LOGINตอนที่ 24 นี่ไม่ยุติธรรม!
หลินเสวี่ยวิ่งเข้าบ้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนกแทบจะในทันที และเมื่อไปถึงก็ร้องถามเรื่องทั้งหมดจากอู๋ซิ่วเหลียน ถึงเรื่องแยกครอบครัวของสองแม่ลูกบัดซบนั่นโดยไว
แต่ไม่คาดคิด อู๋ซิ่วเหลียนกลับพยักหน้ายอมรับตามตรง
“แม่บ้ารึเปล่า! ถ้าแยกครอบครัวกันอยู่แบบนี้จริงๆ แล้วลุงจะส่งเสียเลี้ยงดูพวกเราสองแม่ลูกต่อได้ยังไง? หนูยังต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติมอีกตั้งมากมาย ไหนจะวิชาความถนัดเฉพาะด้านอีก? แยกครอบครัวออกไปแบบนี้ แล้วลุงจะยังดีต่อหนูเหมือนเดิมรึเปล่าก็ไม่รู้?”
หลินเสวี่ยยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีจังหวะหนึ่งที่เธอแทบจะร้องไห้ออกมา
อีกไม่นานเธอก็ต้องสอบแล้ว และค่าเรียนพิเศษเสริมที่ต้องจ่ายให้อาจารย์ในแต่ละครั้งนั้น ก็เป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูง หากต้องมาแยกครอบครัวกันในเวลานี้ แล้วคุณลุงของเธอจะยังส่งเสียเธออยู่หรือไม่?
ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องสอบผ่านให้ได้!
อู๋ซิ่วเหลียนยกนิ้วชี้นิ้วผลักเข้าที่กลางหน้าผากของหลินเสวี่ยอย่างแรงหนึ่งที พร้อมกับตวาดกลับไปว่า
“แกโง่รึเปล่า? ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญแบบนี้ มีเหรอที่ฉันจะยอมปล่อยให้ลุงของแกแยกจากพวกเราไปจริงๆ? ยิ่งไปกว่านั้น ลุงของแกก็ไม่คิดจะทิ้งพวกเราไปไหนอยู่แล้ว! หลังจากที่นังตัวดีติงเสวี่ยเหม่ยเสนอให้แยกครอบครัวกันอยู่ ฉันก็บอกลุงของแกว่า ปล่อยให้พวกมันสองแม่ลูกย้ายไปอยู่ที่บ้านร้างริมแม่น้ำกันแค่สองคน เดี๋ยวผ่านไปสองสามวันพวกมันก็ต้องล้มเลิกความคิด แล้วคลานกลับมาที่บ้านเองนั่นล่ะ! ส่วนแกก็ควรรู้ไว้ด้วยว่า ลุงของแกน่ะเชื่อฟังฉันยิ่งกว่าใครๆ!”
หลินเสวี่ยตาเป็นประกายสว่างไสวขึ้นฉับพลัน
“แม่ แบบนี้ก็หมายความว่ามีแค่ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูที่แยกบ้านออกไปเหรอคะ?”
“หึ หึ น้ำหน้าอย่างติงเสวี่ยเหม่ยนี่นะที่คิดจะต่อกรกับฉัน? แช่น้ำเยี่ยวอีกสิบชาติก็ไม่มีวันเทียบฉันได้!”
อู๋ซิ่วเหลียนยิ้มเยาะพร้อมกับเย้ยหยันว่า “ครอบครัวที่ไร้บุรุษ ก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ไร้กระดูกสันหลัง เด็กสาวกำพร้าพ่อกับแม่ม่ายคนหนึ่งต้องย้ายไปอยู่บ้านร้างแบบนั้น พวกมันจะทนอยู่กันได้สักกี่วัน! ติงเสวี่ยเหม่ย ฉันจะทำให้แกได้ลิ้มรสของการเป็นแม่ม่ายดูบ้าง! แกไม่รู้หรอกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ฉันต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานมากขนาดไหน!”
หากไม่ใช่เพราะหลินชิงอี้ดันไปตกหลุมรักติงเสวี่ยเหม่ยจนแต่งงานแต่งการกันเสียก่อน คนที่จะยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นก็ควรต้องเป็นเธอ! และทั้งหมดหากไม่ใช่เพราะนังติงเสวี่ยเหม่ย เธอหรือจะต้องมาแต่งงานกับผู้ชายขี้โรคอย่างหลินเหลาเอ๋อร์!
