Share

ตอนที่ 19 เงินที่หายไป

Author: Chawin
last update Last Updated: 2026-02-11 12:06:03

ตอนที่ 19 เงินที่หายไป

            เนื่องจากติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง ทั้งคู่จึงต้องเดินทางไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

            เวลานี้ อู๋ซิ่วเหลียนและหวางต้าจูต่างก็อยู่ในห้องสอบส่วนด้วยเช่นกัน

            และก็เป็นอู๋ซิ่วเหลียนที่ถึงขั้นน้ำตาไหลพรากทันทีที่เห็นหลินชิงอี้

            “พี่ชิงอี้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉันจริงๆนะ! ฉัน…”

            เธอต้องการจะพูดต่อ แต่กลับถูกตำรวจตวาดใส่แทน

            “หวางต้าจูยอมสารภาพแล้วว่า เขาถูกพี่ชายคนโตของคุณจ้างวานมาอีกต่อ! ขอเพียงพาตัวเขามาที่นี่ เขาจะต้องยอมรับสารภาพความจริงทุกอย่าง!”

            ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินเช่นนั้น เธอก็ถึงกับหน้าถอดสีซีดขาวในทันที

            หลินจิงซูเฝ้ามองท่าทีหมดสภาพของคนกระทำผิดอย่างอู๋ซิ่วเหลียน เธอหัวเราะคิกคักเย้ยหยัน และบอกกับตำรวจในบริเวณนั้นว่า

            “คุณลุงตำรวจ คุณน้าตำรวจ หนูต้องขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะ ด้วยความสามารถของคุณตำรวจทุกคน หนูเชื่อว่าจะต้องจับคนร้ายตัวจริงมาลงโทษได้อย่างแน่นอนค่ะ”

            “สาวน้อยคนนี้ฉลาดพูดจริงๆเชียว”

            “นั่นน่ะสิ เด็กคนนี้ท่าทางฉลาดมากจริงๆ”

            “ดูท่าแม่ของเธอคงจะอบรมสั่งสอนมาดีสินะ”

            เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มนี้ดูเหมือนจะชอบอกชอบใจหลินจิงซูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับเหล่าตำรวจหญิงที่ได้เห็นหลินจิงซูปกป้องแม่ของตนตั้งแต่เกิดเรื่อง ด้วยความรักและความกล้าหาญที่มีอย่างล้นหลามของเด็กคนนี้ พวกเธอรู้สึกราวกับได้เห็นว่าที่ตำรวจหญิงคนใหม่ในอนาคตก็ไม่ปาน

            ตรงกันข้าม ทันทีที่ได้ฟังคำชื่นชมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีต่อหลินจิงซู กลับทำให้ทั้งหลินชิงอี้และอู๋ซิ่วเหลียนหน้าตาน่าเกลียดมากยิ่งขึ้น

            ไม่นานเกินรอ ตำรวจก็ควบคุมตัวอู๋เก๋อเซิง พี่ชายคนโตของอู๋ซิ่วเหลียนเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            อู๋เก๋อเซิงผู้นี้เคยออกไปทำธุรกิจร่วมกับคนอื่น แต่กลับถูกหลอกเอาทรัพย์สินของครอบครัวไปจนหมด และกลายเป็นคนล้มละลายในเวลาต่อมา ตั้งแต่นั้น เขาก็กลายเป็นพวกชีวิตเหลวแหลก เล่นไพ่เล่นการพนันทุกวี่วันเรียกได้ว่าถึงขั้นเสพติด และวันหนึ่งก็ได้พบกับหวางต้าจูซึ่งเป็นอันธพาลข้างถนน แล้วพวกเขาทั้งสองก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน

            อู๋เก๋อเซิงเต็มใจยอมรับสารภาพว่า ตนได้ขอให้หวางต้าจูออกไปตามล่าติงเสวี่ยเหม่ย เพราะครั้งหนึ่ง น้องสาวของเขากลับไปที่บ้านพ่อแม่ตัวเองทั้งน้ำตา เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ฟ้องว่าถูกติงเสวี่ยเหม่ยกลั่นแกล้งรังแกสารพัด ชนวนเหตุนี้เอง ทำให้เขาได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการแก้แค้นอีกฝ่ายคืน

            เมื่ออู๋ซิ่วเหลียนได้ฟังคำสารภาพชนิดหมดเปลือกของอู๋เก๋อเซิง เธอจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที เพื่อขอขมาต่อติงเสวี่ยเหม่ยและขอให้เธอเมตตาพี่ชาย

            “พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ย ฉันขอโทษแทนพี่ชายของฉันด้วยนะคะ ได้โปรดยกโทษให้เขาด้วยเถอะ! ที่เขาหลงผิดทำแบบนั้นก็เพราะเป็นห่วงฉันเท่านั้นเอง!”

