Masuk146 1-2
ตอนที่ 290 แตกหักกับจ้าวลี่
ภายหลังที่สองสาวพ่นวาจาหยียดหยันใส่หลินจิงซูจนสาแก่ใจแล้ว ทังคู่ก็เดินจากไป
หลินจิงซูยืนแน่นิ่งไม่ไปไหนด้วยความตะลึงงัน
เธอสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว จากนั้น จึงเริ่มพินิจพิจารณาด้วยเหตุและผลในทุกคำพูดเมื่อครู่ของหญิงสาวทั้งสอง
จ้าวลี่ไม่เคยบอกเรื่องการลาหยุดของนิสิตสาวสองคนกับเธอแม้แต่คำเดียว หากคิดตามหลักเหตุและผลแล้ว เป้าหมายที่หญิงสาวทั้งสองควรจะไปหาเรื่อง ควรต้องเป็นจ้าวลี่มากกว่าเธอไม่ใช่หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น หลินจิงซูเคยหลับหูหลับตาแอบเช็คชื่อช่วยนิสิตชายที่ไหนกันล่ะ? ใครยื่นใบลาบอกกล่าวล่วงหน้า เธอก็ปฏิบัติไปตามนั้นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นใครชายหรือหญิง ล้วนแต่ได้รับการปฏิบัติจากเธออย่างเท่าเทียมกัน
แต่ไม่สิ… พักหลังมานี้ จ้าวลี่เป็นคนอาสาเช็คชื่อในชั่วโมงเรียนแทนเธอออกจะบ่อยไม่ใช่เหรอ?
หากเรื่องที่นิสิตสาวทั้งสองพูดมาเมื่อครู่เป็นความจริง นั่นก็ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่า จ้าวลี่กำลังแอบเล่นสกปรกลับหลังเธออยู่แน่ๆ
หลินจิงซูปรี่ตรงเข้าห้องเรียนด้วยสีหน้าที่ไร้ความสุข
“สองคนโน้นที่ขาดเรียนเมื่อวานนี้ ได้ขอลาหยุดกับเธอก่อนล่วงหน้าหรือเปล่า?”
ครั้งนี้หลินจิงซูไม่เกรงอกเกรงใจอีกแล้วเช่นกัน เธอชี้นิ้วใส่หน้านิสิตสาวสองทั้งสองที่อยู่ในห้อง พร้อมกับเอ่ยถามจ้าวลี่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
จ้าวลี่ผงะไปชั่วครู่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เธอจำใจต้องยอมรับไปตามความจริง ก้มหน้าแก้เก้อพร้อมกับเอ่ยตอบด้วยความรู้สึกผิดว่า
“เอ่อ…ฉันลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย สองคนนั้นบอกเธองั้นเหรอ? หรือว่าถูกพวกเธอหาเรื่องมา? ความจริงฉันเองก็โดนเหมือนกัน ฉันขอโทษนะจิงซู…”
เห็นหลินจิงซูเป็นคนโง่เขลานักหรือยังไง? พินิจพิจารณาจากทั้งน้ำเสียงและความมั่นหน้าของสองสาวเมื่อสักครู่ ทั้งหมดย่อมชัดแจ้งเสียยิ่งกว่าอะไรดี จ้าวลี่นั่นล่ะคือตัวการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้! แล้วเป็นไปได้หรือที่เธอจะถูกสองสาวหาเรื่องด้วยเหมือนกัน?
กำลังบอกว่าตนเองก็เป็นฝ่ายถูกกระทำสินะ? ตอแหลสิ้นดี!
“จ้าวลี่ สนุกมากนักรึไง?”
สีหน้าท่าทางของหลินจิงซูแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพ่งสายตามองจ้าวลี่ดั่งผู้ที่ต่ำต้อยกว่าพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“ถ้าในตัวเธอยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรับผิดชอบ’ เหลืออยู่ ก็หัดรู้จักยอมรับความผิดพลาดซะบ้างนะ ไม่ใช่เอาแต่ขี้ขลาดใช้ฉันเป็นโล่กำบังอยู่แบบนี้! นี่น่ะเหรอ…คนที่อยากเป็นประธานนักศึกษา? คนไร้ประสิทธิภาพแบบเธอนี่นะ?”
นับตั้งแต่ที่รู้จักกันมา จ้าวลี่ไม่เคยเห็นหลินจิงซูพูดจาฟาดงวงฟาดงาเต็มที่แบบนี้มาก่อนเลย!
แน่นอนว่า จ้าวลี่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!
เธอคิดมาเสมอว่า…หลินจิงซูเป็นพวกไม่กล้าสู้คนและง่ายต่อการกลั่นแกล้งรังแก…
แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างที่เธอคิดไว้เลย!
“จิงซู ทำไมต้องพูดทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้ด้วย? ฉัน…ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นซะหน่อย! ที่ไม่กล้าพูดออกไปก็เพราะกลัว…กลัวว่าจะเผลอทำลายมิตรภาพระหว่างเธอกับเพื่อนๆคนอื่นต่างหากล่ะ! ฮืออ…ฮือออ….”
