Masuk192 2-2
ตอนที่ 383 ความจริงที่ไม่อาจยอมรับ
ปัจจุบันจ้าวเสี่ยวย่าไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงขี้ขลาด ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับหลินจิงซูด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นเหตุให้เธอต้องจ้างกลุ่มวัยรุ่นอันธพาลเข้าไปก่อกวนแทน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตอนนี้กลับไม่เป็นเหมือนที่คาดคิดไว้ จะให้ยืนรออยู่อย่างนี้ ก็รังแต่จะยิ่งทำให้เธอชกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด จ้าวเสี่ยวย่าก็อดรนทนต่อไปไม่ไหว เธอกัดฟันกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะเดินตรงเข้าประตูโรงแรมไปอย่างไม่มีทางเลือกอื่น
ทว่าเหนือความคาดหมาย ทันทีที่ตรงเข้าไปถึงพื้นที่โซนบาร์ ภาพที่เธอเห็นกลับเป็นภาพที่กลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้นกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน
“นี่พวกแกยังมีหน้ามานั่งดื่มอีกเหรอ?! ลืมเรื่องานที่ฉันสั่งแล้วเหรอไอ้พวกโง่!!”
“เป้าหมายที่แกต้องจัดการคือนั่งสารเลวหลินจิงซูนั่น! ฉันสั่งให้พวกแกทุบทำลายข้าวของภายในนี้ไม่ใช่เหรอ!”
เผชิญกับเสียงโหวกเหวกโวยวายดังแสบแก้วหูของจ้าวเสี่ยวย่า แต่วัยรุ่นอันธพาลกลุ่มนั้นกลับไม่มีใครสนใจเธอเลยแม้แต่คนเดียว ยังคงพูดคุยหัวเราะกันต่ออย่างสนุกสนาน
“อ้าว? คุณหนูจ้าวนี่เอง! มายืนชี้หน้าสั่งให้พวกเราทำโน่นทำนี่ แต่กลับให้ค่ามัดจำก้อนเล็กราวกับขี้มด! อย่าให้บอกจำนวนเงินดีกว่า พวกเราอายปาก เทียบกับเครื่องดื่มแพงๆที่นี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วถ้าพวกเราถูกตำรวจรวบขึ้นมา ก็จะยิ่งได้ไม่คุ้มเสีย!”
จ้าวเสี่ยวย่าที่กำลังขยับปากจะด่าถึงกับชะงักค้างพูดไม่ออก เธอต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อลบล้างคำสบประมาทเหล่านั้น จึงรีบคว้ากระเป๋าขึ้นมาเปิดออก แต่ช่างน่าเสียดาย ที่ภายในนั้นมีเพียงเศษเหรียญไม่กี่หยวนเท่านั้น…
“แก! ไอ้พวกโง่! ก็ฉันบอกไปแล้วว่า เมื่อไหร่ที่ทำงานสำเร็จ ฉันก็จะจ่ายค่าเหนื่อยที่เหลือให้พวกแกอย่างงามเลย! จะมาทวงอะไรกันตอนนี้! ฉัน…ฉันก็แค่ไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วยเท่านั้น!”
ได้ฟังคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆของจ้าวเสี่ยวย่าเข้า หลินจิงซูก็ถึงกับหัวเราะท้องคัดท้องแข็งออกมา
“ฮ่าฮ่า…อุ๊บ! ขอโทษที ดูท่าเธอคงจะลืมพกเงินติดตัวมาจริงๆ ถึงได้ให้ค่ามัดจำพวกเขาแค่ 10 หยวนเท่านั้น! นับว่าพวกเขาไว้หน้าเธอมากแล้วนะเนี่ย เพราะถ้าเป็นฉัน ฉันคงปากลับใส่หน้าคนให้แล้วล่ะ!”
“แต่เอ…บาร์ที่นี่ไม่ต้อนรับคนจนๆอย่างคุณหนูจ้าวนะจ๊ะ ดูท่าในกระเป๋าคงมีแต่เศษเงินสินะ ทำไมยังกล้าเข้ามาที่นี่อีก? เฉพาะค่าเครื่องดื่มที่ถูกที่สุดของที่บาร์เรา ก็ 12 หยวนเข้าไปแล้ว หรือจะมาขอทานกินฟรีงั้นเหรอ? ได้ๆ เดี๋ยวฉันจะชงน้ำประปาให้ดื่ม!”
สิ้นประโยคคำพูดของหลินจิงซู กลุ่มวัยรุ่นอันธพาลรอบด้านต่างก็พากันส่งเสียงหัวเราะเยาะด้วยความสมเพชดังลั่น
“เอาล่ะ เล่นสนุกกันพอหอมปากหอมคอ! จ้าวเสี่ยวย่า คิดว่าพวกเราไม่รู้เรื่องสถานการณ์ทางบ้านของเธอตอนนี้ว่าเป็นยังไงเหรอ? โรงงานตระกูลจ้าวน่ะใกล้จะล้มละลายเต็มทีแล้ว สภาพตระกูลจ้าวตอนนี้ข้าวจะกรอกหม้อยังไม่มี ยังกล้าสั่งให้เรามาก่อกวนบาร์หรูที่นี่อีก! แล้วถ้าพวกเราถูกตำรวจรวบขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ? น้ำหน้าอย่างเธอน่ะเหรอที่จะช่วย?!”
