เข้าสู่ระบบตอนที่ 6 เตรียมรับผลกรรมที่ตามมา
หลินจิงซูจดจำชายหนุ่มคนนี้ได้ เขามีชื่อว่า จู้หยาน
ในชีวิตก่อนหน้า ติงเสวี่ยเหม่ยได้เงินตอบแทนจำนวนมากจากสองสามีภรรยาศาสตราจารย์ชราคู่หนึ่ง ทั้งสองได้ไหว้วานแม่ของเธอให้ทำอาหารชุดส่งมาให้หลานชายของพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งปี
ติงเสวี่ยเหม่ยมักจะเล่าให้ฟังว่า จู้หยานคนนี้ดูเหมือนจะมาจากเมืองหลวง เขามาอยู่ในชนบทอย่างผิงเฉิงก็เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยทางด้านจิตใจ ตั้งแต่รู้จักมา เธอก็ไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้ก้าวเท้าออกมาจากห้องใต้หลังคาเลยสักครั้งเดียว
จู่ๆหน้าต่างก็ถูกปิดลงในพริบตา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบรวมระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำไป ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนหลินจิงซูไม่มีเวลาได้ตั้งตัว เธอยืนเหงื่อเย็นแตกพลั่กอยู่เงียบๆตามลำพัง
เขาเห็นเธอหยิบเงินออกจากที่ซ่อนรึเปล่านะ?
แล้วเขาจะปากโป้งแฉเรื่องของเธอหรือไม่?
เธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงให้ใจเย็น วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ
กวาดสายตาจดจ่อไปที่บานหน้าต่างปิดสนิทของห้องใต้หลังคาตรงหน้า บีบกระชับกำเงินจำนวน1,600หยวนไว้ในมือแน่น ประกายตาลึกล้ำเต็มไปด้วยความคิดหลายหลาก
……..
ก่อนอื่น หลินจิงซูรีบตรงดิ่งกลับไปที่โรงเรียนเป็นอันดับแรกเพื่อขอลาครึ่งวัน แล้วจึงค่อยกลับไปที่บ้านตระกูลหลินอีกครั้ง เธอซ่อนเงิน1,600หยวนไว้ในห้องนอนของตัวเอง แล้วจึงรีบไปหาติงเสวี่ยเหม่ยที่อยู่อีกห้อง
เห็นบุตรสาวของตนกลับมา ติงเสวี่ยเหม่ยที่เล่นละครเป็นคนป่วยถึงกับรีบลุกจากเตียง พร้อมกระซิบถามเสียงเบาว่า
“ซูซู ทำไมถึงได้กลับบ้านเร็วแบบนี้ล่ะ? คุณครูที่โรงเรียนได้พูดอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะแม่ คุณครูในโรงเรียนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราบ้างแล้ว ก็เลยอนุญาตให้ลาได้เป็นกรณีพิเศษ และปล่อยให้หนูกลับบ้านอย่างที่เห็นนี่ล่ะ”
หลินจิงซูประคองแขนติงเสวี่ยเหม่ยอย่างระมัดระวัง พามานั่งที่ขอบเตียงพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“แม่ อย่าลืมว่าต้องแกล้งป่วยให้เนียนล่ะ จะลุกจะเดินต้องทำเป็นทรมานเข้าไว้”
ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้าขานรับอย่างเชื่องช้า ปกติแล้วเธอคุ้นเคยกับการเป็นคนพูดตรงๆซะมากกว่า ต้องแกล้งป่วยแบบนี้ ลึกๆในใจรู้สึกไม่สบายใจมากนัก
“ซูซู แม่มีเรื่องอยากจะถาม…”
ติงเสวี่ยเหม่ยขยับริมฝีปากถามแช่มช้า
“ลูกจะจัดการกับเงินก้อนนั้นยังไง?”
“แม่คะ หนูซ่อนเงินก้อนนั้นไว้แล้ว เราจะไม่ให้ใครทั้งนั้นรวมถึงตำรวจ”
“ห๊ะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยคิดไม่ถึงว่า หลินจิงซูจะใจกล้าบ้าบิ่นได้มากเพียงนี้
นี่น่ะหรือลูกสาวของเธอที่ชอบเก็บตัวเงียบไม่กล้าสู้คน?
“ซูซู เราจะไม่คืนเงินจำนวนนั้นจริงๆเหรอ? แล้วถ้าตำรวจจับตัวคนร้ายได้ล่ะ? เรื่องเงินจะไม่ถูกเปิดเผยตามไปด้วยเหรอ?”
หลินจิงซูตระหนักดีว่าเรื่องนี้เสี่ยงแค่ไหน แต่เธอก็จะไม่มีวันยกเงินก้อนนี้ให้คนพวกนั้นอย่างแน่นอน
กลับชาติมาเกิดใหม่ครั้งนี้ เธอได้สัมผัสแล้วว่า ความยากจนมันน่ากลัวขนาดไหน และเงินก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง มีเงินเพียงอย่างเดียว อะไรๆก็ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่มีเงินเมื่อไหร่…แค่จะก้าวเท้าออกไปสักก้าวยังยากเข็ญเกินบรรยาย!
และเธอก็จะใช้เงินก้อนนี้เป็นทุนต่อยอดสำหรับสร้างธุรกิจเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งในอนาคตต่อไป
อีกอย่าง หากเธอยอมมอบเงินก้อนนี้คืนเมื่อไหร่ หลินชิงอี้ก็จะต้องใช้มันเพื่อบำรุงบำเรอความสุขให้แก่อู๋ซิ่วเหลียน และหลินเสวี่ยลูกพี่ลูกน้องตัวดีของเธออย่างแน่นอน นังสองแม่ลูกนั่นก็แค่หมาป่าขี้ขลาดตาขาวคู่หนึ่ง เก่งแต่ลอบกัดลับหลังคนอื่น
ที่สำคัญที่สุด เงินก้อนนี้เป็นเงินที่ติงเสวี่ยเหม่ยหามาด้วยความยากลำบาก ถึงจะพูดว่าเป็นเงินเก็บของครอบครัวก็เถอะ แต่เงินส่วนใหญ่ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของแม่เธอทั้งสิ้น! แล้วพวกมันมีสิทธิ์อะไรมาใช้เงินจำนวนนี้?
