคุณสองคนยังไม่เลิกสร้างปัญหา และยังพยายามที่จะทำให้คนอื่นต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอีก รวมไปถึงการเที่ยวก่อกวนผู้อื่นถึงบ้านอย่างที่ทำในวันนี้ด้วย ถ้ามีครั้งที่สองอีกเมื่อไหร่ พวกคุณเตรียมเข้าคุกได้เลย”
ย่าอู๋ไม่กล้าวอแวหรือว่ากล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว จึงได้ไปชี้หน้าตวาดด่าหลินจิงซูแทน
“นังสุนัขขี้ขลาดตาขาว! รู้อยู่แก่ใจว่าแกทำอะไรลงไป แต่กลับไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี! แกไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยรึไง? ทั้งที่ฉันเป็นย่าของแกแท้ๆ แต่ก็ยังทำกันได้ลงคอ! แกนี่มันสัตว์นรกมาเกิดแท้ๆ! แกกับฉันจากนี้ไป ต่อให้ตายก็ไม่ต้องมาเผาผีกัน!!”
สีหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจแปรเปลี่ยนเป็นมืดทมิฬในทันที พูดโพล่งแทรกขึ้นว่า
“ธุรกิจเรือนจำของพวกผมก็กำลังไปได้สวย สนใจจะเข้าไปใช้บริการหน่อยมั้ยครับคุณผู้หญิง? ไม่ต้องแลกเปลี่ยนกับบ้านหรืออะไรทั้งนั้น ผมอนุญาตให้เข้าไปอยู่ฟรีๆเลย!”
“คุณตำรวจ คุณอย่ามาลำเอียงเข้าข้างคนผิดเพียงเพราะเห็นแก่หน้าเจ้าหน้าที่โจวสิ! บ้านหลังนั้นเป็นทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุตระกูลหลินของเรา มันก็ควรเป็นของเราสิ! คุณตำรวจคะ ได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับฉันด้วยเถอะค่ะ! ฮืออ…”
ย่าอู๋อดกลั้นความขมขื่นใจไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอระเบิดน้ำตาและเอาแต่พล่ามว่าตนเองเป็นเหยื่อ
อู๋ซิ่วเหลียนร่วมวงร้องไห้ประสานเสียงอย่างน่าเวทนาอีกคน เธอร้องตะโกนตัดพ้อกับย่าอู๋เสียงดังลั่นว่า
“ฮือออ…แม่คะ พวกเราก็แค่คนจนที่ไร้อำนาจอิทธิพลคนหนึ่ง! ไม่ได้มีเส้นสายมีคนรู้จักเหมือนพวกมันที่มีคนคอยช่วยเหลือเข้าข้าง! ชีวิตของพวกเราช่างน่ารันทดจริงๆ!! ฮือออ…ฮือออ…”
เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายต่อหลายนายในที่นั้น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่โจว เมื่อได้ฟังคำกล่าวหาเช่นนั้น ใบหน้าของพวกเขาทุกคนต่างก็เปลี่ยนเป็นดำทะมึนคล้ำหมองในทันที
สิ่งต้องห้ามที่สุดสำหรับการพูดคุยกับคนในสายอาชีพรัฐก็คือ การพาดพิงกล่าวหาถึงเรื่องเส้นสายหรือการเล่นพรรคเล่นพวก เพราะหากเรื่องนี้ถูกสอบสวนขึ้นมาและปรากฏว่ามีความผิดจริง โทษที่ได้รับอาจร้ายแรงถึงขั้นให้ออกจากหน้าที่ มิหนำซ้ำยังมีโอกาสที่จะติดคุกติดตารางอีกด้วย
แล้วตำรวจที่ไหนจะยอมปล่อยให้คนอื่นใส่ความตนเองหน้าด้านๆ ทั้งที่บริสุทธิ์แบบนี้ล่ะ?
“พวกคุณรู้ตัวรึเปล่าครับว่ากำลังพูดอะไรออกมา? การใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐมีโทษร้ายแรงถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิตเชียวนะครับ! หรือพวกคุณสองคนอยากจะย้ายจากบ้านไปอยู่เรือนจำกันนักใช่มั้ยครับ?!”
เจ้าหน้าตำรวจคนนั้นรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขาทุบโต๊ะระเบิดอารมณ์ตวาดใส่อู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋เสียงดัง
เมื่อถูกตำหนิติเตียนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแบบนั้น ทั้งสองคนก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆอีกเลย
ตำรวจอีกนายที่ใจเย็นกว่า ได้เดินเข้าไปตักเตือนดีๆว่า
“คราวหน้าคราวหลังก็หัดคิดก่อนพูดบ้างเถอะนะครับ รู้มั้ยว่าสิ่งที่หลุดออกมาจากปากพวกคุณ มันสามารถสร้างปัญหาให้กับตัวพวกคุณเองได้มากขนาดไหน? นี่ถ้าโชคร้ายไปเจอตำรวจบางนายที่เคร่งครัดเรื่องนี้มากๆ เขาสามารถสั่งขังพวกคุณได้ทันทีเลยนะครับ! แต่เอาเถอะ เห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกคุณกระทำผิด ทางเราก็จะถือซะว่าพวกคุณไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ขอติดใจเอาความอะไรทั้งนั้น แต่วันหลังอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เข้าใจที่พูดนะครับ?”
ทั้งสองพยักหน้ารับทราบอย่างเชื่อฟังแต่โดยดี หลังจากนั้น ทั้งอู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋ต่างก็ไม่มีใครกล้าก่อความวุ่นวายใดๆในสถานีตำรวจอีกเลย
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