“ไหนล่ะ ที่เคยรับปากไว้ว่า จะช่วยให้พวกเราได้เข้าทำงานในโรงงานของพ่อแม่เธอ? จนตอนนี้โรงงานใกล้จะเจ๊งอยู่แล้ว ยังไม่เห็นเคยทำตามสัญญาเลย! ตอนนี้คนอย่างเธอไม่มีค่าอะไรให้พวกเราต้องอยู่รับใช้อีกแล้ว!”
เมื่อจ้าวเสี่ยวย่าได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้น ก็เอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธทันที เธอเฝ้าหลอกตัวเองไปวันๆว่า ครอบครัวของเธอจะไม่มีวันล้มละลาย และไม่มีวันอยู่ใกล้กับคำนั้นด้วย! พ่อแม่ของเธอเพียงแค่หมุนเงินไม่ทันชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าล้มละลาย!
เธอยังคงเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ที่รายล้อมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งในอดีตและจากนี้ตลอดไป!!
“อย่ามาพูดจาไร้สาระ! ใครล้มละลายกัน!!”
ขณะที่ตวาดเสียงดังตอบโต้กลับไปนั้น จ้าวเสี่ยวย่าก็ได้ถอดนาฬิกาข้อมือออก แล้วตบลงบนโต๊ะ
“คนจนๆอย่างพวกแกรู้รึเปล่าว่า นาฬิกาเรือนนี้ของฉันราคาเท่าไหร่! แม้แต่เครื่องดื่มราคาถูกที่สุดของที่นี่ ฉันก็ไม่มีปัญญาจ่ายงั้นเหรอ? ล้อกันเล่นรึไง! นี่เป็นนาฬิกายี่ห้อดังจากฝรั่งเศสเลยนะ! ราคาเกือบหมื่นหยวนเชียวล่ะ!”
พฤติกรรมชอบอวดร่ำอวดรวยของจ้าวเสี่ยวย่านี้ สำหรับตัวเธอแล้ว นี่นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างที่สุด เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้เธอรู้สึกมีความสุขมากไปกว่าการได้ฉายแสงต่อหน้าคนด้อยโอกาสเหล่านี้!
ตรงกันข้ามกัน เพราะนี่กลับเป็นแค่ตลกฉากหนึ่งในสายตาของทุกคนเท่านั้น
“นังหลินจิงซู ลูกจ้างจนๆอย่างแกมีปัญญาซื้อใส่รึเปล่าล่ะ?”
กวาดสายตามองเพียงปราดเดียว หลินจิงซูก็ถึงกับยิ้มหวาน และตอบโต้อีกฝ่ายกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า
“นาฬิกาเรือนนี้ยี่ห้อ Longines ต้นกำเนิดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์จ้ะ ไม่ใช่ฝรั่งเศส เท่าที่เห็น ดูเหมือนตัวเข็มจะไม่เดินมานานแล้วไม่ใช่เหรอ? นาฬิกาอนาล็อกแบบนี้ กลไกความละเอียดภายในถือเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าตัวเรือนเสียแบบนี้ก็ไร้ราคาไม่มีค่าอะไร เอาไปส่งซ่อมก่อนเถอะแล้วค่อยมาโม้ แต่ราคาค่าซ่อมก็เอาเรื่องอยู่นะ มีปัญญาจ่ายรึเปล่า?”
ถูกฉีกหน้าแบบนี้ จ้าวเสี่ยวย่าถึงกับพ่ายแพ้หมดรูป ยิ่งคิดก็ยิ่งอดแค้นใจไม่ได้ ทำไมทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับนังคนชั้นต่ำหลินจิงซูนี่ ต้องเป็นเธอที่โชคร้ายอยู่เรื่อย!
ในจังหวะเดียวกัน เธอก็เหลือบไปเห็นหวู่ฮ่าวชิงที่กำลังยืนมองมาจากด้านในพอดี เสมือนเสาะพบแสงสว่างทางรอดสุดท้าย จ้าวเสี่ยวย่ารีบวิ่งไปคว้าแขนอีกฝ่านเกาะกุมไว้แน่น แล้วพูดทั้งน้ำตาว่า
“ฮ่าวชิง ช่วยฉันด้วย! นังสารเลวหลินจิงซูมันรังแกฉัน! มิหนำซ้ำยังแช่งให้ครอบครัวของฉันล้มละลายอีก!”
“เธอเองก็รู้ไม่ใช่เหรอ ฉันเป็นถึงคุณหนูฐานะร่ำรวย ที่บ้านทำธุรกิจใหญ่โต! ไม่เหมือนนังคนชั้นต่ำที่คลานออกมาจากสลัมนี่! อี๋! เหม็นสาปคนจน!!”
ยิ่งจ้าวเสี่ยวย่าตีโพยตีพายแสดงท่าทางรังเกียจหลินจิงซูออกมามากเท่าไหร่ หวู่ฮ่าวชิงก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยงผู้หญิงคนนี้มากขึ้นเท่านั้น
“เสี่ยวย่า หยุดก่อกวนสร้างปัญหาซะที ตอนนี้เธอไม่ได้มีเงินมีทองเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ จะใช้จ่ายอะไรก็หัดคิดให้เยอะๆ เอาล่ะ รีบกลับบ้านไปได้แล้ว อย่าทำให้คุณลุงคุณป้าต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้เลย”
แน่นอนว่าจ้าวเสี่ยวย่าที่หัวดื้อหัวรั้นต้องไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น มิหนำซ้ำเธอยังกอดแขนหวู่ฮ่าวชิงไว้แน่นกว่าเดิม จนสุดท้ายก็จนปัญญา เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องติดต่อหาพ่อแม่ของเธอให้มารับกลับไปด้วยตัวเอง
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