หลินจิงซูตบไหล่ติงเสวี่ยเหม่ยเบาๆ ยิ้มปลอบโยนว่า
“แม่ ไม่ต้องห่วง ถึงโจรชั่วนั่นจะไม่ได้ปล้นเงินเราไปจริงๆ แต่ถ้าเรายืนกรานเสียงแข็ง ตำรวจก็ต้องเชื่อแน่นอนว่ามันเป็นคนเอาไป แล้วแม่พูดอะไรกับตำรวจบ้างเกี่ยวกับเรื่องในตรอกนั่น? เผื่อเจอตำรวจรอบหน้า เราจะได้ให้การตรงกัน…”
พูดมาถึงจุดนี้ จู่ๆเธอพลันนึกถึงจู้หยานที่อยู่ในห้องใต้หลังคาขึ้นมา ชายคนนั้นลึกลับดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ
“ซูซู? ลูกเป็นอะไรรึเปล่า?”
ติงเสวี่ยเหม่ยเรียกขานอยู่หลายที คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันและเริ่มเป็นกังวลเช่นกัน
“แม่คะ ช่วงนี้ก็แกล้งทำเป็นป่วยไปก่อน ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด ส่วนเรื่องส่งอาหารให้บ้านย่าหวัง สองสามวันนี้เดี๋ยวหนูจะจัดการเอง”
“ให้แม่ไปเองดีกว่า แม่แอบได้ยินมาว่า เด็กหนุ่มคนนั้นมีอาการทางจิตอ่อนๆ ลูกจะกลัวเขาเปล่าๆ”
ติงเสวี่ยเหม่ยโต้แย้งทันที
“ไม่หรอกแม่ แค่แววตาของเขาดูน่ากลัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง หนูกลัวที่ไหนกันเล่า?”
หลินจิงซูยิ้มพูดต่อ
“ไม่เป็นอะไรหรอกแม่ ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา แม่เองก็ทำงานหนักมาตลอด หนูไม่เคยช่วยแม่เลยสักครั้ง อีกอย่าง สองสามวันนี้ก็เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี พ่อเองก็อยู่บ้านไม่ได้ไปไหน พ่อกับแม่จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นไง แม่เองก็ควรอยู่กับพ่อบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ปล่อยให้ป้ารองอยู่กับพ่อ เดี๋ยวป้าผางก็นินทาอีกหรอกว่า…อุ๊บ!”
หลินจิงซูจงใจแสร้งทำเป็นหลุดปาก หลังพูดออกไปแล้ว เธอก็ปั้นสีหน้าตื่นตระหนักขึ้นทันที ทำเอาติงเสวี่ยเหม่ยเสียอย่างเห็นได้ชัด
“ป้าผางนินทาว่าอะไร?”
“เอ่อ..แม่ ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวหนูกลับห้องก่อนดีกว่า ยังมีการบ้านที่ต้องทำอีก!”
หลินจิงซูพูดเปิดมาครึ่งทางแล้ว ที่เหลือปล่อยให้อีกฝ่ายคิดจินตนาการเอาเอง การทำแบบนี้ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมได้รุนแรงกว่าการบอกทุกอย่างไปตรงๆ
สำหรับเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างหลินชิงอี้กับอู๋ซิ่วเหลียนนั้น ความจริงในกอไผ่เป็นเช่นใด ทั้งคู่จะมีสัมพันธ์สวาทลึกซึ้งกันจริงหรือไม่ ตัวเธอเองก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน แต่ที่เห็นชัดในชีวิตก่อนหน้าก็คือ พ่อของเธอรักใคร่เอ็นดูป้ารองและลูกพี่ลูกน้องมากกว่าเธอและแม่จริงๆ
ไม่ว่าอย่างไร พฤติกรรมของหลินชิงอี้และอู๋ซิ่วเหลียนก็ชวนให้สงสัยมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติก่อน!
พวกเขาทั้งคู่ใช้ชีวิตราวกับเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ใครจะไปรู้ อาจมีบางสิ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังประตูที่ปิดสนิทบานนั้นก็ได้?
จะดีกว่าหรือไม่ หากให้ติงเสวี่ยเหม่ยทำหน้าที่สังเกตการณ์ด้วยตัวเอง?
ก่อนจะออกจากห้องไป หลินจิงซูก็ได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบางอย่างในตัวติงเสวี่ยเหม่ย
เมื่อใดที่เธอเริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจ นั่นหมายความว่า เมล็ดแห่งความหวาดระแวงได้ถูกปลูกขึ้นภายในใจของเธอแล้ว
เห็นเช่นนั้น หลินจิงซูได้แต่แอบหัวเราะเย้ยเยาะกับตัวเองเงียบๆ
ติงเสวี่ยเหม่ยผูกคอตายในชีวิตก่อนหน้า เธอต้องทนรับความอัปยศอดสูอย่างไม่เป็นธรรมตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ยิ่งคิดเท่าไหร่หลินจิงซูก็ยิ่งกำมือบีบแน่นเท่านั้น คมเล็บถึงกับฝังลึกทิ่มเข้าไปในผิวเนื้อของเธอ
อู๋ซิ่วเหลียน, หลินชิงอี้ พวกแกเตรียมรับผลกรรมที่ก่อไว้ได้เลย!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