            ระหว่างที่เธอกำลังเสแสร้งเล่นละครทำเป็น ‘สารภาพความผิด’ อยู่นั้น อีกใจหนึ่งเบื้องลึกก็สบถคิดกับตัวเองในใจว่า คนอย่างติงเสวี่ยเหม่ยใจอ่อนจะตายไป แค่พูดดีๆด้วยสักสองสามคำ แล้วก็ขอให้หลินชิงอี้และย่าอู๋ช่วยพูดอีกแรง คนมีนิสัยไม่สู้คนแบบติงเสวี่ยเหม่ย ย่อมไม่มีทางจะโต้แย้งอะไรได้อย่างแน่นอน!

            เธอเตรียมการไว้พร้อมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงได้วานให้อู๋เก๋อเซิงยอมให้การเท็จทันทีที่ถูกตำรวจจับ โดยบอกกับอีกฝ่ายว่า แล้วเธอจะหาทางช่วยเหลือในภายหลังอีกที

            ขณะที่อู๋ซิ่วเหลียนกำลังวาดฝันจินตนาการแสนงดงามไปไกล จู่ๆเธอก็ถูกตบหน้าอย่างแรง เล่นเสียตื่นจากฝันแทบไม่ทัน

            “เพี้ยะ!!”

            “โอ๊ย!!” อู๋ซิ่วเหลียนถูกตบหน้าหันจนร้องเสียงดัง และรีบยกมือขึ้นปิดป้องใบหน้าครึ่งซีกที่บวมเป่งไว้ด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะค่อยๆชำเลืองมองไปทางหลินจิงซูอย่างไม่อยากจะเชื่อ

            “แก…แกกล้าตบหน้าฉันงั้นเหรอ?”

            “ป้ารอง อย่าโกรธหนูเลยนะ หนูก็แค่บัดดาลโทสะแทนแม่เท่านั้นเอง ก็เลยเผลอตบหน้าป้ารองโดยไม่ตั้งใจไป”       

            ทุกคนในที่นี้ล้วนได้ยินเหมือนกัน และตราบใดเท่าที่พวกเขายังพอมีสมองอยู่บ้าง ย่อมต้องรู้ว่าประโยคแก้ตัวที่ออกมาจากปากของหลินจิงซูนั้น จงใจเย้ยหยันอู๋ซิ่วเหลียนอย่างชัดเจน

            นั่นเพรามีใครที่จะไร้ยางอายมากพอ ถึงขั้นทำร้ายร่างกายผู้อื่นเสร็จแล้ว แต่กลับเสแสร้งทำตัวไร้เดียงสาเหมือนไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้?   

            ขณะที่หลินชิงอี้กำลังจะเคลื่อนไหว เขาก็ถูกตำรวจขัดจังหวะไว้เสียก่อน

            “เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องในบ้านก็ไปจัดการกันที่บ้าน ที่นี่เป็นสถานีตำรวจ ไม่อนุญาตให้ใครมาก่อความวุ่นวายใดๆทั้งนั้น เข้าใจกันไหม?”

            “ขอโทษค่ะคุณตำรวจ หนูหุนหันพลันแล่นไปเอง”

            หลินจิงซูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง กลับกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายไปเสียดื้อๆ อีกทั้งยังให้สัญญาด้วยว่าจะไม่ทำตัวเช่นนี้อีก ส่วนหลินชิงอี้กับอู๋ซิ่วเหลียนนั้นไม่สามารถพูดอะไรได้ แม้จะรู้สึกจุกอกจนอยากจะระบายออกมามากเพียงใดก็ตาม

            เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งพูดขึ้นว่า

            “คดีนี้เป็นเหตุกระทำโดยเจตนา ผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นมีตั้งแต่สูญเสียเล็กน้อยถึงมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเป็นเหตุให้เสียชีวิต ดังนั้น…”

            หวางต้าซูบ่นตัดพ้อกับตำรวจแทรกขึ้นทันควัน

            “ใครบอกไม่มีคนได้รับบาดเจ็บ ผมเกือบจะถูกนังเด็กบ้านี่ใช้กรรไกรแทงตาย!”