อู๋ซิ่วเหลียนโยนทุกความผิดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองให้กับติงเสวี่ยเหม่ย ด้วยตรรกะความเชื่อที่แสนจะบิดเบี้ยวของเธอ เธอเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า ที่ชีวิตของเธอต้องทนทุกข์ทรมานมาจนทุกวันนี้ ทั้งหมดล้วนเกิดจากติงเสวี่ยเหม่ยทั้งสิ้น!
แต่กระนั้น เวลานี้เธอกลับมีศัตรูตัวฉกาจเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ซึ่งก็คือนังหลินจิงซู นังสัตว์นรกตัวน้อย!
ทั้งแม่ทั้งลูกสาวช่างมีนิสัยเลวทรามต่ำช้าไม่แตกต่างกันเลย!
คล้อยหลังได้ฟังคำบอกเล่าของอู๋ซิ่วเหลียนแล้ว หลินเสวี่ยก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่น พร้อมกับขัดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า
“ลำบากบ้าบออะไรกันคะแม่! หนูเห็นพวกมันสองแม่ลูกใช้ชีวิตกันมีความสุขจะตายไป! พวกมันออกไปจับจ่ายซื้อของ หอบถุงข้าวปลาอาหารพะลุงพะลังกันเต็มสองมือ มีทั้งเนื้อหมูทั้งผลไม้น่ากินทั้งนั้น! ทำอย่างกับว่าที่บ้านกำลังจะมีงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่อย่างนั้นล่ะ!”
“นี่แกว่าอะไรนะ?” อู๋ซิ่วเหลียวแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
หลินเสวี่ยเล่าเหตุการณ์ตอนที่ไปเจอกับหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยระหว่างทางกลับบ้านให้ผู้เป็นแม่ฟัง ขณะที่เล่าบรรยายเป็นฉากๆนั้น สีหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับดำ แทบอยากจะกระโดดกัดนังสองแม่ลูกคู่นั้นให้ตายๆไปซะ! ไหนบอกว่า พวกมันจะต้องทนทุกข์กับความลำบากยังไงล่ะ? ทำไมถึงมีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นกับพวกมันแทน?
อู๋ซิ่วเหลียนตบโต๊ะรุนแรงจนแทบพลิกคว่ำ กัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น แววตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับอสรพิษ
“นังนี่! กล้าเอาเงินของฉันไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้เชียวรึ! ฉันหลงคิดไปว่าคนอย่างแกคงไม่กล้าใช้เงินจำนวนนั้นแน่ เพราะต้องเห็นแก่หน้าพี่ชิงอี้!”
“นังสารเลวนี่ชั่วช้ากว่าที่ฉันคิดไว้มาก เสแสร้งทำเป็นผู้หญิงใสซื่อ ที่แท้ก็เป็นหญิงแพศยาน่ารังเกียจดีๆนี่เอง!”
หลินเสวี่ยขมวดคิ้วถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
“แม่ แล้วทำไมเงินของครอบครัวเราถึงได้ไปอยู่ในมือพวกมันได้ล่ะคะ? ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราก็ใช้แต่เงินของลุงไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูถึงได้เอาเงินของพวกเราไปใช้ได้ล่ะ?”
อู๋ซิ่วเหลียนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนสถานีตำรวจในวันนั้นให้อีกฝ่ายฟังทั้งหมด หลินเสวี่ยฟังแล้วถึงกับโมโหเดือดดาลเป็นที่สุด
“แม่! เราต้องเอาเงิน1,600หยวนของเราคืนมานะ! นั่นเป็นเงินของครอบครัวเรา! แล้วทำไมต้องให้นังสองตัวนั่นเอาไปใช้ด้วย!? นี่ไม่ยุติธรรมเลย!!”
อู๋ซิ่วเหลียนยิ้มเยาะกับตัวเอง
“ต่อให้แม่จะไม่ได้เงินพวกนั้นคืน แต่ยังไงแม่ก็จะไม่มีวันปล่อยให้นังติงเสวี่ยเหม่ยกับนังหลินจิงซูได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่นอน!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







![ทวงสิทธิ์รักวิศวะตัวร้าย [เซทแก๊งสิงห์]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)