จ้าวลี่รีบบทนางเอกผู้ตกเป็นเหยื่อโดยสมบูรณ์ เธอบีบเค้นน้ำตาให้ไหลรินไปกับประโยคคำพูด และทุกอากัปกิริยาที่เสแสร้งแสดงออกมา ประหนึ่งว่าถูกโยนบาปใส่ร้ายใหญ่หลวงให้ก็ไม่ปาน
หลินจิงซูเฝ้ามองจ้าวลี่แสดงละครต่อไป มุมปากแสยะยิ้มเย้ยหยันด้วยความรู้สึกสมเพช
เหตุผลที่หลินจิงซูออกตัวปะทะชนกับจ้าวลี่ถึงเพียงนี้ ก็เพื่อส่งสาสน์ตักเตือนอีกฝ่ายว่า เธอไม่ใช่ลูกพลับนุ่มนิ่มที่ใครจะมาข่มเหงรังแกได้ง่ายๆ และสอง คนที่มีนิสัยเลวร้ายแบบนี้ หลินจิงซูไม่นับเป็นเพื่อนอีกต่อไปเช่นกัน!
“จ้าวลี่ เพื่อนร่วมห้องพักของฉัน ฉันขอแนะนำอะไรสักอย่างนะ อะไรที่ไม่ไหวก็อย่าฝืน ไม่อย่างนั้น ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!”
ปกติแล้ว หลินจิงซูมักเป็นคนช่างพูดช่างคุย ชอบนำพาเสียงหัวเราะและความสนุกสนานมาให้กับทุกๆคน เว้นเสียแต่…ในตอนนี้ เธอดูราวกับเป็นคนละคน เสมือนปีศาจกระหายเลือดที่อาบชโลมไปด้วยกลิ่นอายความอาฆาตแค้น แม้กระทั่งจ้าวลี่ที่ว่าแน่ ยังถูกแช่แข็งไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหนเลยทีเดียว
จ้าวลี่ในตอนนี้รู้สึกหวาดกลัวเกินพรรณนา ดูสายตาที่หลินจิงซูมองมาสิ! ราวกับว่าตัวเธอ…เป็นเพียงเม็ดฝุ่นข้างถนนเท่านั้น!
ถูกต้องแล้ว ในสายตาของหลินจิงซู เธอไม่เคยเห็นจ้าวลี่เป็นคู่ต่อสู้ของตนเองด้วยซ้ำไป! หากเทียบกับศัตรูคู่แค้นตลอดกาลอย่างอู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยแล้วล่ะก็ เธอคนนี้ยังนับว่าห่างชั้นมากนัก! ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่หลินจิงซูจะไม่คิดสืบสานเล่นงานอีกฝ่ายต่อไปให้มากกว่านี้
ความเมตตาต่อสัตว์โลก อย่างน้อยเธอก็ยังพอมีอยู่บ้าง!
หลังจากหมดคาบเรียนในวันนั้น ใครจะไปคาดคิดว่า จ้าวลี่จะรีบตรงดิ่งไปที่ฝ่ายทะเบียนเพื่อขอพบอาจารย์ที่ปรึกษา ด้วยสภาพที่ดวงตาบวมแดงพร้อมกับร้องไห้สะอึกอื้นไม่หยุด เธอเล่าระบายความทุกข์ระทมที่เกิดจากเหตุการณ์ในวันนี้ให้อาจารย์ที่ปรึกษาฟังทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่ถูกหลินจิงซู ‘กลั่นแกล้ง’ และถูก ‘ด่าประจาน’ สร้างความอับอายต่อหน้าทุกคนในห้อง
ส่งผลให้เช้าวันรุ่งขึ้น หลินจิงซูถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกตัวเข้าพบเป็นการด่วน
“ประธานนักศึกษา เมื่อวานซืนมีนิสิตหญิงขาดเรียนสองคน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พวกเธอแจ้งลาหยุดกับประธานนักศึกษาโดยตรงไปแล้ว…”
พูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของอาจารย์ที่ปรึกษาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมมากขึ้น จ้องมองหลินจิงซูด้วยสายตาเย็นชาไร้ซึ่งไมตรีด้วยอย่างสิ้นเชิง เขาพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง
“แต่ทำไมประธานนักศึกษาถึงยังได้เช็ดชื่อให้พวกเธอขาดเรียนล่ะ?”
หลินจิงซูอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“พวกเธอสองคนไม่ได้มาขอลาหยุดกับหนูโดยตรงค่ะ แต่ฝากบอกผ่านไปทางจ้าวลี่ แล้วจ้าวลี่เองก็ไม่ได้แจ้งให้หนูทราบ”
“เอ๊ะ? มันใช่เหรอ? แต่เมื่อวานจ้าวลี่มาหาอาจารย์ และได้อธิบายเรื่องทุกอย่างให้อาจารย์ฟังทั้งหมดแล้ว เธอบอกเองว่า เธอได้แจ้งเรื่องทุกอย่างให้ประธานนักศึกษาทราบเรียบร้อยแล้ว แต่กลับเป็นประธานนักศึกษาเองที่ลืม ยังมีอะไรจะอธิบายอีกมั้ย?”
อาจารย์ที่ปรึกษาเลิกคิ้วยิงคำถามสวนกลับทันที และดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อคำพูดของหลินจิงซู ที่พยายามจะอธิบายตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