            ตำรวจปรายหางตามองอย่างไม่นึกเมตตาพร้อมกับพูดขึ้นว่า

            “ก็แกเป็นฝ่ายลงมือก่อน ต่อให้จะถูกแทงจนตายจริงๆ เด็กคนนี้ก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย”

            ถูกตำรวจสวนกลับเช่นนี้ หวางต้าจูถึงกับตาละห้อยคอตกอย่างหมดท่าในทันที

            ตำรวจอธิบายเพิ่มเติมว่า

            “คดีนี้ต้องแยกเป็นสองส่วน คือหนึ่งคนร้ายที่ลงมือกระทำความผิด ย่อมต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่เรื่องการจ้างวาน หากฝ่ายเหยื่อไม่ติดใจเอาความ เรื่องนี้จะถูกปัดตกไปในทันที และกลายเป็นเรื่องการทะเลาะวิวาทภายในครอบครัวแทน”

            ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินตำรวจอธิบายเช่นนั้น เธอก็ดูกระตือรือร้นอย่างมีความหวังขึ้นทันที รีบหันไปส่งสายตาอ้อนวอนเพื่อขอความช่วยเหลือจากหลินชิงอี้โดยเร็ว

            หลิงชิงอี้ผายอกยืดไหล่ตั้งตรงประหนึ่งผู้ผดุงความเป็นธรรม เดินเข้าไปพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า

            “คุณตำรวจครับ เรื่องนี้พวกเราไม่ติดใจเอาความ หลังจากนี้จะกลับไปสะสางกันเองที่บ้าน เท่ากับว่าเรื่องทุกอย่างจบแล้วใช่ไหมครับ?”

            แต่ใครจะคาดคิด ตำรวจทุกนายล้วนก่นเสียงเย็นชาออกมาด้วยความรำคาญ และไม่มีใครสนใจคำพูดของเขาเลยสักนิด แต่กลับส่งสายตาไปทางติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูอย่างเงียบๆแทน ราวกับกำลังรอฟังคำตอบจากคนทั้งคู่อยู่

            หลินชิงอี้ที่ถูกเมินเฉยใส่หน้าได้แต่รู้สึกอับอายอย่างมาก จนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

            ติงเสวี่ยเหม่ยเอ่ยถามขึ้นว่า

            “แล้วถ้าจะดำเนินคดีต่อ ดิฉันจะทำอะไรได้บ้างคะ?”

            “อืม…” ตำรวจนายหนึ่งเลิกคิ้วพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พึมพำเล็กน้อยก่อนสรุปให้ฟังว่า

            “เอาแบบนี้ดีกว่า ผมขอแนะนำให้เรียกค่าทำขวัญ คุณผู้หญิงสามารถเรียกเงินตามจำนวนที่ถูกปล้นไปจากพวกเขาได้ ส่วนอีกวิธีผมไม่ค่อยอยากจะแนะนำเท่าไหร่ เพราะการส่งเรื่องนี้ฟ้องร้องไปที่ศาล อาจจะไม่ส่งผลดีต่อประวัติการทำงานของสามีและคนที่บ้านของคุณผู้หญิงนัก แต่ก็นั่นล่ะครับ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นตัวแทนของความยุติธรรมอย่างเรา ก็พร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของคุณผู้หญิง และเราจะทำงานกันอย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุดครับ”

            เมื่อติงเสวี่ยเหม่ยได้ยินเรื่องเงินจำนวน1,600หยวนครั้งใด เธอมักจะรู้สึกผิดระคนร้อนใจขึ้นทันที เพราะเงินจำนวนนี้เปรียบเสมือนใบมีดที่ห้อยคอเธออยู่ตลอดเวลา

            หลินจิงซูรีบอาสาให้คำตอบแทนทันที

            “คุณตำรวจคะ พวกเราแค่ต้องการเงินจำนวน1,600หยวนคืนก็พอค่ะ”

            ในสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สาวน้อยคนนี้ดูจะมีไหวพริบปฏิภาณดีที่สุดแล้ว เห็นว่าเธอฉลาดที่จะเลือกหนทางนี้ เขาจึงได้พยักหน้าตอบรับทันที และรีบสรุปสำนวนให้ฟังอีกครั้งว่า

            “เนื่องจากผู้เสียหายต่างก็เป็นเครือญาติสนิทกัน อีกทั้งฝ่ายเหยื่อยังไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเหตุร้ายแรงใดๆจนนำไปสู่การสูญเสียชื่อเสียงหรือชีวิต ดังนั้นทางเราจึงตัดสินใจไม่ส่งคดีนี้ต่อศาล…”

            “พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ย ขอบคุณมากนะคะ! ฉันรับรู้เสมอมาว่าพี่เป็นคนจิตใจดีแค่ไหน! ไม่มีวันที่พี่จะหักล้างทำร้ายคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน!”

            อู๋ซิ่วเหลียวร้องออกมาด้วยความดีอกดีใจ

            “อะแฮ่ม! ผมยังพูดไม่จบ!”

            ตำรวจกระแอมพร้อมกับทุบโต๊ะเสียงดัง รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับพฤติกรรมไร้มารยาทของอู๋ซิ่วเหลียน ที่พูดทะลุกลางปล้องออกมาแบบนี้

            “แต่ฝ่ายผู้กระทำผิดจะต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญจำนวน1,600หยวนคืนให้แก่เหยื่อ! ไม่อย่างนั้น ทางเราจะส่งคดีนี้ไปที่ศาลทันที!”

            หวางต้าจูถูกใส่กุญแจมือเรียบร้อยพร้อมถูกตำรวจสองนายหิ้วปีกเพื่อเตรียมโยนเข้าคุก ระหว่างนั้นเขายังพยายามดิ้นรนพร้อมกับร้องคร่ำครวญขอความเป็นธรรม

            “ผมไม่ได้ขโมยเงินไป! ผมไม่ได้เอาเงินไปจริงๆ!! คุณตำรวจ ผมถูกใส่ร้าย! ผมไม่ได้ขโมย…”

            อู๋เก๋อเซิงรีบส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเดียวกัน

            “ผมก็ไม่ได้จ้างวานให้เขาขโมยเงินนะครับ! แค่อยากจะสั่งสอนติงเสวี่ยเหม่ยให้ได้รับบทเรียนเฉยๆเท่านั้น! นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับผมแล้ว ถ้ามันจะขโมยเงิน ก็เป็นเรื่องของมันเอง! ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง!”

            ตำรวจยิ้มเยาะพร้อมกับพูดว่า

            “คิดว่าพูดแบบนี้แล้วโทษจะเบาลงรึไง? เอาล่ะ จะคืนเงินจำนวน1,600หยวนมา หรือจะติดคุก? คงเป็นไปไม่ได้จริงมั้ยที่เงินจำนวนนั้นจะมีขาวิ่งหนีออกไปเอง?”

            เมื่ออู๋เก๋อเซิงได้ยินว่าตนกำลังจะต้องติดคุกติดตาราง เขาก็รีบโยนความผิดทุกอย่างให้พ้นตัวโดยไว

            “ต้องเป็นหวังต้าจูแน่ๆ! มันนั่นล่ะต้องซ่อนเงินเอาไว้แน่ๆ!”

            “ไอ้เวร! อู๋เก๋อเซิง ไอ้ชาติชั่ว! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะเว้ย ว่าแกกับอู๋ซิ่วเหลียนกำลังวางแผนอะไรกันอยู่! แกก็แค่อยาก…”

            อู๋ซิ่วเหลียนกลัวว่าหวางต้าจูจะปากโป้งพูดในสิ่งไม่ควรพูดออกมา เธอจึงรีบร้องตะโกนแทรกขึ้นเพื่อหยุดหวางต้าจูเอาไว้ก่อน

            “จ่ายก็จ่าย! พวกเราตระกูลอู๋จะจ่ายเงินในส่วนนั้นเอง!!”

         

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90   ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต (จบบริบูรณ์)

    263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ

  • ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90   ตอนที่ 471 ความจริงในอดีต

    262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา

  • ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90   ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง

    262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่

  • ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90   ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย

    261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้

  • ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90   ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ

    260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!

  • ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90   ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก

    259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status